นับถอยหลังเข้าสู่การประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 20-28 กันยายน 2553 ที่เอวาซอน หัวหิน
การประมูลในครั้งนี้ก็เป็นไปตามคาดว่าผู้ที่จะได้รับไลเซนส์ทั้ง 3 ใบ คงจะไม่แคล้วจากผู้ประกอบการมือถือรายเดิม คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ส่งบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ก จำกัด, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ที่ได้ส่ง บริษัท ดีแทค อินเตอร์เน็ต เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (มหาชน) ได้ส่ง บริษัท เรียลมูฟ จำกัด เข้าร่วมประมูล
ที่ผ่านมา มีเอกชน 20 ราย ได้ขอซองประมูล 3จี จาก กทช. ประกอบด้วย 1.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส 2.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ก จำกัด 3.บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ดีแทค 4.บริษัท ดี แทค อินเทอร์เน็ต เน็ทเวิร์ค จำกัด 5.บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (มหาชน) 6.บริษัท เรียลมูฟ จำกัด 7.บริษัท สมุทรปราการ จำกัด 8.บริษัท เจมส์ แอนด์พาร์ตเนอร์ จำกัด 9.บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 10.บริษัท อคิวเมนท์ จำกัด 11.บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) 12.บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) 13.บริษัท มิลคอม จำกัด 14.บริษัท สราญรัตน์ จำกัด 15.บริษัท วิน วิน เอ็นจีวี จำกัด 16.บริษัท เขาหลัก แบมบู ออร์คิด จำกัด 17.บริษัท อภิชัยชัชวาลย์ จำกัด 18.บริษัท จาวา ซอฟท์ วิชั่น จำกัด 19.บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด และ 20.บริษัท รุ่งเอกรยา จำกัด
ทั้งนี้ เนื่องจากมีผู้ที่ยื่นซองประกวดราคามาเพียง 3 ราย ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะได้เข้าร่วมประมูลทั้งหมดหรือไม่ แต่ถ้าดูไปแล้วเอกชนทั้ง 3 รายที่ได้ยื่นซองประมูลก็ไม่น่าจะหลุดจากการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นจาก 4 สถาบันการศึกษา ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จนส่งผลไม่สามารถเข้าร่วมประมูล 3จี ในครั้งนี้ได้
อย่างไรก็ตาม หากเอกชนทั้ง 3 ราย ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นอย่างฉลุยแล้ว งานนี้ก็ต้องลุ้นว่าใครจะเป็นผู้รับไลเซนส์ 2 ใบ
ถ้าถามว่าเหตุใด กทช.ถึงต้องให้ไลเซนส์ 2 ใบ ทำไมจึงไม่มอบไลเซนส์ทั้ง 3 ใบให้หมดภายในการประมูลครั้งนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นเพราะเงื่อนไข N-1 ที่ กทช.ได้กำหนดไว้ว่า ถ้ามีผู้ประมูล 4 ราย จะมีผู้ได้รับไลเซนส์เพียง 3 ใบ แต่ถ้ามีผู้ประมูล 3 ราย จะมีผู้รับไลเซนส์ 2 ใบ และถ้ามีผู้ประมูล 2 ราย จะมีผู้รับไลเซนส์ 1 ใบ เป็นต้น ซึ่งกฎดังกล่าวที่ออกมาเพื่อสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
ส่วนไลเซนส์ที่เหลือจำเป็นต้องรอการประมูลในครั้งต่อไป ซึ่งกระบวนการจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการประมูลครั้งแรกแล้วภายใน 90 วัน ซึ่งงานนี้ผู้ประกอบการมือถือรายใดที่ได้ไลเซนส์ 3จี ก่อน ถือว่าได้ช่วงชิงความได้เปรียบทั้งในเรื่องการติดตั้ง 3จี ก่อน และการได้ขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ได้ก่อนผู้ประกอบการรายอื่น เพราะไลเซนส์ที่เหลือไม่แน่ว่าจะสามารถออกได้เมื่อใด เพราะขนาด กทช.เองยังไม่มั่นใจ เนื่องจากถ้าร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.....เกิดขึ้นมา กทช.ก็อาจจะต้องชะลอการประมูลไลเซนส์ใบที่ 3 ไว้ก่อน
สำหรับรูปแบบการประมูลนั้น กทช.ได้เลือกวิธีการประมูลแบบ SMR คือ เป็นรูปแบบที่เปิดให้ประมูลไลเซนส์พร้อมกันทุกใบ โดยการประมูลจะเกิดขึ้นเป็นรอบๆ ต่อเนื่องกันไป โดยระยะเวลาของแต่ละรอบจะถูกกำหนดล่วงหน้า
การประมูลจะดำเนินจนถึงรอบที่ไม่มีผู้ใดประมูล หรือเหลือสิทธิในการประมูล ถือเป็นรอบสิ้นสุดของการประมูล คือกำหนดให้เคาะราคาวันละ 12 รอบ เริ่มตั้งแต่ 09.00-21.00 น. ให้เสนอราคาช่วง 30 นาทีแรกของทุกชั่วโมง ครั้งละ 640 ล้านบาท เปิดประมูล 2 ใบอนุญาตพร้อมกัน หากมีเอกชนรายใดสละสิทธิ์การเสนอราคา (Waiver) ครบ 3 ครั้ง อีก 2 รายที่เหลือจะชนะการประมูล
อย่างไรก็ตาม การประมูล 3จี ในครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกครั้งที่ต้องจับตามอง เพราะจะถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนพลิกโฉมให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย ภายหลังจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องหยุดอยู่กับที่ ขาดสีสัน จนมาถึงช่วงนี้ที่การดำเนินการ 3จี จะมีอุปสรรคเข้ามาเป็นระยะๆ ทั้งในเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กทช. การฟ้องร้อง รวมไปถึงการโจมตีในเรื่องการตั้งราคาเริ่มต้นซึ่งมีราคาต่ำจนเกินไป ไม่เหมาะสมกับมูลค่าคลื่น จนคิดว่า 3จี บ้านเราได้กลายเป็นอาถรรพ์ไปเสียแล้ว
แต่ถ้าเทียบกับการดำเนินการในครั้งก่อน ถือว่าครั้งนี้เรามีความหวังมากที่สุดที่จะได้ใช้ 3จี กันสักที.








