Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

เทรนด์นิยม "บจ." ควบรวมหนีตาย


     หลังจากดัชนีตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก  และวิกฤติการเมืองในประเทศ  ดูท่าบริษัทหลักทรัพย์  (บล.)  และบริษัทจดทะเบียน  (บจ.)  ในตลาดหุ้นหลายแห่งเดินหน้าควบรวมกิจการเพื่อลดภาระต้นทุนการดำเนินงาน   โดยเฉพาะธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการควบรวมกันอย่างต่อเนื่อง

     นายกัมปนาท   โลหเจริญวนิช   กรรมการอำนวยการ  บล.ทรีนีตี้ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์  มองว่า  ภาวะตลาดหุ้นที่ซบเซาส่งผลให้เกิดกระแสการควบรวมกิจการของธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น   โดยมองว่าการควบรวมของธุรกิจหลักทรัพย์จะส่งผลให้บริษัทมีฐานะที่เข้มแข็งมากขึ้น  ขณะเดียวกันทำให้มาร์เก็ตแชร์เพิ่มสูงขึ้น  และเป็นการช่วยลดต้นทุนของบริษัท

     นอกจากนี้  การควบรวมกิจการก็เพื่อรองรับการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นในอนาคต   เนื่องจากหากมีการเปิดเสรีค่าคอมฯ  จะทำให้รายได้ของบริษัทหลักทรัพย์ลดลง  โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทหลักทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็ก  ดังนั้นการควบรวมอาจจะช่วยคุมในแง่ของต้นทุนให้ลดลงได้

     ขณะที่   นายปกรณ์   มาลากุล   ณ   อยุธยา   ประธานกรรมการ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.)  มองว่า  การควบรวมกิจการระหว่างบริษัทหลักทรัพย์เป็นอีกหนทางในการสร้างการเติบโตและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง

     ทั้งนี้  บริษัทหลักทรัพย์อาจควบรวบกิจการกับพันธมิตรต่างประเทศหรือในประเทศ   ซึ่งหากเป็นบริษัทหลักทรัพย์ขนาดเล็กและดำเนินธุรกิจไม่มีประสิทธิภาพ  ในแง่ของการแข่งขันคงเป็นเรื่องยาก  ซึ่งหากมองในอนาคต  การเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรอาเซียนก็สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้  ซึ่งหากบริษัทหลักทรัพย์ใดมีเครือข่ายพันธมิตรต่างชาติก็น่าที่จะเอื้อประโยชน์มากขึ้น

     ด้าน   นายรณกฤต  สารินวงศ์  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่  บริษัทหลักทรัพย์  แอ๊ดคินซัน  จำกัด  กล่าวว่า  แนวทางการควบรวมกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ถือเป็นเรื่องที่ดี   เนื่องจากจะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้น   โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัว  และมีความเป็นไปได้   ที่ในปีนี้บริษัทหลักทรัพย์จำนวนไม่ต่ำกว่า  2  กลุ่ม  จะมีการควบรวมกิจการกัน  โดยเฉพาะบริษัทที่มีมาร์เก็ตแชร์ไม่ถึง  1%  อาทิ  บล.นครหลวง  บล.ยูไนเต็ด  บล.ยูโอบีเคย์เฮียน  บล.โกลเบล็ก  ฯลฯ

     ทั้งนี้  หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง   แนวทางการควบรวมกิจการน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดที่บริษัทหลักทรัพย์จะดำเนินการหลังจากนี้   เนื่องจากคงไม่มีบริษัทหลักทรัพย์ของต่างประเทศอยากมาลงทุนควบรวมกิจการในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  ดังนั้นการควบรวมบริษัทหลักทรัย์ในไทยด้วยกันเองถือว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดแล้ว

     อย่างไรก็ตาม  แนวทางที่ดีที่สุดคือ  บริษัทหลักทรัพย์ควรลดจำนวนลงให้มากกว่านี้  เพื่อควบคุมมาร์เก็ตแชร์ไม่ให้ลดลงตามไปมากกว่านี้

