ปรัชญาชัย:ว่าด้วยเรื่องหญิงขายตัว

Saturday, 4 May, 2013 - 00:00

ปรัชญาชัย:ว่าด้วยเรื่องหญิงขายตัว

  อืมมมม...ก็บอกแล้ว "พุธเสีย" อะไรที่เกี่ยวกับเอกสาร-การสื่อสารทุกชนิด ไม่ว่าคำพูด-คำจา จะโพสต์ จะสไกป์ จะชูป้าย จะยื่นซองประมูล จะร่างแถลงการณ์-ร่างคำฟ้อง กระทั่งจะปาฐกถา ไม่ห้าม..ทำได้ แต่ต้องมีสติ และทำด้วย "สัมมาทิฐิ" คือความเห็นที่ตรงตามจริง ยิ่งเดือนนี้ "คราสเล็งอาทิตย์" ผู้คนหงุดหงิด อะไรๆ มันก็ขวางไปหมด ใครรู้ตัวว่าเป็นผู้นำ
    "เกาะเก้าอี้" ไว้ให้ดีละกัน!!!
    แต่อย่างว่า "คนลิขิตมิสู้กรรมลิขิต" ดูอย่างขงเบ้ง กั้นม่านเจ็ดชั้นทำพิธีต่อชะตา จะติดอยู่รอมร่อ ลูกน้องดันวิ่งทะเล่อ-ทะล่าเข้าไป "แจ้งข้อราชการ" เตะตะเกียง...ดับวูบ!
    คิดแล้วก็ห่วงนายกฯ อุตส่าห์บำเพ็ญตบะด้วยอดทน-อดกลั้นมาแรมปี กำลังจะไปได้สวย ไปด้วยพลัง ๒.๒ ล้านล้านอยู่เชียว ไม่รู้ไปเชื่อบริวารรอบชายซิ่นคนไหน ให้ทนายไปแจ้งจับคุณชัย ราชวัตร นักเขียนการ์ตูนของประชาชนซะนี่
    ต่อให้จับเอาคุณชัยไปตัดหัวเสียบกำแพงดิน ก็ไม่เป็นอานิสงส์เพิ่มพูนบารมีใดๆ ให้ตัวนายกฯ ตรงกันข้าม "การทำ" ในสิ่งที่อดกลั้น "ไม่ทำ" มาตลอดครั้งนี้ คือการสร้าง "วิบากกรรม" ให้ตัดรอนความโชติช่วงชัชวาลตัวเองโดยแท้!
    "กรรมคือเงา" หรือนายกฯ ของเราจะหนี "เงาตัวเอง" ไม่พ้นเสียแล้ว!?
    ผมเคยเล่นเฟซบุ๊ก แต่เลิกไปนานแล้ว ก็เลยไม่ทราบว่าคุณชัยเขาโพสต์อะไร จนดังข้ามหน้า-ข้ามตา ยังนึกอิจฉา ได้ขึ้นหน้า ๑ ออกจอโทรทัศน์ ดังรึ่มทะลุโลก
    ต่อเมื่อได้อ่านที่เว็บไซต์มติชนเขานำมาเผยแพร่นั่นแหละถึงรู้ว่า คุณชัยนั้น นอกจากเก่งการ์ตูนและเก่งแก๊กแล้ว ยังเก่ง "ปรัชญาเปรียบเทียบ" สาขาโลกและชีวิต อีกตะหาก!
    เพราะที่คุณชัยโพสต์ใน fb..."โปรดเข้าใจ กะหรี่ไม่ใช่หญิงคนชั่ว กะหรี่แค่เร่ขายตัว แต่หญิงคนชั่วเที่ยวเร่ขายชาติ" นั้น...
    มันเป็นทั้งปรัชญา-ทั้งตรรกะ สะท้อนโลกและชีวิตสัตว์มนุษย์ ซึ่งมีสติ มีจิตวิญญาณใคร่ครวญในการพูด-คิด-ทำเหนือสัตว์เดรัจฉาน ที่มีเพียงสัญชาตญาณสนองตอบในการดำรงอยู่ หิว-กิน, โกรธ-แฮ่, อิ่ม-นอน, กระสัน-ติดสัตว์ เท่านั้น
    คุณชัยสามารถนำจักรวาล และมนุษย์ทั้งจักรวาลมาสรุปรวม ครอบคลุมอดีต ปัจจุบัน ยาวนานเป็นอนาคตกาลด้วยวลี เพียง ๓ วลี..."กะหรี่ไม่ใช่หญิงคนชั่ว กะหรี่แค่เร่ขายตัว แต่หญิงคนชั่วเที่ยวเร่ขายชาติ" สะท้อนโลกและชีวิตได้สวยงาม-ลงตัว...น่าอิจฉา!
