"มาร์ค" ตอบรับแนวทางปรองดอง 5 ข้อของ "ปลอดประสพ" พร้อมตั้งโต๊ะหารือแกนนำเพื่อไทยทันทีหลังกลับจากจีน โฆษกประชาธิปัตย์แนะก้าวพ้นน้ำลาย "ตุ๊ดตู่-ทักษิณ" ขณะที่ "ปลอด" ยอมรับอาจมีคนไม่เห็นด้วย เตรียมขยายวงขายไอเดียให้ ส.ส. แดงพัทยาหูผึ่ง "เหลิม-ตู่" นำทีมปูเสื่อฟังโฟนอิน "ทักษิณ" พิสูจน์เสียงเป็นๆ ยังไม่ตาย
มีความคืบหน้าแนวทางปรองดอง 5 ข้อของพรรคเพื่อไทย ที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคนำเสนอ แต่หลายฝ่ายยังแสดงข้อกังวลเนื่องจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนของ พรรค และแกนนำคนเสื้อแดง ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวและพร้อมจะปลุกคนเสื้อแดงให้กลับมาชุมนุมอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเสนอแนวคิดนี้ต่อไป โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรค แถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ว่า แกนนำพรรคได้มีการพูดคุยกัน และเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ซึ่งในวันจันทร์และอังคารหน้าจะนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อ ประกาศต่อหน้า ส.ส.พรรคเพื่อไทยต่อไปในวันอังคารที่ 7 ก.ย. และจะกำหนดเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ส่วนรัฐบาล จะฟังหรือไม่ และจะทำอย่างไรต่อไปก็เป็นเรื่องของรัฐบาล
"ฝ่ายค้านเห็นว่าวันนี้ถ้ารัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องการ สมานฉันท์ พรรคเพื่อไทยก็จะใช้แนวทางนโยบายที่เป็นทิศทางของพรรคฝ่ายค้านใน การนำความสุขกลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง" รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
ทั้งนี้ แนวทางปรองดอง 5 ข้อที่พรรคเพื่อไทยเสนอนั้น ประกอบด้วย 1.พรรคเพื่อไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการพูดจาหารือ แลกเปลี่ยนความคิด และความเชื่อระหว่างกลุ่มที่มีความขัดแย้งกันอย่างสันติวิธี
2.พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าความสงบ สามัคคี และความเป็นชาติ จะกลับคืนมาได้ด้วยการที่ทุกฝ่ายให้อภัยซึ่งกันและกัน และตกลงว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เสมอภาคและมีความยุติธรรม โดยอาจจะพัฒนา จากคำพูดไปเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งจากในอดีตที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติก็ต้องแก้ไขด้วยรูปแบบ นี้
3.พรรคเพื่อไทยขอเชิญชวนให้ทุกหมู่เหล่าหลีกเลี่ยงและละเว้นจากการใช้ความ รุนแรง ไม่ว่าจะจากวาจา การกระทำ หรือการใช้กฎหมายที่เกินความเหมาะสม
4.พรรคเพื่อไทยขอน้อมถวายพระพรชัยมงคลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และให้ปวงชนทุกหมู่เทิดทูนถวายพระเกียรติ
5.พรรคเพื่อไทยหวังและเชื่อว่าจุดยืนและสัจจะวาจาของเราครั้งนี้ จะช่วยให้รัฐบาลและผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อความสงบได้คลายวิตก และเริ่มกระบวน การสมานฉันท์ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการศึกษาใดๆ ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อีก
"มาร์ค"พร้อมเจรจา
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคมีความยินดี ในขณะนี้พรรคมองว่าก้าวต่อไปคือการกระทำที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความขัดแย้งและป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งในสังคมก้าวไป สู่ความรุนแรงต่อไปในอนาคต โดยหากทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันปฏิเสธแนวทางการใช้ ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม การทำร้าย การยุยงให้ทำผิดกฎหมาย การจลาจล การก่อความวุ่นวาย และการก่อวินาศกรรม ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจครั้งใหญ่ว่าการเมืองสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้นได้จริง
