เว็บไซต์สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น เมื่อเช้าวันวาน...ได้นำเอาข่าวว่าด้วยการจัดอันดับ 40 มหาเศรษฐีในเมืองไทยของนิตยสาร ฟอร์บส์
มาเผยแพร่เอาไว้ ไล่มาตั้งแต่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง อย่างเจ้าสัว ธนินทร์ เจียรวนนท์ แห่งค่ายซีพีไปจนถึงมหาเศรษฐีอันดับ 40
อย่างนาย พงษ์ศักดิ์ วิทยากร แห่งโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ชนิดละเอียดยิบ พอๆ กับการเปิดเผยทรัพย์สินคณะรัฐมนตรียังไงยังงั้น...
--------------------------------------------------
สำหรับเจ้าสัว ธนินทร์ นั้น...ดูเหมือนเพิ่งจะมาแรง แซงโค้ง สามารถเบียดมหาเศรษฐีอย่าง เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดง ผู้
ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทยมาหลายต่อหลายปี เมื่อไม่กี่ปีมานี้นี่เอง โดยที่มูลค่าสินทรัพย์ของเจ้าสัวซีพี ในการจัดอันดับ
คราวนี้ พุ่งพรวดๆ พราดๆ ไปถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 217,000 ล้านบาท ขณะที่เจ้าพ่อกระทิงแดง มูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่
4,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 130,000 ล้านบาท เทียบออกมาเป็นช่วงชกจากหัวไหล่ไปถึงปลายหมัด ห่างกันถึงเกือบหนึ่งเท่าตัว
ด้วยเหตุนี้...โอกาสที่เจ้าสัว ธนินทร์ จะครองตำแหน่ง มือวางอันดับหนึ่ง ยาวนานพอๆ กับ โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ จึงเป็นไปได้สูงเอามากๆ
หรือคงจะหาคู่แข่งรายใด รายหนึ่ง ไล่เบียด ไล่แซง ตามมาหายใจรดต้นคอน่าจะลำบาก...
----------------------------------------------------
ส่วนคุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีอีกรายหนึ่ง จากตระกูลเบียร์ช้าง คงได้แค่ไล่บี้ ไล่เช็ด ไล่แย่งตำแหน่ง มือวางอันดับสอง กับ
เจ้าพ่อกระทิงแดงไปตามมี ตามเกิด เพราะมูลค่าสินทรัพย์ของคุณ เจริญ นั้น ยังคงอยู่ที่ 4,150 ล้านดอลลาร์ ห่างจากคุณ เฉลียว อยู่ 50
ล้าน แต่โอกาสจะไปเทียบเคียงกับเจ้าสัว ธนินทร์ ที่สะสมสกอร์เอาไว้ถึง 7,000 ล้านดอลลาร์เหนาะๆ แล้วนั้น แม้จะไม่ถึงกับ ต้องไป
เกิดเป็นสุธี 3-4 ชาติ ก็เถอะ!!! แต่โอกาสที่จะจับได้ ไล่ทันกันในชาตินี้ คงต้องใช้เวลาอีกหลายต่อหลายปี ถึงจะทำให้ทรัพย์สิน เงินทอง
ผลิดอกออกผลเพิ่มขึ้นมาอีกเป็น 2 เท่า 3 เท่า...
-------------------------------------------------
สำหรับรายที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐีที่เพิ่งจะเดินทางไปจับมือถือแขนกับวีรบุรุษขวัญใจคนจน อย่างอดีตประธานาธิบดี เนลสัน
แมนเดลา มาหมาดๆ จากเดิมที...ที่เคยหวิดจะพุ่งขึ้นไปครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแบบจวนเจียนเต็มที มาถึงบัดนี้...ต้องเรียก
ว่า ร่วงจากเวทีประวัติศาสตร์ ชนิดต้องไปขึ้นเวทีรำวงกันแทนที่ คือจากที่เคยถูกจัดอันดับในตำแหน่งมือวางระดับต้นๆ มาปีนี้ร่วงทะรูดทะ
ราดลงไปถึงอันดับ 23 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ที่เหลือติดไม้ ติดมือ อยู่ประมาณ 390 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 15,600 ล้านบาท เปิดช่องให้
มหาเศรษฐีอีกราย มีโอกาสที่จะไล่ตามมาติดๆ นั่นก็คือ มหาเศรษฐีผู้มีชื่อว่า วิชัย รักศรีอักษร แห่ง ห้างคิง เพาเวอร์ ที่เพิ่งจะรับประทาน
ระเบิดเอ็ม 79 ไปหมาดๆ นั่นแหละ แม้นว่าปีนี้จะยังถูกจัดอยู่ในตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับที่ 35 แต่ถ้าหากว่าเป็นปีหน้า ปีโน้น ปีโน้นๆ...
