สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
เมื่อวานสมาชิก "ซินตึ๊ง" อภิปรายถึงครูไพบูลย์ บุตรขัน 2 วันติดต่อกันยังไม่จบ วันนี้ต้องจบ
เรียน ท่านประธานท้วมและสมาชิกที่นับถือ
ครูไพบูลย์ บุตรขัน เจ้าของเพลงดัง ที่นักฟังเพลงหลายคนรู้จักกันดีอย่างเช่นเพลง "ค่าน้ำนม" หรือ "มนต์เมืองเหนือ" หรือเพลง "กลิ่นโคลนสาบควาย" ซึ่งเป็นผลงานสำคัญส่วนหนึ่งของครูเพลงท่านนี้ ที่นั่งอยู่ในใจผู้คนที่ชื่นชอบงานเพลงสุขๆ เศร้าๆ ซึ้งๆ ซึ่งครูไพบูลย์ได้แต่งไว้ให้วงการเพลงมากมาย
จากชีวิตที่เกิดในชนบทแถวหมู่บ้านท้องคุ้ง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ครูไพบูลย์เป็นลูกชาวนาโดยกำเนิด แต่เมื่อพ่อตายตั้งแต่ครูไพบูลย์มีอายุเพียง 7 ขวบ ก็ได้มาอาศัยอยู่กับอาที่กรุงเทพฯ เรียนหนังสือต่อกระทั่งจบ ม.8 ที่โรงเรียนสวัสดิ์อำนวยเวทย์ แถวๆ รองเมืองซอย 2
ในระหว่างนั้นได้แต่งบทละครวิทยุ ส่งไปกระจายเสียงที่สถานี HS 7 PJ ศาลาแดงร่วมกับคณะนาฏนิคม ซึ่งเป็นละครดนตรี โดยแต่งทั้งบทละครและเพลง ได้ค่าตอบแทนในเวลานั้นถึง 12 บาท นับว่ามากโขเชียวล่ะในขณะนั้น เพราะซื้อข้าวสารได้ถึง 15 ถัง
หลังจากเป็นครูที่โรงเรียนกว๋องสิว และออกไปทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสน ซึ่งที่นี่ครูไพบูลย์ได้แต่งเพลงให้กับวงที่ตั้งขึ้นในโรงไฟฟ้า จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้ไปอยู่วงการบันเทิง โดยอยู่ร่วมคณะละครเร่จันทโรภาสของครูพรานบูรพ์ จากการชักนำของแม่แก้วแห่งโรงหนังพัฒนากร
โรงหนังพัฒนากรแห่งนี้ได้สร้างนักร้องหญิง ที่ชื่อ "ลัดดา ศรีวรนันท์" ให้เกิดในวงการเพลงยุคนั้น ในฐานะนักร้องชนะเลิศที่มีครูนคร มงคลายน สมยศ ทัศนพันธ์ จัดประกวดร้องเพลง และต่อมาเมื่อได้ร้องเพลง "โอ้..ทูลกระหม่อม" ผลงานแต่งของครูไพบูลย์ บุตรขัน ใครๆ ก็ไม่อาจห้ามความโด่งดังและชื่อเสียงที่เกิดขึ้น ทั้งนักร้องและนักประพันธ์เพลงนี้
พูดถึงครูพรานบูรพ์หลายคนคงรู้จักว่า หมายถึงครูจวงจันทร์ จันทร์คณา ผู้สร้างผลงานมากมาย รวมทั้งละครเพลงเรื่อง "จันทร์เจ้าขา" ที่ลือลั่นในอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน มีผลงานเพลงที่ครูพรานบูรพ์แต่งไว้ในละครเรื่องนี้มากมายเป็นประวัติการณ์ ส่วนแม่แก้วคือคุณประวัติ โคจริก ทั้งสองท่านนี้ถือได้ว่าเป็นนักเพลงรุ่นบุกเบิกของวงการเพลง
