สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
สมาชิก "ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ" เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ยกมือขออภิปรายถึงการไปเที่ยวญี่ปุ่นสองต่อสองกับภรรยา
เรียน ท่านประธานท้วม
การไปทัวร์ภูเขาไฟฟูจิครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง หลังจากไปครั้งแรกเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน เที่ยวก่อนมีคนพาไปเที่ยวนี้จึงอยากไปผจญภัยกันเองสองตายาย
จากกลางเมืองโตเกียวไปถึงภูเขาไฟฟูจิ ใช้เวลาเดินทางบนทางด่วนชั่วโมงกว่า สังเกตการขับรถของคนญี่ปุ่นแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นจึงตายจากอุบัติเหตุรถยนต์น้อยมาก เขาขับรถเป็นระเบียบ ทิ้งระยะห่างระหว่างรถตามที่ควรจะเป็น ที่สำคัญไม่มีการแซงข้ามเลนกันไปมาเหมือนอย่างในบ้านเรา
ไกด์เล่าว่าถ้าใครดื่มเหล้าแล้วขับรถขณะมึนเมา ถูกจับจะมีโทษปรับประมาณ 3 พันดอลลาร์ หรือประมาณหนึ่งแสนบาท คนที่นั่งมาในรถที่ขับโดยคนเมา จะถูกปรับเป็นเงินสองพันดอลลาร์ฐานที่ยอมให้คนเมาขับรถ ไกด์บอกว่าเพราะกฎหมายที่เข้มงวดอย่างนี้แหละ ที่ทำให้อุบัติเหตุจราจรลดลงอย่างมาก ไม่ต้องมารณรงค์อย่างบ้านเรา
อากาศไม่เป็นใจมีเมฆมากทำให้มองไม่เห็นภูเขาฟูจิ ทางขึ้นเขาก็เต็มไปด้วยหมอก ก็ได้แต่ฟังไกด์สาวเล่าเรื่องทั้งความรู้และขบขันให้ฟัง ช่วงบ่ายเที่ยวทะเลสาบฮาโกเน กลับถึงโรงแรมสองทุ่มกว่าไปหาอาหารกินใกล้ๆ โรงแรม เสร็จแล้วกลับเข้าห้องพัก ทนดมกลิ่นบุหรี่ต่อไปใจคิดว่าคนญี่ปุ่นจมูกคงจะชินกับกลิ่นบุหรี่ เพราะชั้นที่พักมีทั้งผู้หญิงและวัยรุ่น เพราะความเพลียถึงเหม็นกลิ่นบุหรี่ก็นอนหลับอุตุ
วันรุ่งขึ้นวางแผนไปนั่งรถใต้ดินเที่ยวกันเอง ขอแผนผังรถใต้ดินจากโรงแรม รถใต้ดินกรุงโตเกียวมีถึง 13 สาย กับยังมีรถไฟอีก 5 สาย ที่มุดมาจอดตามสถานีต่างๆ แต่เที่ยวนี้ไม่น่ากลัวเหมือนเมื่อสามสิบปีก่อน เพราะคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษได้มากขึ้นกว่าครั้งก่อนมาก ถามทางบอกทางกล้อมแกล้ม ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้
ภายในบริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน มีป้ายโลโก้ห้ามสูบบุหรี่ติดเป็นระยะๆ และผมไม่เห็นคนสูบบุหรี่ แต่ตามถนนยังเห็นคนสูบบุหรี่และมีก้นบุหรี่ทิ้งอยู่ทั่วไป ตามสถิติพบว่าญี่ปุ่นมีจำนวนผู้สูบบุหรี่...ล้านคน นับเป็นประเทศที่มีผู้สูบบุหรี่มากเป็นอันดับที่หกของโลก รองจากจีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา
