Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ต้องเอาคนร่วมโกงชาติคดียึดทรัพย์ มาสอบสวน-ลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง


การขยับของหลายหน่วยงานในเวลานี้ไล่ตั้งแต่ตัวผู้นำประเทศ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้กระทรวง กรมต่างๆ อาทิ กระทรวงการคลัง กรมสรรพากร กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ไปดำเนินการศึกษารายละเอียดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 46,373 ล้านบาท อันคาดกันว่าน่าจะมีการเผยแพร่คำพิพากษาฉบับเต็มได้ภายในวันศุกร์ที่ 5 มีนาคมนี้

เพื่อดูว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เป็นศาลสูงสุดของกระบวนการยุติธรรม มีการระบุชัดในหลายบริบทว่า การดำเนินการออก 5 มาตรการเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการบริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ เช่น เอไอเอส - ชินแซทเทลไลท์

อันเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่งที่ทุกหน่วยงานจะมาเพิกเฉยไม่ได้ เพราะเมื่อคำพิพากษาระบุชัดว่ากระบวนการและขั้นตอนของการทำสัญญาหรือการออกมาตรการต่างๆ หลายต่อหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐเสียหายเป็นเงินแสนกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นประโยชน์ที่รัฐซึ่งก็คือประชาชนต้องสูญเสียไป

หน่วยงานภาครัฐจึงควรทำหน้าที่แทนประชาชนในการศึกษาลู่ทางทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงว่ามีอะไรบ้างที่จะสามารถแก้ไข ปรับปรุง สิ่งที่ผิดให้กลับมาเป็นสิ่งที่ถูกได้ เพื่อทำให้ความเสียหายที่เสียไปประเทศชาติและส่วนรวมได้รับประโยชน์กลับคืนมา อีกทั้งยังเป็นการทำให้คำพิพากษาของศาลฎีกามีความศักดิ์สิทธิ์ หลังจากองค์คณะตุลาการผู้พิจารณาสำนวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ชี้ชัดความผิดของ 5 มาตรการดังกล่าวตามคำร้องไว้ดังนี้

1.ประเด็นภาษีสรรพสามิต องค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมากว่าการออกเป็นพระราชกำหนด แปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นค่าภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท

2.มีการเอื้อประโยชน์ต่อเอไอเอส ซึ่งองค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนในการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid Card) เอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส

3.พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 แล้ว ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จากการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา แต่เป็นกลุ่มเทมาเส็ก

4.มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียมโทรคมนาคมภายในประเทศด้วยการละเว้น อนุมัติส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี

ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียม ไอพีสตาร์, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปใน บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทยคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศอันเป็นการเอื้อประโยชน์กับ บมจ.ชินคอร์ป และ บมจ.ชินแซท

5.มีการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ เพราะมีการสั่งการโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณในกรณีการอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซทโดยเฉพาะ

ด้วยการที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้สั่งการเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ให้วงเงิน 3,000 ล้านบาทแก่รัฐบาลสภาพพม่าแล้ว ต่อมาได้สั่งการเห็นชอบเพิ่มวงเงินกู้อีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพพม่า โดยให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยายระยะเวลาปลอดชำระหนี้ การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปีเป็น 5 ปีเพื่อประโยชน์ของบริษัทชินแซท ที่ผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวชินวัตร ในการให้ได้รับงานจ้างพัฒนาระบบโทรคมนาคมจากรัฐบาลสหภาพพม่า การอนุมัติเงินกู้ดังกล่าวที่เป็นเงินของภาครัฐจึงเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปโดยมิชอบ

ดังนั้น หากหน่วยงานภาครัฐเกียร์ว่าง ไม่สนใจต่อการศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ละเอียดเพื่อแก้ไขความเสียหายที่รัฐต้องเสียไปจากการทุจริตคดโกงประเทศชาติของทักษิณ ชินวัตร ก็ถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน เพียงแต่กระบวนการต่างๆ ก็ต้องทำและศึกษาผลกระทบ ผลดีผลเสียให้รอบคอบ หากเป็นกรณีการยกเลิกหรือทบทวนสัญญากับเอกชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง แต่หากพบว่าสามารถทำได้เมื่อศาลฎีกามีคำตัดสินแล้วว่าเป็นการทำสัญญาหรือการอนุมัติโครงการโดยมิชอบ ก็ย่อมถือเป็นบรรทัดฐานที่หน่วยงานภาครัฐจะนำผลแห่งคำพิพากษานี้ไปปฏิบัติให้ถูกต้อง

ขณะที่คดีอาญาต่างๆ ก็ต้องมีการเอาผิดคนที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตรัฐมนตรี ข้าราชการทุกระดับในกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะในสังกัดกระทรวงไอซีที คมนาคมและคลัง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง เช่น บริษัททีโอที

หรือ กสท ที่ไปร่วมสมคบคิดกับคนของรัฐบาลทักษิณเพื่อปล้นชาติโกงแผ่นดิน จนทำให้รัฐเสียประโยชน์เป็นแสนล้านบาทเพราะฝีมือของคนกลุ่มนี้ ที่ร่วมมือกับนักการเมืองและบริษัทเอกชนจนนำเสนอโครงการให้ออกมามีผลบังคับใช้ทั้งที่น่าจะรู้ด้วยสามัญสำนึกว่าเป็นการผลักดันโครงการโดยมิชอบ

จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำคนเหล่านี้มาสอบสวนลงโทษหากพบว่ามีเจตนาโดยมิชอบและได้รับผลประโยชน์ก็ต้องเล่นงานจนถึงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์