Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ในสถานการณ์"ผิด"แล้วยังคิดพลาด


ตอนนี้ซีกตะวันตก "หนาวจัด" และทางซีกตะวันออก "ร้อนจัด" ส่วนบ้านเราทั้งร้อน-ทั้งแล้ง วันๆ ผมสวมเสื้อตอนออกจากบ้านมาทำงาน และตอนออกจากที่ทำงานกลับบ้านเท่านั้น นอกนั้นสวม "หนังแท้" นั่งทำงาน ถ้าใครร้องว่า โอย...น่ารังเกียจ น่าอับอาย ก็ต้องบอกว่า...ใช่เลย แต่คงพอทนน่ะ เพราะในบ้าน-ในเมืองขณะนี้ มีพวกคน "สวมเสื้อนอก" ทำน่ารังเกียจ น่าอับอายกว่าผมอีกตั้งเยอะ

ผมว่าอากาศอย่างนี้ น่าให้ท่าน ส.ส.-ส.ว.รวมถึงนายกฯ-รมต. เรื่อยไปถึงท่านข้าราชการท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย "ลดหล่อ" จากการสวมสูท-ผูกไท มาแต่งสบายๆ ให้เรียบร้อยก็พอ หรือใครอยากหล่อผูกไทซักเส้น แค่นั้นก็ "หล่อลากดิน" แล้ว!

แต่คนทำงานที่ผมทั้งสงสาร และทั้งเห็นใจมากที่สุดคือ "ตำรวจจราจร" สำนักงานตำรวจแห่งชาติน่าจะออกกฎระเบียบใหม่สำหรับตำรวจจราจรขณะออกปฏิบัติหน้าที่ซักข้อ คือ ให้มีเครื่องแบบตำรวจจราจรเป็นเสื้อ-กางเกงขาสั้น แขนสั้น เพราะนอกจากคล่องตัวในการทำงานแล้ว ยังจะช่วยคลายร้อนได้มากกว่าเครื่องแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

และอีกอย่าง การสวมชุดสั้น มันไม่รัดติ้วเหมือนชุดเครื่องแบบทุกวันนี้ พอจะอำพรางหุ่นได้บ้าง บอกตรงๆ นะครับ ทุกวันนี้เห็นหุ่นตำรวจในเครื่องแบบแล้วไร้อารมณ์ เพราะเหมือนเอาฟูกทั้งหลังม้วนๆ แล้วเข็มขัดรัด พุงอืด-พุงปลิ้น เหมือนกินแล้วลืมเคี้ยว กลืนลงไปเลย!

ยิ่งช่วงกลางเดือนมีนา ท่าน ๓ เกลอหัวขวดประกาศยกทัพแดงถล่มกรุง คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เขาสวมเสื้อยืด ถึงจะอยู่กลางแดด ผมก็ไม่ค่อยห่วงเขา เพราะนอนอยู่กะบ้านแถวอีสานมันก็ร้อนอย่างนี้ แต่ห่วงพี่ๆ ตำรวจนั่นแหละ ปกติก็อบผิวอยู่ตามโรงพัก หรือตามห้าง ตามหอ

แต่ต้องเอาตัวมาห่ออยู่ในเครื่องแบบมิดชิดยืนกลางแดด กลางกระไอถนนปูน เครียดก็เครียด ร้อนก็ร้อน หนักอุปกรณ์ก็หนัก ผมกลัวตำรวจถูกยั่วถูกแหย่เข้าหน่อยจะ "ร้อนกาย-ใจระเบิด" แล้วเรื่องมันจะเตลิดไปกันใหญ่!