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์เผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ แสดงความพร้อมที่จะหารือกับนายปลอดประสพหรือแกนนำคนอื่นๆ ของพรรคเพื่อไทยทันทีที่เดินทางกลับมาจากประเทศจีน (01.00 น.วันจันทร์) ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีการหารือเรื่องการเชิญชวนให้ร่วมรัฐบาลหรือเรื่องนิรโทษกรรม ตามที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมากล่าว แต่เป็นการรับฟังข้อห่วงใยต่างๆ ต่อสถานการณ์บ้านเมือง
"หากพรรคเพื่อไทยแสดงเจตจำนงที่จะกระทำตามแถลงการณ์นั้น ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณและสร้างความมั่นใจที่จะเห็นประเทศชาติก้าวพ้นวิกฤติ ได้"
ส่วนกรณีที่นายจตุพรแสดงความไม่เห็นด้วย และอ้างว่าแถลงการณ์นั้นเป็นความเห็นของนายปลอดประสพนั้น นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ตนเห็นว่าสังคมไม่ต้องมองว่าความคิดเห็นของนายจตุพรจะเป็นอุปสรรค เพราะยังมีบุคลากรฝ่ายค้านที่มีความเห็นสอดคล้องกับนายปลอดประสพอยู่ ซึ่งพรรคถือว่าเรื่องดังกล่าวสามารถเดินหน้าไปได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอ บุคคลอื่น อาทิ นายจตุพรหรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เห็นชอบก่อน
เขาชี้ว่าในทางกลับกันอาจจะถือได้ว่าความคิดเห็นของคนอย่างนายจตุพร ก็เป็นความเห็นส่วนตัวของนายจตุพร ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อประโยชน์ส่วนรวมที่ ต้องการเห็นบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ดังนั้นขณะนี้ก็ถือว่าเป็นการรอการติดต่อประสานงานจากทางพรรคเพื่อไทยเท่า นั้น
นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า เศรษฐกิจยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอก เช่น เรื่องการเมือง ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งสัญญาณความปรองดอง ฟื้นคืนความเชื่อมั่น แต่ยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทาง เศรษฐกิจ ได้แก่ การเคลื่อนไหวของอดีตแกนนำ นปช. การให้ข่าวของฝ่ายค้าน ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยและนักลงทุน
อาทิ การสร้างข่าวเรื่องอำนาจทางการเมืองใหม่จะก่อวินาศกรรมในการขนส่งมวลชน แต่ จากการตรวจสอบก็ไม่เป็นความจริง หรือการที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย พยากรณ์ว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเป็นการวิเคราะห์ที่ปราศจาก มูลเหตุหรือหลักฐานยืนยัน แต่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทย และตนขอยืนยันว่าจากการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวไม่มีมูลแต่อย่างใด พร้อมกับอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคับประคอง สร้างบรรยากาศที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย
ตีปากปูดข่าวปฏิวัติ
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าการปูดข่าวเรื่องปฏิวัตินายสุรพงษ์ต้องการ หรือหวังผลการเมืองอย่างไร เพราะประเด็นดังกล่าวไม่ใช่แนวทางของการปกครองของระบอบประชาธิปไตยและ สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ที่ก้าวพ้นกระแสกระปฏิวัติรัฐประหารมาแล้ว เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ใช่คำตอบของสังคม บทเรียนการปฏิวัติเมื่อ 19 ก.ย. 2549 ก็น่าจะเป็นบทเรียนที่ให้คำตอบต่อสังคมไทยแล้วว่าสุดท้ายการเมืองต้องกลับไป สู่ระบอบการเลือกตั้งที่มาจากประชาชน และเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ดังนั้นการการปูดข่าว พล.อ."ป." และสำทับด้วยการร่างรัฐธรรมนูญไว้รองรับนั้น น่าจะเป็นการพูดเพื่อหวังผลทางการเมืองเพื่อให้เกิดความหวาดระแวงภายในกัน เองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและกองทัพ
