Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

คึกคักเอกชนหนุนหุ้นดีด33จุด


  "โรดมาร์ค"  ดันหุ้นไทยพุ่งกระฉูด  33  จุด  วอลุ่มท่วมตลาดกว่า  41,000  ล้านบาท  เชื่อหากแดงตอบรับกระทิงเข้าทะลุ  820  แน่  กกร.ยกมือเชียร์สุดลิ่ม  ชี้ถึงเวลาคิดถึงชาติแล้ว  ระบุปล่อยไว้นานประเทศพังแล้วจะอยู่อย่างไร  "ท่องเที่ยว"  เผย  1  เดือนต่างชาติคัมแบ็กหากทุกฝ่ายร่วมมือ
     โรดแม็พ  5  ข้อของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี  ส่งผลทันทีต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  โดยเมื่อวันอังคาร  ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่เปิดตลาดช่วงเช้า  โดยขึ้นไปแตะที่  787.13  จุด  และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่  798.67  จุด  ก่อนปิดภาคเช้าที่  798.04  จุด  แม้ภาคบ่ายมีแรงเทขายทำกำไรออกมาบ้างเล็กน้อย  ทำให้ดัชนีลงไปแตะระดับต่ำสุดที่  786.04  จุด  แต่ก็กระเตื้องในช่วงปิดตลาดที่  796.86  จุด  เพิ่มขึ้น  33.35  จุด  มูลค่าการซื้อขาย  41,708.01  ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ  5,392.31  ล้านบาท  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ  727.84  ล้านบาท  นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ  1,525.68  ล้านบาท  และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ  4,594.48 ล้านบาท
     น.ส.ธีรดา  ชาญยิ่งยงค์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการ  ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บล.ฟิลลิป  (ประเทศไทย)  กล่าวว่า  ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่า  30  จุด  และการซื้อขายหนาแน่น  เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ  หลังนายกรัฐมนตรีแถลงโรดแม็พปรองดองแห่งชาติ  5  ข้อ  ทำให้นักลงทุนคาดว่าบรรยากาศการลงทุนน่าจะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี
     สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นวันที่  6  พ.ค.  ยังมีแนวโน้มเชิงบวก  แต่ยังต้องติดตามรอดูท่าทีของกลุ่ม  นปช.ว่าจะตอบรับแนวทางปรองดองหรือไม่  ซึ่งหากออกมาในเชิงบวกก็จะส่งผลดีต่อตลาด  แต่หากออกมาเชิงลบก็จะกดดันและสร้างความไม่มั่นใจ  โดยหากการเมืองคลี่คลายรอบนี้  มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ  820  จุด  ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมก่อนที่ดัชนีจะปรับตัวลดลง
     นายสมพล  เกียรติไพบูลย์  ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.)  กล่าวว่า  ดัชนีตลาดหุ้นในช่วงเช้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ  5%  สะท้อนปัจจัยบวกจากโรดแม็พของนายกฯ  และคาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย  (จีดีพี)  ในปีนี้น่าจะมากกว่า  4%  แน่นอน  ซึ่งสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลายก็น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ  โดยจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส  2  และเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส  3  และ  4  ซึ่งน่าจะชดเชยผลกระทบจากช่วงที่ผ่านมาได้
     นายกรณ์  จาติกวณิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ยืนยันว่า  ดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นกว่า  30  จุด  ประเมินได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับกับข้อเสนอของนายกฯ  เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับส่วนร่วมทุกฝ่าย  และมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้คนเสื้อแดงยุติการชุมนุม  เพราะที่ผ่านมาการชุมนุมกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ลดลงประมาณ  0.5%  จากที่ประมาณการไว้ว่าปีนี้จะขยายตัวได้  4-5%  หรือประมาณ  4.5%  แต่หากการชุมนุมยุติได้  หรือไม่มีความรุนแรงที่ทำให้สูญเสียทรัพย์สินและชีวิตอีก  ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจของไทยลดลงไปมากกว่า  0.5%
     "ยังต้องเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุนและนักท่องเที่ยว  เพราะการชุมนุมในช่วง  2   เดือนที่ผ่านมา  ต้องยอมรับว่ากระทบอย่างมาก  และกว่าจะฟื้นฟูต้องใช้เวลา  แต่เราก็มีมาตรการไว้แล้ว"  นายกรณ์กล่าว