ประเทศไทยเรามี "สงคราม ๙ ทัพ" ในสมัยรัชกาลที่ ๑ "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช" องค์พระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่งสงคราม ๙ ทัพจากพม่าครั้งนั้น ถือเป็น "สงครามครั้งสุดท้าย" ที่ประเทศไทยมี

แต่ผมนอนฟังข่าวคืนวานซืน ได้ยินเสียงพี่เสื้อแดง คุ้นๆ ว่าจะเป็นเสียงพี่ตู่ ประกาศแต่ง ๑๐ ทัพ จากทั่วสารทิศประเทศไทย เหนือ-ใต้-ออก-ตก และภาคกลาง แล้วให้ทุกทัพเคลื่อนรี้พลสกลไกรมาบรรจบพบกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินี่แหละ ผมแก่แล้ว จำอะไรเลอะๆ เลือนๆ ก็อย่าถือสาเลย

ทั้ง ๑๐ ทัพ มาบรรจบทัพหลวงในกรุงเทพฯ รวมเป็นอภิมหากองทัพอันประกอบด้วยแสนยานุภาพนับล้านเสื้อแดง มี ๓ เกลอหัวขวดเป็นแม่ทัพใหญ่ มี "เจ้ามูลแม้ว" คอยส่องกล้อง ชักรอก-ชักใยบัญชาการอยู่ดูไบ หรือย่องตอดมาเขมรใกล้ๆ ไทยแล้วผมก็ไม่ทราบได้ เป้าหมายแรก

ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ออกไป ในวันที่ ๑๔ มีนา!

ถ้าไม่ยอมยกบ้านยกเมืองให้ ทัพทักษิณจะเหยียบประเทศไทยให้ราบเป็นหน้ากลอง!!

ผมฟังแล้วก็ใจสั่นด้วยความกลัวเหมือนรัวกลอง กรุงรัตนโกสินทร์-ประเทศไทย ร้างห่างหายศึกสงครามมา ๒๒๘ ปี แล้วอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตรงกับเดือน ๔ ปีฉลู พุธ-อาทิตย์ยกเข้ามีน ขนาบเขนยร่วมมฤตยู เสาร์เล็ง คนไทย-ชื่อทักษิณ ก็แต่งทัพคนไทย บัญชาการให้บุกบ้าน-บุกเมืองไทย

เอ้าาาาา...เฮฮฮฮฮฮฮฮ !!!

จ้างผมก็ไม่กลัว เพราะผมมี ๓ หลวงพ่อผู้ขมังเวทคุ้มกัน หลวงพ่อป้อม หลวงพ่อป๊อก และหลวงพ่อตู่ ใครไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่เป็นอันขาด

ถึงหลวงพ่อป้อม กับหลวงพ่อป๊อก ท่านถนัดทางหลบเข้าฌานมากกว่าถนัดทางออกปฏิบัติการ แต่วางใจหลวงพ่อตู่ได้ เพราะท่านถนัดวิชาพระโมคคัลลานะ อันเต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แหลมมา-แหลมไป ว่ากันให้สดๆ ซิงๆ ไปเลย!

มี "ชู้ทางใจ" ของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ (ผู้ชายนะยะ) เขาฝากให้ผมมาบอกท่านด้วยรักและห่วงใยว่า "หมู่นี้ดูแก่ไปถนัดตา อย่าไปเครียดอะไรให้มันมากนัก"

ผมก็เห็นด้วย หน้าไม่อ่องตองเหมือนสมัยแรกๆ เป็นนายกฯ สงสัยจะเครียดจนท้องผูก สง-สิวเลยขึ้นเต็มไปหมด ไม่ต้องไปหวั่นไหวให้ไข่ฝ่อหรอก ผมจับยามสามตาดูแล้ว อันเหล็กนั้น กว่าจะถึงขั้นเป็น "เหล็กกล้า" มันต้องผ่านขั้นตอน "เผาแล้วตี-ตีแล้วเผา" ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงขั้นเผาก็แล้ว-ตีก็แล้ว

"คงที่" ตีเปรี้ยง...กระเด้งปัง ไอ้งั่งหงายท้องแหงแก๋ไปเอง!?

