กระแสการปฏิรูปประเทศไทยอาจจะถูกกระชับพื้นที่ไปจากหน้าข่าว โดยกระแสการเมืองเข้ามามีบทบาทตามสถานการณ์ปัจจุบัน แต่มิได้หมายความว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยชุดต่างๆจะหยุดทำงานไปด้วยนะครับ อย่างน้อยผมก็ได้เห็นได้อ่านข่าวความเคลื่อนไหวเปิดเวที เสวนา สัมมนาย่อย อภิปรายใหญ่ มากมาย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนระหว่างการศึกษาหาข้อมูล และระดมสมอง รวบรวมความคิดเห็นจากมุมมองต่างๆ
ผมเองก็ได้รับจดหมายสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอยู่เนืองๆ ครับ
ข้อมูลอะไรที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ในเชิงกว้าง และลึกลงไปในสายข่าวประเภทใด ผมก็จะส่งต่อไปยังโต๊ะข่าวต่างๆ เพื่อให้ทันการณ์ ส่วนข้อมูลใดที่สามารถเก็บไว้เล่าสู่กันอ่านโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแข่งกับเวลา ผมก็จะรวบรวมเก็บไว้ เพื่อนำมาไตร่ตรองและกรองความถูกต้องเหมาะสมก่อนนำเผยแพร่ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์
อาทิ จดหมายจาก คุณไสว สุนทร ฉบับนี้ที่สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย ผมเห็นว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะทุกเวทีของการเสวนาเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะไม่ยกประเด็น “คุณภาพคน” มาเป็นเครื่องชี้ประสิทธิผลในการขับเคลื่อนการปฏิรูป
เพราะคุณภาพคนจะดีได้ ก็ต้องเริ่มจากคุณภาพการศึกษาที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างคน
จดหมายจากคนที่สนใจต่อการปฏิรูปประเทศไทย มองเห็นว่า การที่เด็กไทยอ่านหนังสือไม่ออก อ่านภาษาไทยไม่คล่อง และเขียนภาษาไทยไม่ถูก เป็นปฐมเหตุที่ต้องเร่งแก้ไขและปฏิรูปโดยด่วน
...ปัญหาการศึกษาของไทยนั้น เกิดจาก อวิชชา กิเลส ตัณหา และอุปาทานในจิตใจของคน ทุกปัญหาเกิดจากคนที่โง่แกมหยิ่ง (คงที่โง่แล้วอวดฉลาดคิดว่า กูแน่ กูเก่ง กูถูก กูดี กูมีความรู้
สูง ใครแนะนำ กูไม่สนใจ) และคนที่ฉลาดแกมโกง ความโง่และความโลภในจิตใจของคนนี่แหละ
ที่ทำให้เยาวชน คนไทย อ่านหนังสือไทยไม่ออก อ่านไม่คล่อง อ่านและเขียนภาษาไทยไม่ถูก และทำให้เกิดปัญหาสารพัดในสังคมไทย และประเทศไทย ที่ยากแก่การแก้ไข คนไทยสังคม และประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่ความหายนะ ถ้าไม่ศึกษาปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาอย่างจริงจังต่อ
เนื่องตลอดชีวิต ไม่จัดสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้องดีงามตามหลักธรรมของศาสนา และไม่ตรากฏหมาย
ให้สอดคล้องกับหลักธรรมของศาสนา...
ผมมองว่าตรงประเด็นมากทีเดียว เพราะสังคมไทยในยุคไอแพด ไอพอต จี 3 ตลอดจน จี4 นี้ เห็นคนเก่งแล้วโกงเป็นเรื่องยอมรับได้...
