ข่าวหน้า 1

Tuesday, 4 February, 2014 - 00:00

ตบปากโกตี๋ปูดผบ.ทบ.สั่งฆ่า ตร.พลิกหลักสี่ยิงกันทั้ง2ฝ่าย

 "โกตี๋" เหิมอ้าง "ประยุทธ์" สั่งฆ่าตัวเอง "โฆษก ทบ." ตบปาก เตือนระวังใช้คำพูดให้ร้าย สั่งฝ่าย กม.พิจารณาเอาผิด "กองทัพ" เบรกตำรวจอย่ารีบสรุปเหตุแยกหลักสี่ ย้ำทหารพื้นที่ยันกระสุนมาจากหลายทิศทาง "สตช." กลับลำบอกยิงทั้ง 2 ฝ่าย "สีกากี" รับ "อดุลย์" มอบเงินดาบฯ คงเพชร 2 แสน "ปชป." ปูดแกนนำแดงปทุมฯ หนีไปเขมร
    เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋  แกนนำ นปช.ปทุมธานี ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยทางสปริงนิวส์ ปฏิเสธอยู่เบื้องหลังเหตุปะทะระหว่าง กปปส. กับ นปช.ที่แยกหลักสี่เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ว่า คืนวันที่ 31 ม.ค.  ชาวบ้านเขตหลักสี่มาขอความช่วยเหลือจากตน และขอพูดออกวิทยุชุมชนเพื่อต้องการเลือกตั้ง เพราะหลวงปู่พุทธอิสระ  แกนนำ กปปส.ที่แจ้งวัฒนะปิดสำนักงานเขตหลักสี่ และจะไปปิดสำนักงานเขตดอนเมือง แต่ชาวดอนเมืองนับพันคนและตนรู้ จึงป้องกันสำนักงานเขตดอนเมืองไว้ได้ ทำให้ชาวหลักสี่มาขอให้นำมวลชนไปช่วย เพราะชื่อของตนขายได้ ซึ่งชาวดอนเมืองจะไปช่วยชาวหลักสี่ แต่ตนห้ามไว้ โดยให้ยืมรถสถานีวิทยุเคลื่อนที่ติดเครื่องเสียง รวมทั้งกระจายเสียงทางวิทยุไป
    นายวุฒิพงศ์กล่าวว่า หากตนเองนำมวลชนรับรองไม่มีเหตุแบบนั้น ซึ่งในวันดังกล่าวได้ให้การกับตำรวจจนถึงเวลา  16.30 น. ไม่ได้นำมวลชนไปปะทะ ตอนยิงกันก็ยังอยู่กับตำรวจ จากนั้นเวลา 17.30 น.ก็กลับไปเวทีที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ
    "ผมไม่ได้นำคนไปยิงที่หลักสี่ คืนวันนั้นผู้ใหญ่บางคนและคนในสถานีวิทยุของผม บอกผมว่า ผบ.เหล่าทัพที่ชื่อประยุทธ์จะสั่งฆ่าผม เพราะระบุว่าหากปล่อยผมไว้วันที่ 2 ก.พ.จะวุ่นกว่านี้ โดยมีทหารไล่ยิงผมจริง ผมจึงนั่งรถทัวร์หนีออกจากพื้นที่หลายวันแล้ว เพราะมีคนใส่ชุดทหารมาที่สถานีของผมและปาประทัดยักษ์ และทราบว่าทหารน่าจะรายงานไปว่าผมเกี่ยวข้อง เพราะชาวบ้านใส่เสื้อที่ผมทำแจกหลายพันตัว" โกตี๋กล่าว
    ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ตอบโต้โกตี๋ที่ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.สั่งฆ่า ว่า อยากให้นายวุฒิพงศ์ หรือโกตี๋ ระมัดระวังในการใช้คำพูดที่มีลักษณะพาดพิง ผบ.ทบ. ถือเป็นการให้ร้ายด้วยข้อความรุนแรง การดำเนินการต่างๆ ของกองทัพบกในช่วงที่ผ่านมา อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และไม่เคยมีการปฏิบัตินอกกฎหมาย
    "พล.อ.ประยุทธ์มีนโยบายอย่างชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยท่านมองว่าทหารจะต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกฝ่าย โดยไม่มีการแบ่งแยก และต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง การใช้ความรุนแรงไม่สามารถแก้ไขปัญหาในปัจจุบันนี้ได้ คำกล่าวอ้างเป็นคำพูดลอยๆ ของนายโกตี๋ที่คิดเอง เออเอง โดยไร้เหตุผล พยานหลักฐาน ถือว่าสร้างความเสียหายให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ และความเสื่อมเสียให้กับกองทัพเป็นอย่างมาก และขอให้นายโกตี๋หยุดกระทำพฤติกรรมดังกล่าว" พ.อ.วินธัยกล่าว
    รองโฆษก ทบ.กล่าวว่า กองทัพบกกำลังศึกษาข้อกฎหมายเพื่อดำเนินการเอาผิดทางด้านกฎมาย พร้อมทั้งให้สังคมย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของนายโกตี๋ในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ กองทัพบกไม่อยากให้ค่ากับคนแบบนั้น  เพียงแต่คำพูดดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กองทัพและ ผบ.ทบ. ตลอดจนสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม
    พ.อ.วินธัยกล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงที่แยกหลักสี่ ซึ่งมีบางคนวิจารณ์ว่าคนใช้อาวุธมีความชำนาญพิเศษ และอาวุธที่ใช้คล้ายของทางทหาร ว่า การพูดเหมือนต้องการชี้นำให้สังคมรู้สึกว่าทหารอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ขอเรียนว่าอาวุธปืนบางชนิดทั้งปืนพก, ปืนคาร์บิน อาวุธสงครามที่เห็นในสื่อนั้น   มีใช้กันอยู่หลายหน่วยทั้งทหาร, ตำรวจ  และประชาชน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นทหารเท่านั้น
    รองโฆษก ทบ.กล่าวว่า สิ่งที่ยังเป็นข้อกังวลและต้องระมัดระวังให้สังคมต้องช่วยกันจับตาดู เพราะมีอาวุธปืนอีกจำนวนหลายกระบอกที่เคยถูกกลุ่ม นปช.ยึดไปตั้งแต่การชุมนุมเมื่อปี 2553 ซึ่งปัจจุบันยังตามคืนมาได้ไม่ครบ โดยกองทัพบกจะได้ประสานผู้เกี่ยวข้องในคดีเพื่อเร่งดำเนินการ
    "เหตุปะทะที่หลักสี่ ทหารที่อยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันมีการยิงมาจากหลายทิศทาง ดังนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนจะหาข้อสรุปต่อสังคม มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบเกี่ยวกับการยอมรับ และความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย ที่สำคัญ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือคดีทุกคดี ควรรอให้ผ่านการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการอย่างถูกต้องก่อน จึงจะนำมาเปิดเผยต่อสังคม ขออย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะอาจเป็นการขยายความขัดแย้ง โดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีอาจนำไปบิดเบือน และจะทำให้เจ้าหน้าที่อาจวิเคราะห์สถานการณ์ไม่ตรงจุด และมีผลต่อความไม่เป็นธรรมขึ้นได้" รองโฆษก ทบ.กล่าว
    ในเวลา 11.30 น. พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา  สบ.10  พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ลงพื้นที่ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แยกหลักสี่ หาพยานหลักฐานและจำลองการใช้อาวุธปืนยิงปะทะกัน โดย พล.ต.อ.จรัมพรกล่าวว่า เบื้องต้นพบร่องรอยกระสุนและรอยทะลุในพื้นที่โดยรอบ จำนวน 48 รอย พบหลักฐานว่ามีการใช้อาวุธปืน 7 ชนิด คือ ปืนขนาด .38 ขนาด 9 มม. ขนาด .45 ปืนลูกซองขนาด .223 อาก้า และขนาด .30 คาร์บิน
    "จากการตรวจวิถีกระสุน พบวิถีกระสุนส่วนใหญ่มาจากตู้ชุมสายโทรศัพท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ฝั่งขาเข้า และวิถีกระสุนออก จากอาคารไอทีสแควร์ ไปยังป้อมจราจรและรถตำรวจ ที่แยกหลักสี่ ซึ่งพบหัวกระสุน .30 คาร์บิน ตกในที่เกิดเหตุ โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ต้องทำการวิเคราะห์พยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงจากที่เกิดเหตุ และประเมินจากภาพมีเดียของสื่อมวลชน ว่ามีความสัมพันธ์ของวิถีกระสุนเป็นอย่างไร" พล.ต.อ.จรัมพรกล่าว
    ที่ปรึกษา สบ.10 กล่าวต่อว่า ส่วนจะสามารถระบุความผิดชัดเจนและออกหมายจับผู้ต้องสงสัยได้เลยหรือไม่ คงต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานในการวิเคราะห์ เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี ซึ่งต้องมีความละเอียดรอบคอบ โดยเตรียมประสานขอภาพจากสื่อมวลชนในเหตุการณ์ปะทะกันที่แยกหลักสี่ ที่มีความชุลมุนมากมาประกอบการวิเคราะห์ รวมถึงนำคดีปะทะกันที่ย่านรามคำแหง และเหตุการณ์ที่ผ่านมาเพื่อนำมาเปรียบเทียบกันด้วย
    ที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการ ศรส.  พร้อมด้วย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบช.สพฐ.ตร.) ร่วมกันแถลงข่าวถึงเหตุปะทะที่แยกหลักสี่
