"กรณ์" คาดโทษตัดสิทธิ์แบงก์พาณิชย์ล็อกโควตาบอนด์ออมทรัพย์ให้ลูกค้าตัวเอง "นริศ" ลั่นเอาผิดผู้บริหาร-พนักงาน ธอส. เอี่ยวทุจริต
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวว่าธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท มีการให้ลูกค้าของตนเองจองซื้อจนเต็มวงเงินแล้วนั้น ยืนยันว่าตนได้กำชับธนาคารพาณิชย์ทั้ง 7 แห่งมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า การจำหน่ายนั้นต้องใช้วิธีการใครมาก่อนก็มีสิทธิ์จองซื้อก่อน ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายงวดแรก 1.5 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ และไม่ให้มีการใช้ระบบโควตาแก่ลูกค้าของธนาคารเอง ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่มีการแบ่งการจำหน่ายพันธบัตรออกเป็น 3 งวด ตามที่ประกาศไปแล้ว
ทั้งนี้ หากพบว่าธนาคารใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ก็จะพิจารณาตัดสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรของรัฐบาลที่เตรียมจะออกอีกหลายโครงการหลังจากนี้
"รัฐบาลยังจะมีการออกบอนด์ลักษณะนี้อีกหลายโครงการ ถ้าธนาคารพาณิชย์ไหนละเมิดข้อตกลง ก็จะถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการในโอกาสต่อไป ซึ่งหากประชาชนที่ไปซื้อในวันที่จำหน่ายแล้วธนาคารแจ้งว่ามีการจองซื้อเต็มจำนวนไปแล้ว ก็ขอให้แจ้งมาที่กระทรวงการคลัง" นายกรณ์กล่าว
อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะได้มีการกำชับธนาคารพาณิชย์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายทั้ง 7 แห่งอีกครั้ง สำหรับกำหนดการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ได้มีการแบ่งเป็น 3 งวด ได้แก่ งวดแรกเปิดขายให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เปิดขายวันที่ 13-14 ก.ค. งวดที่ 2 วันที่ 15-16 ก.ค. วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ขายให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไป ให้ซื้อได้ตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึงไม่เกิน 1 ล้านบาท และงวดที่ 3 วันที่ 17-21 ก.ค. วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ขายให้ประชาชนทั่วไปไม่จำกัดวงเงินซื้อสูงสุด
ทั้งนี้ ธนาคารที่ร่วมโครงการขายพันธบัตรออมทรัพย์ 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าธนาคารที่เป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ได้ติดต่อไปยังลูกค้า และมีการสำรองวงเงินซื้อพันธบัตรครบ 5 หมื่นล้านบาทแล้ว เนื่องจากมีความต้องการมาก เพราะพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงถึง 5% โดยคาดว่าประชาชนที่เดินเข้าไปในธนาคารเพื่อขอซื้อพันธบัตรในวันแรกจะไม่สามารถซื้อได้ทัน
ด้านนายนริศ ชัยสูตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนการทุจริตใน ธอส. จำนวนเงิน 499 ล้านบาท ที่มีนางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้ดำเนินการสอบสวนพยานบุคคลเสร็จสิ้นแล้ว โดยได้มีการสอบสวนตั้งแต่เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงถึงผู้ปฏิบัติงาน และคณะกรรมการสอบสวนฯ เตรียมประชุมขั้นสุดท้ายปลายสัปดาห์หน้าเพื่อสรุปการสอบสวนทั้งหมด ซึ่งจะพิจารณาทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นผลการสอบสวนพบว่า การทุจริตดังกล่าวนอกจากเกิดจากพนักงานไม่สุจริตแล้ว ยังเกิดจากความไม่พร้อม การขาดการสื่อสารในองค์กรที่ดี และการขาดความเข้าใจในระบบ Core Banking System (CBS) อย่างเพียงพอ นอกจากนั้น ระบบการกำกับดูแลและการตรวจสอบยังต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบในแต่ละส่วน.