ภายใต้ความผูกพันใกล้ชิดระดับ ยิ่งกว่าเพื่อน กับอภิมหานักการเมืองจอมขมังเวทย์ผู้มีชื่อว่า เนวิน โอกาสที่จะพุ่งแรง แซงโค้ง เบียด
มหาเศรษฐีอันดับ 25 ชนิดตกคู ตกคลอง ขึ้นไปอยู่ในระดับบิ๊กไฟว์ ย่อมเป็นไปได้สูงเอามากๆ...
-------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...สิ่งที่น่าสังเกตเอามากๆ ก็คือว่า ในจำนวนรายชื่อ 40 อภิมหาเศรษฐีของเมืองไทยนั้น แทบทั้งหมดไม่มีใครเลยที่จะแปร
สภาพตัวเองให้กลายมาเป็น นักการเมือง อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนใหญ่แล้ว...มักจะเลียบๆ เคียงๆ อยู่ข้างๆ หรืออยู่ข้างหลังนักการเมืองซะ
เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ประเภทที่มาแรง แซงโค้ง อย่าง วิชัย รักศรีอักษร ก็เถอะ!!! ถ้าให้โดดไปเป็นประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ล่ะก็...คงพอ
ได้ แต่ถ้าให้ลงมาคลุกคลี ตีโมง เป็นทั้งประธานสโมสรปราสาทสายฟ้า เอฟซี บุรีรัมย์ เป็นทั้งประธานพรรค หรือเลขาธิการพรรคภูมิใจ
ไทย แบบตรง ไป-ตรงมา...ยังไงๆ ก็น่าจะลำบาก แค่รับประทานเอ็ม 79 ไปลูกเดียวก็จุกแล้ว!!! ความจำเป็นที่จะต้องจัดระยะห่าง ระยะ
เคียงกับนักการเมือง ไม่ว่าพรรคไหนต่อพรรคไหน ถือเป็นกลเม็ดเคล็ดลับอันจะนำไปสู่ความเป็นเศรษฐีได้อย่างแท้จริง...ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว
ซีพี เจ้าพ่อกระทิงแดง หรือเจ้าสัวเบียร์ช้าง ฯลฯ ต่างก็ต้องอาศัยสูตรนี้ไปด้วยกันทั้งนั้น....
----------------------------------------------------
แต่ก็ยังมีอภิมหาเศรษฐีรายหนึ่ง ที่ดันหันไปใช้ สูตรเตี๋ยว กันแทนที่ แน่นอนว่า ย่อมมิใช่ใครอื่น...นอกซะจาก ทักษิณ ชินวัตร รายนี้นี่เอง
!!! ทั้งๆ ที่เคยมีสินทรัพย์ไม่น้อยไปกว่า 60,000 ล้านบาท แต่ก็อย่างว่า...ด้วยความอยากจะได้ทั้งเงิน ทั้งกล่อง ทั้งสินทรัพย์ ชื่อเสียง
เกียรติยศ และอำนาจ แม้จะเคยสร้างเซอร์ไพรซ์ในฐานะมหาเศรษฐีที่ รวยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในช่วง ลดค่าเงินบาท ที่สามารถพุ่งผงาดขึ้น
มาถีบมือวางอันดับต้นๆ ชนิดล้มระเนระนาดกันไปเป็นแถบๆ แถมในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีติดต่อกัน 2 สมัย มูลค่าสินทรัพย์ยังเพิ่มขึ้นมา
แบบพรวดๆพราดๆ ระดับอุจจาระแตก อุจจาระแตนไปเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยการทำอะไรแปลกๆ หรือรวยแปลกๆ แตกต่างไปจากมหาเศรษฐีโดยทั่ว
ไป...สุดท้ายก็จึงต้อง เสียวตูด อยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้...