     โดยการเจรจาควบรวมดีลแรกของปีนี้   ที่สร้างความฮือฮา  และดันราคาหุ้นของทั้ง  2  บริษัทหลักทรัพย์ไม่น้อย  คงหนีไม่พ้น  บริษัทหลักทรัพย์  บีฟิท  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  BSEC  และบริษัทหลักทรัพย์  ยูโอบีเคย์เฮียน  (ประเทศไทย)  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  UOBKH  ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ซึ่งปัจจุบันดีลดังกล่าวได้ยุติไปเรียบร้อยแล้ว  ด้วยเหตุผลความไม่พร้อมในเรื่องภายในของ  บล.บีฟิท  นั่นเอง

     อย่างไรก็ตาม   นายวิคเตอร์   ยูน   ตั๊ค   ชอย   ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม  บล.ยูโอบี   เคย์เฮียน  (ประเทศไทย)  ก็พร้อมเจรจาควบรวมกับ  บล.บีฟิท  อีกครั้ง  หาก  บล.บีฟิท  จัดการปัญหาภายในได้เรียบร้อย  ขณะเดียวกันบริษัทก็พร้อมเปิดกว้างสำหรับการควบรวมบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ  แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการเจรจากับบริษัทหลักทรัพย์ใดๆ   ซึ่งการควบรวมขึ้นอยู่กับจังหวะและความเหมาะสม  และไม่สามารถระบุได้ว่าจะเห็นการควบรวมภายในปีนี้หรือปีหน้า  เนื่องจากเงื่อนไขของการควบรวมขึ้นอยู่กับราคา  และสามารถทำธุรกิจร่วมกันได้ดี

     ทั้งนี้  การควบรวมยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทหลักทรัพย์อีกฝ่าย  แต่บริษัทคงจะต่อยอดในส่วนของลูกค้ารายย่อย  เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทเติบโตจากลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก  และบริษัทแม่ที่สิงคโปร์ที่เติบโตได้  เพราะมีการควบรวมเกิดขึ้น  ซึ่งแนวทางเราก็คงจะเป็นไปตามบริษัทแม่เช่นกัน

     ส่วนดีลที่  2  คือ  การควบรวมระหว่าง  บล.ซีมิโก้  และ  บล.เคทีบี  ที่ปิดดีลเจรจาเสร็จสิ้นไปเรียบร้อย  ส่วนแผนการควบรวมคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้  โดยจะบริหารภายใต้ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ใหม่  คือ  "บล.เคทีบีซีมิโก้"  ทั้งนี้  จะโอนบัญชีลูกค้าจากทั้ง  2  บริษัท  มาที่  บล.เคทีบี  ซีมิโก้  ภายหลังควบรวมกิจการคาดว่าส่วนแบ่งการตลาด  หรือมาร์เก็ตแชร์ของ   บล.เคทีบี  ซีมิโก้  จะเพิ่มขึ้นมากกว่า  5%  จากเดิมที่  บล.ซีมิโก้  มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ  4%  และ  บล.เคทีบี  มีประมาณ  1%  นอกจากนี้จะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปเป็นโฮลดิ้ง  คัมปะนี  (บริษัทเพื่อการลงทุน)  แต่ธุรกิจหลักจะยังคงเป็นธุรกิจหลักทรัพย์

     โดยประเมินว่า   ผลประโยชน์จากการควบรวมจะทำให้ศักยภาพของบริษัททั้ง  2  แห่งแข็งแกร่ง  และดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์ได้ครบวงจรมากขึ้น

     สำหรับดีลล่าสุดคือ  การควบรวม  บล.ไซรัส  หรือ  SYRUS  บล.ฟินันซ่า  หรือ  FNS  และ  บล.สินเอเซีย  หรือ  ACLS

     โดยทั้ง  3  บล. ได้ประกาศควบรวมธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และธุรกิจตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของทั้ง  3  แห่งเข้าด้วยกันแล้ว  ซึ่งมองว่าการควบรวมจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจหลักทรัพย์  รองรับการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น  และเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงานในสภาวะที่ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายลดลง

     คาดว่าการควบรวมครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายนนี้  และจะทำให้มาร์เก็ตแชร์ของบริษัทใหม่ที่รวมกันนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่   4-5%  ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่  4  ของธุรกิจหลักทรัพย์  ด้วยฐานบัญชีลูกค้าของ  3  บริษัท  ที่จะปรับเพิ่มเป็น  18,000  บัญชี

     ขณะเดียวกันการควบรวมกันยังจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานด้วย   เพราะบริษัทหลักทรัพย์   1  แห่ง  จะมีต้นทุนในด้านค่าบำรุงรักษาเฉลี่ย  10  ล้านบาท  ต่อ  1  สำนักงาน  ส่วนตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  หรือ  CEO  จะเป็นใครนั้น  คงต้องให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสม  และจะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ในภายหลัง

     นอกจากบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการควบรวมกันแล้ว   บริษัท  ปตท.จำกัด  (มหาชน)  หรือ  PTT  ก็เดินหน้าควบรวมธุรกิจเช่นกัน  โดย  นายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  และกรรมการผู้จัดการใหญ่  ปตท. คาดว่าจะศึกษาแผนการและรูปแบบการควบรวมกิจการ  4  บริษัท  ในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี  ประกอบด้วย  บมจ.ปตท.เคมิคอล   (PTTCH)   บมจ.ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น  (PTTAR)  บมจ.ไทยออยล์  (TOP)  และ  บมจ.ไออาร์พีซี  (IRPC)  โดยคาดว่าจะศึกษาแผนงานดังกล่าวเสร็จภายใน  6  เดือนข้างหน้า   ซึ่งการศึกษาจะพิจารณาว่าจะรวม  4  บริษัทย่อยเข้าด้วยกัน  หรือจับเป็นคู่  2  คู่  แต่ใครคู่กับใครก็ต้องไปศึกษาดูรายละเอียดอีกครั้ง

     ทั้งนี้  บทวิเคราะห์  บล.ฟินันซ่า  ระบุว่า  ข่าวควบรวมระหว่างกลุ่ม  ปตท.ถือเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม  ปตท. ไม่แปลกใจที่จะเห็นการควบรวมธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นของกลุ่ม   ปตท. เนื่องจากปัจจุบันกลุ่ม  ปตท. และบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น  จำนวน  6  บริษัท  ประกอบด้วย  ปตท.สผ.,  ปตท.เคมิคอล,  ปตท.เออาร์,  ไทยออยล์,  ไออาร์พีซี  และบางจากฯ  มีมาร์เก็ตแคปประมาณ  9.23  แสนล้านบาท  หรือคิดเป็นประมาณ  26.7%  ของมาร์เก็ตแคปตลาด

     นายสุกิจ   อุดมศิริกุล   ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บล.นครหลวงไทย  กล่าวถึงการควบรวมกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ว่า  การตัดสินใจควบรวมน่าจะมาจากเหตุผลหลัก  เช่น  เพื่อรองรับการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต   รวมถึงแก้ปัญหาวอลุ่มระยะสั้นที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว  และเพื่อหวังเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด

     ซึ่งผลการควบรวมกิจการ   แน่นอนว่าจะสามารถเสริมศักยภาพการทำธุรกิจให้ดีขึ้น  แต่จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้หรือไม่   คงต้องมีการพิจารณาในรายละเอียด  โดยเฉพาะในเรื่องของผลประกอบการ  เนื่องจากต้องประสบกับการแข่งขันในการประกอบธุรกิจกับบริษัทหลักทรัพย์รายอื่นๆ  ที่ปัจจุบันค่อนข้างตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขณะนี้

     หากภาวะเศรษฐกิจยังซบเซาต่อ  คงได้เห็นการควบรวมของบริษัทหลักทรัพย์ขนาดเล็ก  หรือบริษัทที่มีมาร์เก็ตแชร์น้อยอีกเป็นแน่   เพราะนอกจากข่าวการควบรวมจะช่วยสร้างราคาหุ้นให้เด้งขึ้นได้แล้ว  ยังช่วยลดต้นทุนการบริหารงานได้อีกมากเช่นกัน  ช่วยให้บริษัทจดทะเบียนหายใจโล่งขึ้น.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์