"จริงๆ แล้ว...เวลานี้อาจจะเลยจุดของการมีเหตุมีผล จนใครๆ ก็พูดว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แต่เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ที่พูดกันว่ารักชาติ ก็อยากจะถามว่าเราทำอะไรที่ทำให้ชาติไม่ล่มจมบ้าง ถ้าทำได้จะช่วย หากเราไปทำตามกระแส ก็จะเละลงทะเลกันไปหมด..."
-------------------------------------------------
คำพูดที่นำมาเกริ่นเอาไว้ข้างต้น ก็คงเป็นที่ทราบๆ กันดีอยู่แล้วว่า เป็นคำพูดของท่านประธานศาลปกครองสูงสุด อักขราทร จุฬารัตน์ ที่ได้กล่าวเอาไว้ในช่วงการแถลงข่าว ในโอกาสครบรอบ 9 ปีศาลปกครองเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งต้องเรียกว่า...เป็นคำพูดที่ไม่ธรรมดาของคนระดับที่ไม่ธรรมดาซะอีกต่างหาก เพราะอย่างน้อย...ท่ามกลางบรรยากาศอันเลอะเทอะ ล้มเหลว ของบ้านเมือง ในตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ด้วยความกล้าหาญ แน่วแน่ เที่ยงตรง ของบรรดาผู้หลัก-ผู้ใหญ่ในสถาบันศาลสถิตยุติธรรมนี่เอง ได้ช่วยประคับประคองบ้านเมืองให้ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า สามารถก่อให้เกิด ข้อยุติ ที่มีเหตุมีผล มีความชอบธรรมและเป็นธรรม นำพาบ้านเมืองให้พ้นออกมาจาก จุดอับ หรือ ทางตัน ได้ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า...
---------------------------------------------------
และถ้าหากว่าคนระดับนี้เริ่มมองเห็นว่า...อะไรต่อมิอะไรมันชักจะ เลยจุดของความมีเหตุมีผล ไปแล้ว หรืออาจกำลังก้าวไปสู่สภาวะแบบ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด อันนี้...ต้องเรียกว่าใครก็ตาม โดยเฉพาะประเภทที่หนักไปทางยึดมั่นอยู่กับอารมณ์ของตัวเองเป็นหลัก ไร้เหตุไร้ผล พร้อมเสมอที่จะชักลากประเทศทั้งประเทศให้ลงทะเลไปตามความปรารถนา ความต้องการของตัวเอง...ควรที่จะต้องหาเสื้อเสวตเตอร์ หรือเสื้อโค้ชหนาๆ มาสวมใส่เอาไว้ให้มิดชิด แม้นว่าอุณหภูมิอากาศจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 30-40 องศาแล้วก็เถอะ พูดง่ายๆ ว่า...โอกาสที่จะเกิดอาการหนาวว์ว์ยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ ย่อมเป็นไปได้ไม่ยาก...
------------------------------------------------
อันที่จริงแล้ว...ตลอดช่วงระยะ 3-4 ที่ผ่านมา บรรดากลุ่มคนที่ไร้เหตุไร้ผล มุ่งที่จะสร้างแรงกดดัน ข่มขู่ คุกคาม ให้อะไรต่อมิอะไรต้องเป็นไปตามแรงปรารถนาของตัวเอง ก็ยังถือว่า โชคดี ไม่น้อย...ที่ผลแห่งการกระทำหรือ ผลกรรม ของตัวเอง ยังถูกนำมาแยกแยะ พิจารณา ไปตามขอบเขตของตัวบทกฎหมาย อันมี ความมีเหตุมีผล นั่นแหละเป็นตัวรองรับ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แม้นว่าตัวเองจะเบี่ยงข้าง ลงคู ลงคลอง เอาสีข้างเข้าถูจนซี่โครงหายไปเป็นแถบๆ งัดเอาอำนาจนอกระบบ หรือกระทั่งนอกตัวบทกฎหมาย มาใช้เป็นเครื่องมือในการล้างผลาญ ทำลายใครก็ตาม ซึ่งถูกจัดอยู่ในฝ่ายตรงข้าม มุ่งที่จะสร้างความเดือดร้อน ปั่นป่วน วุ่นวายให้กับผู้คนในสังคมในชนิดไม่เลิก ไม่จบ ฯลฯ แต่ด้วย ความมีเหตุมีผล ที่มีอยู่ในตัวบทกฎหมาย ตลอดไปจนความพยายามที่จะนำเอา ความเป็นธรรม มาใช้เป็นข้อยุติ จึงทำให้กลุ่มคนเหล่านี้...ยังไม่ถึงกับต้องเผชิญกับ ผลกรรม ที่ตัวเองได้สร้างเอาไว้ อย่างหนักหน่วง รุนแรง มากมายเกินไปนัก...