--------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...แม้นจะเหลือเงินติดเก๊ะ ติดกระเป๋า อยู่แค่ประมาณ 15,600 ล้านบาทอย่างในทุกวันนี้ หรืออย่างที่เจ้าตัวเพิ่งจะให้สัม
ภาษณ์ ไทยรัฐ ว่า ถูกปล้นเอาไปตั้งครึ่ง ก็ตาม แต่ที่ยัง เหลืออีกตั้งครึ่ง...มันก็ยังมากกว่ามหาเศรษฐีในเมืองไทยอีกถึง 17 อันดับ ถ้าหาก
รู้จักรักษาสูตรความเป็นเศรษฐีเอาไว้ให้เคร่งครัด เข้มงวดกันจริงๆ ไม่หันไปใช้สูตรเตี๋ยว หรือสูตรแตบกันแทนที่ ไม่เอาเงินมาอีลุ่ยฉุยแฉก
มาละลายกับความเกลียด ความเคียดแค้น ความอาฆาต พยาบาท และความทะเยอทะยานทางการเมือง มันคงไม่ถึงกับเสียว หรือแสบกัน
มากมายซักเท่าไหร่ โอกาสที่จะใช้เงินใช้ทอง ใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ ไปตลอดทั้งชีวิต มันย่อมเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ แต่ถ้าหาก
ยังไม่คิดจะเรียนรู้คุณค่าของความเป็นเศรษฐี อยากจะได้ทั้งเงิน อยากจะได้ทั้งกล่องพร้อมๆ กัน หรือไม่คิดจะควบคุมความอยากของตัวเอง
เอาไว้ให้พอเหมาะ พอดี งานนี้ไม่ใช่แค่ตูดเท่านั้นที่จะทั้งเสียว ทั้งแสบ แต่จะลามไปถึงไข่ทั้งยวง ทั้งพวง ก็อาจจะไม่เหลือ...
------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว...ก็เลิกเหอะ!!! อยู่เงียบๆ อยู่เฉยๆ ทำมาหากินไปตามวิถีทางของมหาเศรษฐีโดยปกติทั่วไป มันก็น่าจะดีอยู่
แล้ว ไม่ว่าต่อตัวเอง หรือผู้อื่น แม้แต่กับประเทศทั้งประเทศก็ตาม แค่เงียบๆ ไปประมาณเดือน สองเดือน ไม่ใช่เพียงแต่ทำให้ผู้คนในสังคม
ไทยเกิดความโล่งอก โล่งใจ เริ่มหันมาสมัครสมาน ปรองดองระหว่างกันและกันเท่านั้น กระทั่งชาวไทยทั้งประเทศ กับชาวเขมรทั้งประเทศ
ยังมีโอกาสพูดจาจ๊ะจ๋ากันได้บ้าง แม้ว่าระดับผู้นำยังคงปากพาจนอยู่เหมือนเดิม แต่จู่ๆ...ก็ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด...ถึงต้องอุตส่าห์ถ่อไปจับ
มือถือแขนกับคนระดับ เนลสัน แมนเดลา ปานประดุจพวก นักต้ม ที่ชอบขอถ่ายรูปกับพวกผู้หลัก-ผู้ใหญ่อย่างที่ ป๋าเปลว ท่านว่าเอาไว้
นั่นแหละ แถมยังออกมาโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ในจังหวะที่ระเบิดเอ็ม 79 กำลังตกใส่หัวใครต่อใคร และช่วงที่พรรคเพื่อไทยกำ
ลังใกล้จะแตกพอดิบพอดี...
--------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จากพินัยกรรม ท่านพุทธทาสภิกขุ... เราไม่มีปัญญาที่จะมีเงินถึงล้าน แต่เราก็สามารถทำประโยชน์อันมีค่าถึง
ร้อยล้าน พันล้านได้ อย่าไปมัวหาเงินอยู่เลย มาทำประโยชน์กันดีกว่า นั่นคือ ทำให้เพื่อนร่วมโลกของเรารู้จักดับทุกข์ หยุดเห็นแก่ตัว...
---------------------------------------------------








