Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

น้ำตาลตึงตัว ปัญหาที่แก้ไปคนละทาง


ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัญหาเรื่องน้ำตาลทรายขาดแคลนจากผู้ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งอ้างว่าโรงงานผลิตจัดสรรน้ำตาลให้น้อยลง ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันไม่จบว่า แท้จริงแล้วน้ำตาลทรายในประเทศขาดแคลนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการกักตุนเพื่อสร้างกระแสสินค้าขาดตลาดให้เกิดกระแส แล้วจะได้ฉวยโอกาสในขณะที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแอบขึ้นราคาขายปลีกในประเทศ

หรือเป็นเกมกลยุทธ์การตลาดแบบหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลทางอ้อมให้หันกลับมาทบทวนราคาขายปลีกในประเทศอีกรอบ จากที่เคยมีความพยายามมาก่อนหน้านี้ให้ลอยตัวราคาน้ำตาลทราย แต่สุดท้ายไม่ได้รับการตอบสนอง

หรือจะเกิดจากการกักตุนเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น เพราะราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกสูง งวดเดือน มี.ค. อยู่ในระดับสูงถึง 23 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาขายปลีกน้ำตาลทรายในประเทศยังถูกควบคุมอยู่ที่ระดับ 19 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีส่วนต่างถึง 4 บาทต่อกิโลกรัม เอื้อต่อการทำกำไรเพิ่มเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้เกิดความสงสัยว่า เรากำลังเจอกับปัญหาน้ำตาลขาดแคลนจริงหรือไม่ แต่เมื่อลองมองย้อนไปดูตัวเลขปริมาณการจัดสรรน้ำตาลสำหรับรองรับการบริโภคในประเทศ (โควตา ก.) ปี 52 จะพบว่า ได้มีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลโควตา ก. อีก 10.5% เป็น 21 ล้านตัน จากเดิมอยู่ที่ 19 ล้านตัน ประกอบกับจะมีการเพิ่มปริมาณการขึ้นงวดน้ำตาลในแต่ละสัปดาห์ จาก 3.6 หมื่นตัน เป็น 4.6 หมื่นตัน และเมื่อรวมกับปริมาณน้ำตาลที่เหลือค้างกระดานอยู่อีก 1.7 ล้านตัน จึงทำให้มั่นใจได้ว่าปริมาณน้ำตาลทรายไม่ขาดแคลน และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศแน่นอน

แต่เพื่อความรอบคอบ สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ร่วมกับกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ ในการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาน้ำตาลทรายตึงตัว ได้แก่ ดูแลปัญหาการลักลอบส่งออกน้ำตาลทรายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ซึ่งจะมีการประสานงานกับตำรวจและกรมศุลกากรให้เข้ามาดูแลเป็นพิเศษ ให้กรมการค้าภายในตรวจสอบการจำหน่ายน้ำตาลของยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน และไม่ให้ขายเกินราคาที่กำหนด รวมทั้งตรวจสอบว่ามีน้ำตาลไปกองที่ส่วนไหนบ้าง

สำหรับผู้ส่งออกที่มาขอใช้สิทธิ์น้ำตาลทรายโควตา ค. (น้ำตาลเพื่อการส่งออก) แล้วเปลี่ยนมาใช้น้ำตาลโควตา ก. แทน จะตัดสิทธิ์การใช้น้ำตาลโควตา ค. เป็นระยะเวลา 5 ปี จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 1-2 ปี เนื่องจากราคาน้ำตาลที่ขึ้นลงจะมีวงจรประมาณ 3-5 ปี และขอให้โรงงานน้ำตาลเข้มงวดในการขายให้ยี่ปั๊วและซาปั๊ว โดยให้บันทึกรายละเอียดทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อปลายทาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำตาลได้

ที่เป็นประเด็นคือ มีกลุ่มผู้ผลิตเพื่อส่งออกที่เดิมมีการใช้น้ำตาลโควตา ค. หันมาใช้น้ำตาลโควตา ก. แทน เพราะมีราคาถูกกว่ามาก ซึ่งก็มีการยอมรับว่ามีการหันมาซื้อน้ำตาลโควตา ก. จริง เพราะต้องการรักษาระดับต้นทุนราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ตามต้นทุนที่แท้จริง แต่หากอยากให้ผู้ผลิตเพื่อส่งออกกลุ่มนี้หันกลับมาใช้น้ำตาลโควตา ค. ที่มีราคาแพง ก็จะต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเมื่อต้นทุนสินค้าเพิ่ม ราคาสินค้าก็ต้องขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ใช้น้ำตาลรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขนมหวาน ที่ต้องพึ่งพาการซื้อในราคาขายปลีกมาเป็นวัตถุดิบ ย่อมลำบากในการแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที เพราะอำนาจในการต่อรองราคาด้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แน่นอน

ที่แย่ไปกว่านั้น การพิสูจน์เจตนากระทำผิดก็ทำได้ยาก เฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ผู้ค้าปลีก ค้าส่ง ระบุว่า ถูกรีดเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับการซื้อน้ำตาล ก็ไร้หลักฐานมายืนยัน ไม่มีใครกล้าระบุชื่อโรงงานออกมาให้ชัด เพราะกลัวผลฟ้องร้องทางกฎหมาย ซึ่งก็แน่นอนอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาย่อมปฏิเสธเป็นธรรมดา การจะให้ได้ข้อยุติว่า โรงงานไม่ยอมปล่อยน้ำตาลให้ผู้ซื้อจริงหรือไม่

ทางเดียวที่ทำได้ก็คงต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าถึงโรงงานในขณะที่ทำการซื้อขายกัน แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐก็คงไม่มีกำลังมากพอ และคงไม่มีเวลาว่างมากถึงขนาดนั้น ดังนั้น ในระหว่างที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ข้อมูลใครจริง ข้อมูลใครหลอก หรือใครจะสร้างกระแสเอากำไรจากใคร รัฐคงต้องทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และทำความเข้าใจกับทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อลดความขัดแย้ง และหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เรียกมาทีละฝ่าย ฟังทีละฝ่าย แล้วโต้กันไปมาจนวันนี้ปัญหาก็ยังไม่จบ

ถ้ายังปล่อยให้ปัญหายืดเยื้ออยู่อย่างนี้ ไม่ใช่แค่การร้องเรียนจากผู้ค้าส่งค้าปลีกเท่านั้น แต่ผู้บริโภคที่ไม่รู้เรื่องก็จะเดือดร้อนไปด้วย.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์