มันอันตราย และหายนะชัดๆ แต่ก็มีการกล่าวอ้างว่านี่เป็นเสรีภาพในทางความคิด และนี่เป็นสังคมที่พัฒนาแล้วของประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการบริหารปกครอง
ข้อเสนอแนะของคนที่มองปัญหาการศึกษาอย่างทะลุปรุโปร่งดูเหมือนไม่แตกต่างจากหลายๆฝ่ายที่กังวลกับปัญหานี้ไม่น้อยกว่ากันนั่นก็คือ
ต้องปฏิรูประบบการเมือง การปกครอง การศึกษาใหม่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองจริงๆ ตามรัฐธรรมนูญ
แต่แนวคิดที่แหวกกว่าใคร เห็นจะเป็นการเสนอให้ตั้ง "สภาราษฎร์ร่วมรัฐพัฒนาการศึกษา" โดยระบุว่า สภานี้ประกอบด้วยข้าราชการและนักการเมืองในกระทรวงศึกษาธิการ คุณครู อาจารย์ทุกสาขาวิชาทุกระดับชั้น ทั้งของรัฐและเอกชน ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน พระสงฆ์ ผู้นำทางศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ตัวแทนประชาชนทุกสาขาอาชีพ
สภานี้มีหน้าที่กำหนดนโยบาย ร่างกฏหมาย กลั่นกรองกฏหมาย แก้ไขกฏหมาย ยกเลิกกฏหมายต่างๆของกระทรวงฯ อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง อนุมัติ อนุญาตการขออนุญาตต่างๆของประชาชน ช่วยส่งเสริม สร้างสรรค์ และพัฒนาการศึกษาให้คนไทยทุกคนมีความรู้ดี มีความประพฤติดี มีสุขภาพดี และมีเศรษฐกิจดี รวมทั้งเป็นผู้คัดเลือกหนังสือเรียนด้วย
"สภาราษฎร์ร่วมรัฐพัฒนาการศึกษา" ต้องตั้งทั้งในระดับกระทรวง ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล เพื่อเป็นการกระจายอำนาจ สภาการศึกษาที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และทำงานตามคำสั่งของรัฐมนตรีนั้นเลิกได้แล้ว เพราะนั่นไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ต้องเลิกระบอบประชาธิปไตยแบบเก่าที่ล้าสมัยเสียที
ครับ..นี่เป็นอีกหลากหลายความคิดเห็นที่เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ด้วยความคาดหวังว่ามันจะต้องดีกว่าเก่า..เช่นเดียวกัน ดังนั้น ใครจะมองว่า “ฝันกลางฤดูฝน” ก็ต้องบอกว่าเป็นอิสรภาพแห่งความคิด
สำหรับผมสะดุดใจมากเลย กับข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษา ว่าด้วยภาคการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาติ ที่ว่า เห็นทีเราต้องฝึกเด็กนักเรียนที่เป็นพุทธศาสนิกชนทุกคนให้เจริญสติ ฝึกสมาธิวิปัสสนาอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดชีวิตตั้งแต่ชั้นอนุบาล-อุดมศึกษา ฝึกหัดให้มีสติรู้ตัวอยู่กับทุกอิริยาบถในปัจจุบัน ไม่ให้ใจลอยไปนึกถึงเรื่องเกม เรื่องโทรทัศน์ ฯลฯ เมื่อจิตใจมีสมาธิรู้อยู่กับปัจจุบันที่กำลังอ่านหนังสือ การเรียนก็มีประสิทธิภาพ ความจำดี หัดปล่อยวางความพอใจ และความไม่พอใจทุกครั้งที่จิตใจคิดถึงเรื่องต่างๆ ให้เห็นการเกิด-ดับของความคิด(จิตใจ) เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งคน สัตว์ พืช และสิ่งของ ทั้งวัตถุและจิต ทั้งสสารและพลังงาน ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงสิ่งสมมุติที่เกิดจากธาตุ เซลล์ ฯลฯ มารวมตัวกันเป็นคน สัตว์ พืช สิ่งของ เมื่อแยกออกไปแล้วก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่เที่ยง มันต้องเปลี่ยนแปลงไป มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จึงเรียกว่าอนัตตา
คนก็ประกอบด้วยกายกับใจ หรือรูปและนาม ก็เป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน เมื่อโตขึ้นก็จะสามารถปล่อยวางได้ เมื่อผิดหวังก็ไม่ฆ่าตัวตาย ไม่ฆ่าคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ทุจริต คอรัปชั่น ไม่ประพฤติชั่ว ทั้งทางกาย วาจา และใจ
เอวัง..ด้วยประการฉะนี้ อยากเห็น อยากให้เป็นจริงๆครับ..ผมจะรอ
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