ทำทุกเรื่องที่ควรทำ แต่อย่าไปตอบทุกเรื่องที่ไม่ควรตอบ บางเรื่องต้องใช้ "การทำ" แทน "การตอบ" ทักษิณนั่นน่ะมันบ้าไปแล้ว ก้าวเดียวอันเป็นก้าวสุดท้ายที่ชี้อนาคต "เป็น-ตาย" เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภา ผลปรากฏว่าทักษิณชี้อนาคตตัวเองไปทาง....ตาย!

ไม่ใช่ตายเพราะคำพิพากษาอันปราศจาก อคติ-ความกลัว-ความกดดัน ขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง ๙ ท่าน หากแต่ตายเพราะ "ท่าทีตอบสนอง" ต่อคำพิพากษานั้นของทักษิณเอง

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น?

คำตอบคือ จากคำพิพากษาวันนั้น แต่ละคำจากแต่ละประเด็นที่ทั้ง ๙ ท่านเค้นรอบคอบด้วยดุลยนิติธรรมออกมาเป็นคำตัดสิน อ่านให้ได้ฟังกันจะจะ ชัดๆ แยกแยะทีละประเด็น ให้เห็น-ให้ฟัง-ให้เข้าใจ กันไปทีละเปลาะ ต่อให้สูงอยู่บนยอดปราสาท จนต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดไหน

ฟังแล้วเข้าใจ-เห็นชัด มันโกงชาติ โกงประชาชนเอาไปเป็นของตัวมัน กับครอบครัวมัน ชนิดไร้ข้อโต้แย้ง ไร้ข้อกังขาใดๆ ในการตัดสินของศาล

คำตัดสินเมื่อ ๒๖ ก.พ.นั้น เหมือนหยิบภาชนะที่คว่ำให้หงาย ทำให้ผู้หลงงมงายได้รู้-ได้เข้าใจความจริงแจ่มแจ้ง กระชากหน้ากากคนดี "ผมรวยแล้วไม่โกง" ให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของมันว่า ไอ้หน้า ๔ เหลี่ยมหลังหน้ากากนั้น

มันไม่ใช่คนดี เป็นคนอัปรีย์....."รวยแล้วยังปล้นชาติ-ปล้นประชาชน"!

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ถึงอย่างไรก็ยังมีวัดมากกว่าบาร์และบ่อน ฉะนั้น ประชาชนคนส่วนใหญ่เป็นผู้มีใจรักความเป็นธรรม ถึงห้องหนึ่งในหัวใจรักทักษิณ แต่อีก ๓ ห้องรักชาติบ้านเมือง และรักความเป็นธรรม

จึงสาธุให้กับคณะผู้พิพากษาทั้ง ๙ ท่านว่า คำพิพากษานั้น ดีแล้ว-ถูกต้องแล้ว-ชอบแล้ว ไทย-จะดำรงความเป็นเมืองแก้ว-เมืองสวรรค์ เพราะวันนี้ ยังมี "สถาบันตุลาการ" คัดท้ายให้ประเทศตรงทาง ยามอาเพศทั้งแผ่นดิน!

ขอประกาศนามทั้ง ๙ ท่านให้ได้ชื่นใจกันอีกครั้งนะครับ

๑.ท่านสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ๒.ท่านกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ๓.ท่านธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ๔.ท่านอดิศักดิ์ ทิมมาตย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนในศาลฎีกา ๕.ท่านพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

๖.ท่านประทีป เฉลิมภัทรกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ๗.ท่านพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ๘.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ ๙.ท่านไพโรจน์ วายุเทพ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

นี่...เมื่อฐานศรัทธาในยุติธรรมปักลงบนใจประชาชนเช่นนี้แล้ว แต่พลันสิ้นคำพิพากษา ทักษิณกลับตะโกนด่าคณะตุลาการชนิดที่อันธพาลยังไม่หยาบช้าสามานย์ด้วยสันดานขนาดนี้!