     ด้านความคิดเห็นของภาคเอกชน  ต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน  คือเห็นด้วยกับข้อเสนอโรดแม็พของนายกฯ  โดยนายพยุงศักดิ์  ชาติสุทธิผล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (ส.อ.ท.)  กล่าวภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน  3  สถาบัน  (กกร.)  ที่ประกอบด้วย   ส.อ.ท.,  สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  และสมาคมธนาคารไทย  ว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับโรดแม็พของนายกฯ  และอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุน  แม้บางเรื่องดำเนินการไม่ง่าย  และไม่มีฝ่ายใดที่จะได้  100%  ก็ต้องยอมเจ็บตัวบ้าง  พบกันจุดใดจุดหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อมานานจนเรื้อรัง  โดยรัฐบาลต้องมีรายละเอียดออกมาว่าต้องทำอะไร  ตรงไหนบ้าง  และต้องเป็นที่ยอมรับได้
     "วันเลือกตั้งที่กำหนดไว้ 14  พ.ย.นั้น  ภาคเอกชนไม่ได้มองว่าวันไหนจะดีหรือไม่ดี  แต่มองเรื่องการแก้ปัญหา  เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งทางการเมืองค่อนข้างมาก  หากแก้ปัญหาได้จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล  และหากตลาดโลกไม่มีปัญหา ไตรมาส  3-4  เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวชัดเจนมาก"  นายพยุงศักดิ์บอก
     ในขณะที่  นายดุสิต  นนทะนาคร  ประธานสภาหอการค้าฯ  กล่าวว่า  ข้อเสนอดังกล่าวน่าจะเป็นทางออกที่ทุกคนยอมรับได้  โดยทุกฝ่ายต้องถอยหลังคนละก้าวเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้  เพราะหากยังเป็นแบบนี้  ก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่น  ทำให้กระทบต่อการลงทุนในอนาคตอีก  1-2  ปีข้างหน้านี้ได้  เนื่องจากตอนนี้ก็มีผลกระทบแล้วคือการเลื่อนการจัดงานแสดงสินค้าและอาหาร  และการเปลี่ยนสถานที่จัดงานแสดงสินค้าสิ่งทอไปที่ประเทศสิงคโปร์แทน
     "จะทำอะไรต้องอยู่บนพื้นฐานยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง  ถ้าประเทศอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้  หากใครไม่ยอมทำก็จะแสดงให้เห็นว่าใครเห็นแก่ตัว  วันนี้ประเทศยับเยินพอแล้ว  และส่วนใหญ่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา  ซึ่งก็จะยิ่งทำให้แก้ไม่จบ  เหมือนเด็กที่ทะเลาะกันไม่จบ"  นายดุสิตกล่าว
     เขายังกล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมจะตั้งเงื่อนไขนิรโทษกรรมแลกยุติการชุมนุมว่า  กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย  คนที่ทำผิดก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ  อะไรที่ประนีประนอมได้ก็ทำ  ส่วนการประกาศ  พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินนั้น  ก็ควรรอให้เรื่องนี้จบ  และมีความชัดเจนก่อนแล้วค่อยยกเลิก  โดย  กกร.เตรียมจัดประชุมอินเวสต์เมนต์ไทยแลนด์  ซึ่งจะนำนักธุรกิจและนักลงทุนมาหารือร่วมกันถึงวิกฤติที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร  เพื่อสอบถามความเห็นนักลงทุนในการลงทุนในไทย
     ส่วนนายฉัตรชัย  บุญรัตน์  รองประธานกรรมการหอการค้าไทย  ยังคงไม่ไว้วางใจต่อเรื่องดังกล่าว  โดยระบุว่า  ยังไม่สามารถระบุการแก้ปัญหาบ้านเมืองจะลงเอยอย่างไร  เพราะสิ่งที่สำคัญคือการสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินกระบวนการตามโรดแม็พ  และยังสงสัยในกระบวนการเลือกตั้งว่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายหรือไม่  หากกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดได้รับเลือกตั้งแล้วจะเกิดปัญหามีอีกกลุ่มออกมาคัดค้านอีกหรือไม่  วันที่  14  พ.ย.ที่กำหนดเป็นวันเลือกตั้ง  จึงไม่ใช่ทางออกที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายให้วิกฤติการเมืองหายไป  แต่ยังต้องติดตามว่ากฎหมายเลือกตั้งเป็นอย่างไร  ทุกฝ่ายยอมรับได้หรือไม่
     นายประสาร  ไตรรัตน์วรกุล  ประธานสมาคมธนาคารไทย  กล่าวว่า  โรดแม็พ  5  ข้อถือเป็นข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยหาทางออกประนีประนอมไม่ทำให้เสียหลักการของบ้านเมือง  รวมทั้งเป็นทางเลือกเพื่อลดความตึงเครียด  เป็นโจทย์ให้ทุกฝ่ายช่วยหาทางออกของประเทศ  และผ่านวิกฤตินี้ไปได้  ส่วนการให้ความช่วยเหลือของสมาคมต่อผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมนั้น  ทุกธนาคารได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกไปพบลูกค้าทั้งที่อยู่ในเขตชุมนุมและนอกเขตแล้ว  และในภาพรวมทุกธนาคารก็มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ลำบากอยู่แล้ว