ตู้ขายบุหรี่อัตโนมัติจะเห็นซองบุหรี่ที่มีหลากหลายสีแตกต่างจากซองบุหรี่เปลี่ยนไป เกิดจากการปรับตัวของบริษัทบุหรี่ เพื่อรับมือกับกฎระเบียบที่รัฐบาลต่างๆ นำออกมาบังคับใช้
เริ่มจากการที่อนุสัญญาควบคุมยาสูบองค์การอนามัยโลก ที่แนะนำให้ประเทศต่างๆ ออกกฎหมายห้ามบริษัทบุหรี่ใช้คำว่าไลท์ ไมลด์ หรือข้อความอื่นที่จะสื่อว่าเป็นบุหรี่รสอ่อนกว่า มีอันตรายน้อยกว่า เพราะจากการวิจัยพบว่าบุหรี่ไลท์หรือไมลด์ ไม่ได้มีพิษน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา บริษัทบุหรี่จึงปรับตัวโดยใช้โทนของสีเป็นตัวสื่อ ว่าเป็นบุหรี่รสอ่อนหรือรสธรรมดา โดยซองบุหรี่มีสีเข้มหมายถึงรสธรรมดา ในขณะที่ซองบุหรี่ที่สีจางกว่า หมายถึงบุหรี่รสอ่อนเป็นการลดประสิทธิภาพของกฎหมาย ที่ห้ามใช้คำว่าไลท์หรือไมลด์
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บริษัทบุหรี่เปลี่ยนโทนสีซองบุหรี่ มาจากกฎหมายที่กำหนดให้ ต้องมีการพิมพ์คำเตือนเป็นรูปภาพบนซองบุหรี่ เพื่อลดความเด่นชัดของภาพคำเตือน สาเหตุที่สามมาจากการที่บริษัทบุหรี่พุ่งเป้าไปหาลูกค้าที่เป็นเพศหญิงมากขึ้น เพราะแนวโน้มทั่วโลก คือวัยรุ่นหญิงสูบบุหรี่กันมากขึ้นมากขึ้น ซองบุหรี่จึงถูกออกแบบให้มีสีสันหวานแหวว ดูเหมือนเครื่องประดับประจำตัวอย่างหนึ่ง
สาเหตุที่สี่ คือการที่บริษัทบุหรี่สวมวิญญาณโหด (ยิ่งขึ้น) ด้วยการปรุงแต่งกลิ่นบุหรี่ให้มีรสผลไม้ และรสขนมชนิดต่างๆ แล้วสีของซองบุหรี่ก็ทำให้สอดคล้องกับบุหรี่กลิ่นชนิดนั้นๆ เช่นบุหรี่รสผลส้มซองก็จะเป็นสีส้ม รสเชอรี่ซองก็จะเป็นสีแดง
ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบหลายๆ ประเทศ จึงตั้งวงปรึกษากันเพื่อที่จะผลักดัน ให้มีกฎหมายบังคับให้บริษัทบุหรี่จะต้องทำซองบุหรี่ให้เป็นพื้นที่ขาว ตัวอักษรชื่อยี่ห้อเป็นสีดำ ไม่ให้มีโลโก้ใดๆ ซองบุหรี่ลักษณะนี้ก็จะมีลักษณะของซองบรรจุยา คืออนุญาตให้พิมพ์ชื่อยาเท่านั้น ห้ามมีการเล่นลวดลายหรือโลโก้ใดๆ เรียกว่า "ซองบุหรี่มาตรฐาน"
ส่วนคำเตือนที่เป็นรูปภาพสี่สีนั้น ต้องบังคับให้พิมพ์เหมือนเดิม บริษัทบุหรี่ก็รู้ความเคลื่อนไหวนี้ พร้อมขู่ว่าลองกฎหมายอย่างนี้มาสิ จะนำเรื่องฟ้ององค์การค้าโลก
อยู่ญี่ปุ่นสามวันได้ดมกลิ่นบุหรี่ มากกว่าที่เคยดมมาหลายปีดีดัก ได้แต่หวังว่ามาเที่ยวหน้า จะได้พักห้องพักโรงแรมปลอดบุหรี่
.......................
คุณหมอประกิตน่าจะนำเรื่องเบาๆ แบบนี้มาเล่าสู่กันฟังอีก.