    โดยนายธาริตกล่าวว่า  บช.น.และ สพฐ.รายงานต่อ ศรส. ถึงผลการสืบสวนสอบสวนเหตุกลุ่มคนร้าย ใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายประชาชนที่เรียกร้องไม่ให้ กปปส.ขัดขวางการเลือกตั้ง บริเวณสำนักเขตหลักสี่ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.นั้น ได้ปรากฏพยานหลักฐานภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว พยานบุคคลในที่เกิดเหตุ  และผลการตรวจวิถีกระสุน และร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ ได้ข้อยุติในขณะนี้ว่า วิถีกระสุนและร่องรอยการใช้อาวุธปืน ยิงมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย คือ กปปส.และฝ่ายประชาชนที่ต้องการเลือกตั้ง โดย สตช.จะเร่งขอหมายจับกุมตัวกลุ่มผู้กระทำผิดแล้วทำการจับกุมตัวโดยเร็วต่อไป
    พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า เท่าที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุมีร่องรอยกระสุนปืนในบริเวณดังกล่าวทั้งหมด 42 รอย มีทิศทางจากกลุ่มที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง 3 รอย และจากกลุ่มกปปส. 39 รอย สำหรับวัตถุที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ มีทั้งปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนทั้งหมด 25 รายการ  จำแนกเป็นปืนอาก้า 1 หัว กระสุนปืน .223 จำนวน 1 หัว  กระสุนปืนคาร์บิน 2 ปลอก หมอนรองกระสุนปืนลูกซอง 1 อัน  ปลอกกระสุนปืนขนาด 11 มม. 4 ปลอก หัวกระสุนปืน .38  จำนวน 6 หัว หัวกระสุนปืน 9 มม. จำนวน 9 หัว และปลอกกระสุนปืน 9 มม. 2 ปลอก ส่วนอาวุธที่ถูกนำมาใช้ในเหตุการณ์ดังกล่าวมี 7 รายการ ประกอบด้วย ปืนคาร์บิน ปืนขนาด .223  ลูกซอง อาก้า ปืนขนาด .38 ปืนขนาด 9 มม. และปืนขนาด 11 มม.
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้วันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา  พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองโฆษก บช.น.ระบุว่า ตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้นตำรวจพบร่องรอยกระสุนจำนวนมาก รวมถึง สพฐ.ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจอทั้งปลอกกระสุนและหัวกระสุน โดยปลอกกระสุนพบในแนวของกลุ่ม กปปส. หัวถนนแจ้งวัฒนะ ตรงทิศใต้ ส่วนหัวกระสุนพบแถบตึกไอทีสแควร์  ซึ่งมีกลุ่มผู้คัดค้านการชุมนุมอยู่ แต่ไม่พบปลอกบริเวณผู้คัดค้านการชุมนุม
    วันเดียวกัน ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตอบข้อสงสัยดังกล่าวผ่านทวิตเตอร์ PoliceSpokesmen ของผู้สื่อข่าว ASTV ผู้จัดการ ยืนยันว่าในการเข้าเยี่ยม ด.ต.คงเพชร เพชรกันหา ของ พล.ต.อ.อดุลย์ ผบ.ตร. เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 31 ม.ค.นั้น มีการมอบเงินจำนวน 205,000 บาทให้ด้วย  โดยเป็นเงินกองทุนสวัสดิการและเงินตรวจเยี่ยม
    "จากภาพดังกล่าวเป็นการที่ ผบ.ตร.เดินทางไปเยี่ยม ด.ต.คงเพชร และได้มอบเงินกองทุนสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 200,000 บาท และเงินตรวจเยี่ยม จำนวน 5,000 บาทครับ" ทวิตเตอร์ของทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุ
    ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากการประสานงานผ่านทีมงาน จ.ปทุมธานี ทราบว่านายโกตี๋ถูกส่งตัวไปเขมรเมื่อวันที่ 2 ก.พ. หลังจากที่โฆษก บช.น.แถลงว่านายโกตี๋ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งที่พนักงานสอบสวนยังเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุไม่เสร็จเลย.