     "หากการเมืองคลี่คลาย  เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน  เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว  6%  แต่ถ้าสถานการณ์แย่ลงจะขยายตัวประมาณ  2%  หรือเฉลี่ยประมาณ  2.6-5.9%  โดยไตรมาส  2  คงขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสแรกแน่"  นายประสารกล่าว
     สำหรับความคิดเห็นของภาคการท่องเที่ยวนั้น  นายอภิชาติ  สังฆอารี  ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว  (แอตตา)  กล่าวว่า  ขอสนับสนุนแนวทางโรดแม็พ  5  ข้อ  แต่ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายผู้ชุมนุมจะมีความเห็นและยอมรับหรือไม่  ซึ่งหากสามารถตกลงได้การชุมนุมยุติ  เชื่อว่าไม่เกิน  1  เดือนภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแน่นอน  โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชีย  เช่น  จีน  เกาหลี  และอินเดีย  เป็นต้น  ซึ่งอั้นการเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย  พร้อมเดินทางกลับมา  100%  ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปก็จะกลับมาในช่วงปลายปีเหมือนที่ผ่านมา
     นายเจริญ  วังอนานนท์  โฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย  (เฟดตา)  ก็มองว่า  แนวทางของนายกฯ  ถือเป็นทางออกที่สำคัญของทุกฝ่าย  และเป็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศโดยรวม  ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันและดำเนินการได้ตามกรอบเวลา  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ  จะกลับมาฟื้นตัวได้ใน  3-6  เดือนอย่างแน่นอน
     ด้านนายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์  ประธานกรรมการบริหาร  ธนาคารกรุงเทพ  กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาเรื่อง  "ทางรอดประเทศไทย  ภายใต้วิกฤติการเมือง"  จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ถึงเรื่องนี้ว่า  สถานการณ์หลังจากนี้น่าจะผ่อนคลายลง  เพราะแรงต้านเศรษฐกิจไทยมากที่สุดคือเรื่องการเมืองที่เกิดเหตุความรุนแรงสูญเสีย  แต่เมื่อประกาศโรดแม็พก็น่าจะทำให้แรงต้านเรื่องการเมืองผ่อนคลายลงบ้าง  
     "เป็นความพยายามที่น่ายกย่องที่รัฐมีข้อเสนอต่อสังคม  แต่จะให้ดีอีกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องรับข้อเสนอ   ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะให้ทุกฝ่ายต้องเข้ามาร่วมสนับสนุนแก้ไขการเมือง"  นายโฆสิตกล่าว
     ด้านนายบัณฑิต   นิจถาวร  รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)  กล่าวว่า  หากสถานการณ์ทางการเมืองสามารถคลี่คลายในทางที่ดีและจบอย่างสันติวิธี  ก็เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ  และจะทำให้การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจฟื้นตัวได้รวดเร็ว
     "สถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมากระทบเศรษฐกิจ  3  ด้าน  คือ  ท่องเที่ยว  บริโภค  และความเชื่อมั่นการลงทุน  ถ้าปัญหาคลี่คลายลงได้ด้วยดีและเป็นไปอย่างสันติวิธี  ก็เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้"  นายบัณฑิตกล่าว
     นายบัณฑิตยังกล่าวถึงเงินทุนเคลื่อนย้ายของผู้ลงทุนต่างชาติช่วงสถานการณ์การเมืองร้อนแรงว่า  จากข้อมูลการลงทุนระหว่างวันที่  8-29  เมษายน  พบว่าผู้ลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม   352  ล้านดอลลาร์  แต่ช่วงเดียวกันผู้ลงทุนต่างชาติก็เป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม  393  ล้านดอลลาร์  ซึ่งตัวเลขไม่ได้ชี้ถึงความผิดปกติ  เพราะแม้ต่างชาติมียอดขายสุทธิในตลาดหุ้น  แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้  สะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนไม่ได้ออกไปไหน
     นายอัทธ์  พิศาลวานิช  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  กล่าวว่า  เห็นด้วยกับแผนโรดแม็พ  และหากดำเนินการได้ตามที่กำหนดไว้  จะทำให้ปัญหาการเมืองคลี่คลาย  และเป็นผลดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว.

  



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์