    ใช่...ถูกต้อง..."กะหรี่ไม่ใช่หญิงคนชั่ว" เพราะเธอแค่ขายสิ่งอันมีในตัวของเธอเท่านั้น อยากถามกันตรงๆ ตรงนี้ "เฉพาะชาย" ด้วยซ้ำว่า....
    มีสักกี่คนที่ไม่เคยสนิทสิเนหากับเธอในอาชีพ "เร่ขายตัว" การที่สนิทสิเนหากับเธอ นั่นคือใจรับว่าเธอมิใช่คนชั่ว แต่ถ้าว่าชั่ว ตัวชายที่ไปสมาคมก็ชั่ว ก็เพราะไม่ใช่คนชั่วนั่นแหละ โสเภณีจึงเป็นอาชีพ "เลี้ยงชาติ" จากอดีตถึงปัจจุบัน!
    เมื่อมาถึงวลี "แต่หญิงคนชั่วเที่ยวเร่ขายชาติ" ของคุณชัย เมื่ออ่านแล้ว ใช้สติ-สัมปชัญญะกรองแล้ว ก็อยากถามว่า มีใครบ้าง ที่ไม่ยอมรับ "ความต่าง" ในด้านเป็นจริงของหญิง ๒ พฤติกรรมนั้น?
    สมมุติ เคยปักใจ "หญิงเร่ขายตัว" เป็นคนชั่ว แต่เมื่อนำ "หญิงเร่ขายชาติ" มาเทียบให้ชี้ขาด ระหว่าง ๒ หญิง ๒ พฤติกรรมนี้ หญิงไหนคือ "หญิงชั่ว" แท้จริง?
    ตอบด้วย "ใจกลาง" ซิว่า เร่ขายตัว-คือคนชั่ว หรือเร่ขายชาติ-คือคนชั่ว?
    แต่...ทุกวันนี้ เคยสัมผัสด้วยซ้ำกับหญิงเร่ขายตัว แต่ยังไม่เคยเห็น-ไม่เคยสัมผัส "หญิงคนชั่วเร่ขายชาติ" จึงสรุปได้ว่า ประเทศไทยของเรา ยังไม่มี "หญิงคนชั่ว".....
    ก็มีแค่ "หญิงเร่ขายตัว" เท่านั้น!
    ความจริง เรื่องหญิงขายตัวที่เรียกกันว่า โสเภณีบ้าง กะหรี่บ้าง ช็อกกะรีบ้าง เธอเหล่านั้นไม่ได้เป็นชั่ว เป็นคนไม่ดี เป็นคนน่ารังเกียจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม โสเภณี "หญิงผู้ทำเมืองให้สวยงาม" นั้น ใช่ว่าใครก็เป็นได้
    ต้นกำเนิดในอินเดีย ก่อนพุทธกาลด้วยซ้ำ ถ้าศึกษาคัมภีร์ฮินดูจะทราบ โสเภณีเป็นตำแหน่ง "สูงศักดิ์-ทรงเกียรติ" ต้องได้รับแต่งตั้งจากผู้ครองนครนั้นๆ เท่านั้น ใช่ว่าใครอยากเป็นก็เป็นได้ และเมืองหนึ่ง มี "โสเภณี" ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น!
    เหมือนตำแหน่งนายกฯ จะสูงเกียรติ-สูงศักดิ์กว่าด้วยซ้ำ นอกจากต้องสวยหยาดฟ้ามาดินแล้ว ยังต้องร่ำเรียนและช่ำชองศิลปศาสตร์สาขาต่างๆ ด้วย มีเป็นหน้า-เป็นตา ต้อนรับแขกบ้าน-แขกเมือง และคนชั้นสูงเท่านั้น
    บางเมือง ไม่ต้องพึ่งรายได้ส่งออก แต่ร่ำรวย เงินทองสะพัด เพราะผู้คนแห่มาใช้บริการโสเภณี อย่าง "นางอัฑฒกาสี" เธอเป็นโสเภณีประจำแคว้นกาสี ใครจะมารับการบริการ ต้องจ่ายเท่าไหร่ทราบมั้ย?