ครูไพบูลย์ บุตรขัน ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าวงการเพลงไว้ว่า "ในช่วงนั้นผมไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนักแต่งเพลงอาชีพเลยนะ คิดเพียงว่าเป็นการทำแบบสมัครเล่น เนื่องจากใจชอบใจรักนั่นเอง แต่เมื่อมาคลุกคลีมากๆ เข้าจนกระทั่งมีผู้นิยมขึ้นมา และมีคนคอยเคี่ยวเข็ญให้ทำ มีคนจ้างให้ทำบ้าง ผมเลยกระโจนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว จะทิ้งก็ไม่ได้
ขณะที่ผมยังเด็กเล็กและเรียนหนังสืออยู่นั้น มีนิสัยรักกาพย์กลอนอยู่แล้ว ชอบเขียนกลอนเล่น ชอบอ่านหนังสือประเภทโคลงกลอน แม้กระทั่งลำตัดผมก็ซื้อมาอ่าน เลยรู้สึกฝังหัวทางด้านเขียนกลอน ผมหัดแต่งเพลงมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.8 ร้องให้ฟังในหมู่เพื่อน สมัยนั้นมีการประกวดร้องเพลงตามงานวัด แต่งแล้วร้องตามเวทีงานวัด ซึ่งเพื่อนๆ ก็บอกว่าเข้าทีเข้าที"
ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ครูเพลงชื่อดังของวงการเพลงลูกทุ่ง ก็เคยบอกไว้ว่าครูไพบูลย์ในวัยหนุ่มเคยเข้าประกวดร้องเพลงในงานวัด และคว้าตำแหน่งที่ 2 มาครอง แสดงให้เห็นถึงความสนใจในด้านเพลงอย่างฝังใจ กระทั่งเกิดแรงดลใจในการเรียนรู้ ฝึกฝนจนเกิดความมั่นใจในการแต่งเพลง ซึ่งผลงานเพลงต่างๆ จากมันสมองอัจฉริยะของครูไพบูลย์นั้น คงเป็นเครื่องยืนยันได้ดี
"ถึงฟ้าจะล่มดินจมสูญลับ ถึงจันทร์จะดับสิ้นสุริยา ความรักยังคงดำรงจำรัส เจ้าจะซื่อสัตย์ต่อคำสัญญา
เอาแพรสไบต่างใจเกลียวกลม สิบนิ้วพนมต่างธูปบูชา ข้าได้ยินคำยังจำจารึก เหมือนรอยน้ำหมึกสักในอุรา
ข้าเป็นชาวดินเจ้าก็เป็นชาวดิน เราเกิดบนถิ่นอันเป็นชาวนา ไม่นึกถวิลว่าดินอย่างเจ้า จะลืมถิ่นเก่าไปเป็นนางฟ้า..."
นี่คือส่วนหนึ่งของบทเพลง "ดอกดินถวิลฟ้า" เพลงแหล่เพลงแรกของวงการเพลงไทย ที่ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งให้นักร้องหนุ่มจากเมืองแปดริ้ว "ชัยชนะ บุญนะโชติ" ร้อง จากเพลงพื้นบ้านซึ่งครูจดจำมาจากการแหล่ตามกัณฑ์ต่างๆ จากชาดกเรื่อง "พระเวสสันดร" ในเทศกาลเทศน์มหาชาติ ปรากฏว่าหลังจากออกอากาศทางวิทยุ ก็ได้รับความนิยมจากผู้ฟังในยุคนั้นอย่างท่วมท้น
แม้จะไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเช่นคนปกติทั่วไป เพราะโรคร้ายที่เป็นต้องใช้ทั้งเงินและเวลา แต่จินตนการของ "คีตกวีลูกทุ่ง" ผู้นี้กลับเลิศล้ำและมีคุณค่ายิ่งนักต่อวงการเพลง ไม่ว่ากาลเวลาจะผันเปลี่ยนเนิ่นนานเพียงไร หลายเพลงของครูก็ยังคง "อมตะ" ไม่เสื่อมคลาย!!
ครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นตัวอย่างของสำนวนที่กล่าวไว้ว่า "ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน" อย่างแท้จริง!!!
....................
ยังไม่จบครับ เรื่องราวของครูไพบูลย์ บุตรขัน ต้องให้เวลาพรุ่งนี้อีกวัน.