----------------------------------------------
ด้วยความยืดเยื้อของคดีความ ที่ค้างโรง ค้างศาล อยู่นับเป็นร้อยๆ พันๆ คดี ด้วยความพยายามที่จะอะลุ้มอะล่วยเพื่อ ให้ระบบการเมือง การปกครอง เป็นไปด้วยดี ไม่ถึงกับเกิดแรงเสียดสี เสียดทาน จนเกินไป หรือจะด้วยความทรุดโทรมของกลไกการบริหาร จัดการ ในแต่ละระดับ ฯลฯ ก็แล้วแต่ จึงทำให้บรรดาผู้ซึ่งมักจะนำเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลในแทบทุกๆ กรณี เกิดความคึกคะนอง เหิมห่าม หนักขึ้นเรื่อยๆ จนทุกสิ่งทุกอย่าง...มันชักจะเลย จุดแห่งความพอดี หรือเลย ขีดจำกัดแห่งความยอมรับ อย่างเห็นได้ชัดเจน และภายใต้สภาพบรรยากาศเช่นนี้นี่เอง ที่มันอาจทำให้ ผลกรรม หรือ ผลลัพธ์แห่งการกระทำ ของคนเหล่านี้ นำไปสู่ปฏิกิริยาตอบโต้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของตัวบทกฎหมาย นอกเหนือไปจากการใช้เหตุใช้ผล หรือใช้ความเป็นธรรมเป็นข้อยุติ...
-------------------------------------------
พูดง่ายๆ ว่า...การเผชิญหน้ากับรัฐบาล การตอบโต้ ท้าทาย เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องปฏิบัติไปตามตัวบทกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น อย่างน้อยมันก็ยังไม่ถึงกับต้องแบกรับ ผลกรรม ของตัวเองมากมายเกินไปนัก เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง มันยังถูกจำกัดอยู่ภายใต้หลักการของการปกครอง อันจะต้องประกอบไปด้วยความถูกต้อง ความมีเหตุมีผล ความเป็นธรรม หรือแม้กระทั่ง ความเมตตา ที่พึงมีต่อราษฎรทุกหมู่เหล่าด้วยซ้ำ...แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกสิ่งทุกอย่างมัน เลยจุด หรือเลยไปจากขีดความสามารถของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะสามารถระงับยับยั้งเอาไว้ได้ อันนั้นนั่นแหละ...นรก มันจะมีจริงขึ้นมาโดยทันที!!!
--------------------------------------------
และภาวะในแบบที่ อะไรจะเกิดมันก็คงต้องเกิด ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นกับสังคมประเทศนี้กันมาก่อน การต่อสู้ เรียกร้อง การเคลื่อนไหวในลักษณะที่เลยจุดความพอดี เลยจุดความมีเหตุมีผล จนนำไปสู่ ปฏิกิริยาด้านตรงกันข้าม นำไปสู่การกระตุ้น ยั่วยุ อารมณ์ความรู้สึกต่อบางสิ่ง บางอย่าง อันเป็นสิ่งที่แทรกซึมอยู่ในสังคมไทยมานานแสนนานนับเป็นศตวรรษๆ ตามลักษณะโครงสร้าง วัฒนธรรม ประเพณี หรือค่านิยมใดๆ ก็แล้วแต่ เคยนำมาซึ่งฉากแห่งโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายสุดๆ ชนิดที่ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ รายไหน หรือไม่ว่าจะเป็นฝ่า
ยหนึ่งฝ่ายใดก็ตามที...คงไม่อยากที่จะเห็นมันหวนฟื้นกลับคืนมาอีกเลย...
----------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...ความพินาศ ฉิบหาย ล่มจม ของชาติบ้านเมืองในช่วงระยะนี้ มันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล หรือขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพียงอย่างเดียว หรือเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ยังคงต้องขึ้นอยู่กับความมีเหตุมีผล ความรู้จักแยกแยะความถูกต้อง เป็นธรรม ความดี ความชั่ว ของราษฎรควบคู่ไปด้วย ถ้าหากราษฎรฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด ยังคงไร้เหตุไร้ผล ยังหมกมุ่น มัวเมา อยู่กับความไม่ถูกต้องชอบธรรม ยังเชิดชูบูชาความชั่วแบบสุดๆ โดยไม่คิดที่จะให้ความสนใจต่ออารมณ์ ความรู้สึก ของราษฎรฝ่ายอื่นๆ ผู้ซึ่งเติบโตขึ้นมาในแผ่นดินเดียวกับตัวเอง เป็นพี่เป็นน้องของตัวเองแท้ๆ ยังพยายามที่จะยัดเยียด บังคับ ข่มขู่ คุกคาม ให้ผู้อื่นต้องยอมศิโรราบต่อความชั่ว ให้ยอมรับต่อการทุจริต คดโกง การประพฤติมิชอบที่เห็นๆ กันอยู่อย่างชัดเจน อีกทั้งได้ถูกพิสูจน์ ยืนยัน โดยอาศัยความมีเหตุมีผล ความถูกต้อง เป็นธรรม ตามตัวบทกฎหมายอย่างถ่องแท้แล้ว...ปฏิกิริยาในด้านกลับ หรือ ผลกรรม ซึ่งจะบังเกิดขึ้นกับตัวเองนั้น อาจหนักหนาสาหัสในระดับที่ไม่ว่ามนุษย์รายใดก็ตาม ไม่อาจที่จะช่วยเหลือเยียวยาเอาเลยก็ได้...
----------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก สุภาษิตจีน (อีกครั้ง)..."ทางไปสวรรค์นั้นกว้าง แต่ไม่ค่อยมีผู้สนใจจะเดิน นรกไม่มีประตู แต่คนจำนวนมากมักจะเจาะช่องเพื่อหาทางมุดเข้าไปให้จงได้...".
-----------------------------------------------------