    "ครึ่งหนึ่ง" ของ "รายได้แผ่นดิน" ครับ!
    "อัฑฒะ" แปลว่าครึ่งหนึ่ง ขนาดนั้น คิวจองยาวข้ามปี แต่สุดท้าย เมื่อกรรมหยาบที่ส่งผลให้เธอต้องมาเป็นโสเภณีหมดไป กุศลกรรมก็ส่งเธอสู่ลำแสงพระพุทธศาสนา ไปบวชเป็นภิกษุณี เป็นพระอรหันต์ในที่สุด
    ใครสนใจประเด็นเหล่านี้ ไปหาหนังสือ ''พุทธจริยศาสตร์กับปัญหาโสเภณี'' ของพระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร อ่านดู ท่านค้นคว้า รวบรวม-เรียบเรียงไว้ครบถ้วน จะยกมาให้เป็นที่เข้าใจกับคำว่า โสเภณี กะหรี่ นางคณิกา ซักตอน
    ......คัมภีร์อรรถศาสตร์ ซึ่งแต่งโดยเกาฏีลียะ ได้กล่าวถึงสตรีที่ขายบริการทางเพศไว้ ๒ ประเภท คือ หญิงนครโสเภณี (Courtesan) ได้แก่สตรีที่ขายบริการทางเพศชั้นสูงที่ได้รับแต่งตั้งและการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ และหญิงโสเภณีทั่วไป (prostitute) ซึ่งเรียกตามคัมภีร์นี้ว่า “รูปาซิวา”
    โดยหญิงนครโสเภณีจะมีรายได้จากเงินที่รัฐจ่ายให้ ส่วนโสเภณีทั่วไปต้องหารายได้ส่วนตัวและต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่รัฐด้วย ดังข้อความในคัมภีร์อรรถศาสตร์ที่ว่า “หญิงโสเภณีต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่าของค่าตัวเธอให้แก่รัฐเป็นประจำทุกเดือน”
    สำหรับหญิงนครโสเภณี ถือว่าเป็นบุคคลที่มีสถานะทางสังคมค่อนข้างสูง เพราะได้รับการแต่งตั้งเหมือนข้าราชการประเภทหนึ่ง และรัฐต้องเลี้ยงดูไปจนตลอดชีวิต ดังข้อความที่ว่า “หญิงนครโสเภณีที่สิ้นความงามจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น มาตฤกา” คำว่า “มาตฤกา” ในที่นี้ หมายถึงคนที่มีหน้าที่ดูแลเลี้ยงเด็ก หรือนางพยาบาลนั่นเอง...ฯลฯ...
    ครับ..นั่นตามคัมภีร์ฮินดู ในคัมภีร์พุทธศาสนาก็มี ต้องบอกว่า "ภิกษุณี" ที่เดิมเป็นโสเภณีแล้ว "สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า" ทรงแสดงธรรมจนบรรลุนับแต่ขั้นโสดาบันไปจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์มีมากมายหลายองค์ เอางี้...ผมจะยกมา ๑ องค์ ลอกจากพระไตรปิฎก
    แล้วท่านจะร้อง...อ๋อ!