ประชาชนรับไม่ได้!

ทักษิณ "ตายทั้งเป็น" ด่านแรก เพราะ "ดาวพุธ" คือปากตัวเอง พิพากษา "ฆ่าตัวเอง"!!

วันนั้น ถ้าหลังคำพิพากษา ทักษิณวิดีโอลิงค์เข้ามาประเทศไทย เพียงบอก "ผมผิดไปแล้ว ขอน้อมรับคำตัดสิน ผมขอกราบขอโทษท่านพ่อแม่พี่น้อง หวังว่าท่านพ่อแม่พี่น้องจะให้อภัย และให้โอกาสทักษิณคนนี้-คนที่เผลอเป็นคนชั่ว กลับเนื้อกลับตัวใหม่อีกสักครั้ง"

แค่นี้แหละ กระแสจะตีกลับ จากที่ "ตาย" กลายเป็น "ฟื้น" ทันที!

เพราะคนไทยชอบมวยรอง ชอบสงสาร ชอบให้อภัย ดูอย่างนางตัวตลกอะไรนั่น ถูกจับยาเสพติดมาครั้ง พอบีบน้ำตาสารภาพกลางจอโทรทัศน์ กลายเป็นว่า "ทำชั่วแล้วได้ดี" ไปทันตาเห็น ได้ออกทีวี ได้มีคนสงสาร ได้มีงานแสดง

นึกว่าจะสำนึกกลับเนื้อ-กลับตัวได้ เพราะสังคมก็ให้อภัย ทางกฎหมายก็ให้ช่องเดิน แต่ที่ไหนได้ พอมีเงินเข้าหน่อย ย่องไปบ่อนเขมร หมดตูดก็ขนยาเสพติดเข้ามาขายอีก มันเข็ด มันสำนึกต่อสังคมที่ให้โอกาสซะเมื่อไหร่

ถูกจับ ดันมีหน้ามาอ้าง หมดตูด..เครียด..เสพยา!

แบบนี้ "มุกแป้ก" คงต้องไปเล่นตลกในคุกแน่ๆ ก็สมน้ำหน้ากะลาหัวเจาะ ทักษิณก็เหมือนกัน คดีซุกหุ้นตอนเป็นนายกฯ ใหม่ๆ สังคมให้โอกาส ให้อภัย บนคำว่า "บกพร่องโดยสุจริต" นี่หนหนึ่งแล้ว

แทนที่จะ "แน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด" กลับใช้โอกาสที่สังคมให้อภัยจากโกงครั้งแรก ปฏิบัติการโกงรอบ ๒ รอบ ๓ รอบ ๔ ดังคำพิพากษาที่ฟังกันเข้าใจไปแล้ว แล้วยังมีหน้ามาพูดว่า "ผมถูกศาลปล้น" นึกหรือว่าจะมีคนสงสารซ้ำซากอีก!?

นางนกกะนายแม้วนี่ "ไม่สำนึก" พอๆ กัน และฉวยโอกาสสังคมสงสาร-สังคมให้อภัย ทำชั่วครั้งใหม่ไม่สิ้นสุดเหมือนๆ กัน

ฉะนั้น ศึก ๑๐ ทัพทักษิณในวันที่ ๑๔ มีนา มีแต่ทัพ "ส.ส.พื้นที่" กลัวจะไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็รับเป็นเจ้าภาพเกณฑ์ไพร่พล "พื้นที่ใคร-พื้นที่มัน" มา ส่วนมากก็หน้าเดิมๆ จะบอกให้ทักษิณรู้ตัวเป็นครั้งสุดท้ายว่า เวลานี้คนส่วนใหญ่เขา "รู้เช่นเห็นชาติ" กันหมดแล้วว่า...เลวระยำหมาขนาดไหน

แล้วใครจะมา (ตาย) เพื่อมัน?



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์