    .........ในพระนครราชคฤห์ มีกุมารีชื่อสาลวดีเป็นสตรีทรงโฉม สคราญตาน่าเสน่หา ประกอบด้วยผิวพรรณเฉิดฉายยิ่ง พวกคนมีทรัพย์ชาวพระนครราชคฤห์ จึงได้คัดเลือกกุมารีสาลวดีเป็นหญิงงามเมือง ครั้นนางกุมารีสาลวดีได้รับเลือกเป็นหญิงงามเมืองแล้ว ไม่ช้านานเท่าไรนักก็ได้เป็นผู้ชำนาญ ในการฟ้อนรำ ขับร้องบรรเลงเครื่องดนตรี มีคนที่มีความประสงค์ต้องการ ตัวไปร่วมอภิรมย์ ราคาตัวคืนละ ๑๐๐ กษาปณ์
     ครั้นมิช้ามินาน นางสาลวดี หญิงงามเมืองก็ตั้งครรภ์ นางจึงมีความคิดเห็นว่า ธรรมดาสตรีมีครรภ์ไม่เป็นที่พอใจของพวกบุรุษ ถ้าใครๆ ทราบว่าเรามีครรภ์ ลาภผลของเราจักเสื่อมหมด ถ้ากระไร เราควรแจ้งให้เขาทราบว่าเป็นไข้ ต่อมานางได้สั่งคนเฝ้าประตูไว้ว่า ดูก่อนนายประตู โปรดอย่าให้ชายใดๆ เข้ามา และผู้ใดถามหาดิฉัน จงบอกให้เขาทราบว่าเป็นไข้นะ
 คนเฝ้าประตูนั้นรับคำนางสาลวดีหญิงงามเมืองว่า จะปฏิบัติตามคำสั่ง เช่นนั้น หลังจากนั้น อาศัยความแก่แห่งครรภ์นั้น นางได้คลอดบุตรเป็นชาย และสั่งกำชับทาสีว่า แม่สาวใช้ จงวางทารกนี้ลงบนกระด้งเก่าๆ แล้วนำออกไปทิ้งกองหยากเยื่อ
 ทาสีนั้นรับคำนางว่า ทำเช่นนั้นได้เจ้าค่ะ ดังนี้ แล้ววางทารกนั้นลงบนกระด้งเก่าๆ นำออกไปทิ้งไว้ ณ กองหยากเยื่อ
 ก็ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า เจ้าชายอภัยกำลังเสด็จเข้าสู่พระราชวัง ได้ทอดพระเนตรเห็นทารกนั้นอันฝูงกาห้อมล้อมอยู่ ครั้นแล้วได้ถามมหาดเล็กว่า พนาย นั้นอะไร ฝูงการุมกันตอม?
 ม. ทารก พ่ะย่ะค่ะ
 อ. ยังเป็นอยู่หรือ พนาย?
 ม. ยังเป็นอยู่ พ่ะย่ะค่ะ
 อ. พนาย ถ้าเช่นนั้น จงนำทารกนั้นไปที่วังของเรา ให้นางนมเลี้ยงไว้
 คนเหล่านั้นรับสนองพระบัญชาว่า อย่างนั้นพ่ะย่ะค่ะ แล้วนำทารกนั้นไปวังเจ้าชายอภัย มอบแก่นางนมว่า โปรดเลี้ยงไว้ด้วย อาศัยคำว่ายังเป็นอยู่ เขาจึงขนานนามทารกนั้นว่า ชีวก ชีวกนั้น อันเจ้าชายรับสั่งให้เลี้ยงไว้ เขาจึงได้ตั้งนามสกุลว่า โกมารภัจจ์.....ฯลฯ
    ครับ..."หมอชีวกโกมารภัจจ์" หมอประจำพระองค์ "สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" และเรายอมรับนับถือเป็นบรมครูแพทย์นั่นแหละ ท่านเป็นบุตร "นางสาลวดี" หญิงงามเมือง และต่อมา เธอได้บวชเป็นภิกษุณี สำเร็จเป็นอริยบุคคลในที่สุด
    สรุปจบก็คือ การเร่ขายตัวของ "กะหรี่-โสเภณี" ไม่ทำให้เป็นหญิงคนชั่ว ขณะเดียวนั้น ในคัมภีร์บอกว่า ๑) โสเภณี (นครโสเภณี) เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ ๒) โสเภณีมีฐานะเป็นคนของทางราชการ ๓) นครโสเภณี เป็นตำแหน่งหัวหน้า ๔) ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา..........
    นครโสเภณีหลายคนได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล บางคนเป็นผู้ให้ความอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาถึงขนาดสร้างวัดถวายพระสงฆ์ และมีบางคนที่มีศรัทธาเลิกอาชีพนี้แล้วเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี และได้กลายเป็นสาวิกาคนสำคัญที่ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา
    แต่ "หญิงเร่ขายชาติ" ตามปรัชญาชัย ราชวัตร ถ้าใครทำ...ชั่วสถานเดียว.