"หากดูสถานการณ์การเมืองเวลานี้ ไม่มีสัญญาณใดที่บ่งบอกถึงการปฏิวัติรัฐ ประหารแม้แต่น้อย เพราะความสามัคคีในพรรคร่วมยังเป็นปึกแผ่น การโยกย้ายในกองทัพก็เป็นไปตามขั้นตอนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่ง ผบ.มทบ.คนใหม่ ที่มีภาวะผู้นำเป็นที่ยอมรับของทหารในกองทัพทุกคน จึงไม่อยากที่จะให้คนในพรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองในลักษณะ ที่ทำให้สังคมตื่นตระหนก"
เขาบอกว่า การอ้างเอาความเปลี่ยนแปลงในเดือน ต.ค.จากความเห็นของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ก็เป็นข้อสรุปได้แล้วว่าเป็นแค่ความเพ้อฝันของบุคคลคนหนึ่งที่ต้องการเข้า สู่อำนาจในช่วงบั้นปลายชีวิต จึงพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ
โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า อีกสาเหตุที่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในเดือน ต.ค.ของคนในพรรคเพื่อไทย ก็เพียงหวังผลสร้างขวัญกำลังใจและปลุกปลอบใจกันเองภายในพรรค ท่ามกลางกระแสลูกพรรคตีจากชนิดเลือดไหลออกไม่หยุด เกิดความแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า จึงจำเป็นต้องหาวิธีการดึงดูดมัดใจโดยการเอาภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณมาผูกมัดสมาชิกพรรคโดยมีการเรียกร้องให้คนในตระกูลชินวัตรเข้า มาบริหารจัดการดูแลท่อน้ำเลี้ยงให้ ส.ส. แม้แต่กระแสข่าวล่าสุดที่ ส.ส.เพื่อไทยเรียกร้องให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการประสานภารกิจของพรรคเพื่อไทย โดยมีหน้าที่ดูแล ส.ส.แทน ก็ล้วนแต่เป็นวิธีการสร้างข่าวเพื่อมัดใจ ส.ส.ไม่ให้ตีจากพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น
"เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับแนวทางที่พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ 5 ข้อ คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยควรจะมีมาตรการควบคุมการให้ข่าวของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกและสร้างความสับสนต่อสังคมและสาธารณชน เพราะหากว่าไม่สามารถบังคับให้ ส.ส.ทำตามแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศ ต่อสังคมได้ แถลงการณ์ดังกล่าวก็เป็นแค่เศากระดาษกับลมปากที่หวังผลแค่การ ชิงพื้นที่ข่าวเท่านั้น" นายเทพไทกล่าว
"ปลอด"ตอบรับเจรจา
วันเดียวกันนี้ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นต่อท่าทีตอบรับของนายอภิสิทธิ์ว่า ถือเป็นพระคุณอย่างสูง ตนจะได้เตรียมตัวคุยกับท่าน หากมีการนัดหารือกันคงจะมีแกนนำพรรคเพื่อไทย 2-3 คนร่วมด้วย แต่เชื่อว่าคงเป็นการคุยธรรมดาในวงกว้างมากกว่า ไม่มีเงื่อนไขอะไร
"ความจริงผมกับท่านนายกฯ ก็รู้จักกันดี อย่างไรก็ตามจะหารือกันจริงหรือไม่ แค่ไหนอย่างไร ตั้งโต๊ะทางการขนาดไหน ก็อยู่ที่นายกฯ จะตัดสินใจ พรรคเพื่อไทยยินดีเสมอ เราเชื่อมั่นว่าแนวทางที่เสนอไปเป็นประโยชน์ต่อทุก ฝ่าย และทุกคนก็คิดเหมือนกันๆ"
นายปลอดประสพกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวยอมรับว่าขณะนี้อาจจะทราบกันแค่กลุ่มผู้นำของพรรคเพื่อ ไทย ดังนั้นก็จะค่อยๆ ขยายผลเพิ่มเติมให้ ส.ส.ของพรรครับทราบมากขึ้น และจะดำเนินไปในเป็นรูปแบบที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก ทั้งนี้ในเบื้องต้นอาจมีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยบ้าง ตนก็เห็นใจและเข้าใจความรู้สึก จะให้เห็นด้วยปุบปับทันทีคงไม่ได้ แต่เชื่อ มั่นว่าสิ่งที่เสนอไปเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือเสื้อสีใดก็ตาม
ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแถลงการณ์เสนอแนวทางปรองดอง 5 ข้อว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพราะการปรองดองต้องมาจากทั้ง 2 ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง การปรองดองสามารถมาจากฝ่ายที่ถูกกระทำได้ แต่ปัญหาของการปรองดองนั้น ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์บอกว่าจะปรองดองกับประชาชนทั่วไปฝ่ายเดียว แต่ท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อแนวทางปรองดองที่เพื่อไทยเสนอดูตอบรับมากขึ้น แต่ก็มีเงื่อนไขว่าพรรคเพื่อไทยต้องตัดขาดจากเสื้อแดงอย่าเด็ดขาด ซึ่งตนคิดว่านายกฯ คงไม่พูดขนาดนั้น เพราะพรรคการเมืองทุกพรรคมีสิทธิสนับสนุนการเคลื่อนไหวที่ ถูกต้อง อย่างไรก็ตามการปรองดองจำสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความจริงใจของทั้งสอง ฝ่าย
ถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าจะปรองดองต้องให้นายจตุพรหยุดเคลื่อนไหว นายจาตุรนต์ตอบว่า นายสุเทพชอบใช้คำพูดว่าฝ่ายหนึ่งยื่นเท้าฝ่ายหนึ่งยื่นมือ เป็นสิ่งที่นายสุเทพชอบใช้มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แต่การแสดงความเห็นขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง เพราะแม้จะปรองดองแต่ฝ่ายค้าน ก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ วิจารณ์รัฐบาลต่อไป แต่สองฝ่ายควรลดการพูดใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่อยู่บนพื้นความเป็นจริง
"รัฐบาลต้องไม่ทำให้อยู่ในสภาพแพ้ชนะให้ได้ ผู้ผิดไม่ต้องติดคุก แต่ผู้แพ้ต้องติดคุก ไม่สนใจว่าจะเกิดความยุติธรรมหรือไม่ แต่ต้องทำให้แพ้ ไปข้างหนึ่ง รัฐบาลปล่อยให้เสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกไม่ได้ เพราะถ้าเสื้อแดงถูกจะมีคนในรัฐบาลหลายคนต้องติดคุก ถ้าเดิมพันด้วยชีวิตกันอย่างนี้ จะไม่เกิดการปรองดอง แต่ต้องทำให้เกิดความยุติธรรม ให้อภัยบนพื้นฐานความถูกต้อง"
ซักว่าการปรองดองต้องนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่ อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทย รักไทยตอบว่า ไม่สามารถแสดงความเห็นเรื่องนี้ได้ เพราะมีส่วนได้เสียเนื่องจากถูกตัดสิทธิเพิกถอนทางการเมือง แต่การจะทำให้สังคมเดินไปข้างหน้า จะมุ่งให้ตายกันไปข้างหนึ่ง สังคมไปไม่รอด รัฐบาลต้องฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายด้วย
ส่วนกรณีเรื่องสถาบัน ที่ผ่านมาเป็นเพียงการใส่ร้าย ปลุกระดมให้คนเกลียดชัง แต่ไม่มีการดำเนินคดี ควรเลิกใช้สถาบันเป็นเครื่องมือโจมตีทางการ เมือง เพราะทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบัน รัฐบาลควรมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างเหมาะสม ควรมีตั้งโต๊ะพูดคุยภายใน โดยมีคนกลางมาร่วมหารือ และสามารถนำบทเรียนการแก้ปัญหาจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสม ไม่ควรพุ่ง เป้าไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว เพราะจะกลายเป็นความขัดแย้งบานปลายไม่สิ้นสุด เมื่อ แต่ละฝ่ายแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการปรองดอง แต่ละฝ่ายต้องปรับให้มีเอกภาพ เพราะเป็นปัญหาเดิมคือรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ใช้คนส่วนหนึ่งเจรจา แต่ฝ่ายความมั่นคงไม่รู้เรื่องด้วย ส่วนเสื้อแดงก็พูดสวนทางกัน และระหว่างสองฝ่ายให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น
ค้านต่ออายุ พรก.ฉุกเฉิน
นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพเตรียมต่ออายุ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินในเขต กทม.และปริมณฑลออกไปอีก 3 เดือนว่า ไม่เห็นด้วยที่จะต่ออายุ เพราะขณะนี้ถือว่าสถานการณ์บ้านเมืองสงบแล้ว ไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤติเหมือน ที่ผ่านมา การที่มีกลุ่มคนออกมาประท้วงรัฐบาลบ้างเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลอย่าทำให้ความถูกต้องของระบอบประชาธิปไตยบิดเบือนไปโดยการใช้ กฎหมายมาคุมไว้
เขาบอกว่า ล่าสุดได้ไปศึกษาดูงานที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน คนที่นั่นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประเทศไทยน่ากลัวมาก พวกเขาหวาดวิตกไม่กล้าเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งตนได้พยายามชี้แจงและอธิบายให้เข้าใจว่าไม่เป็นอย่างที่คิดแต่พวกเขาก็ ไม่เชื่อ ตนจึงเห็นว่าหากรัฐบาลยังต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกจะยิ่งส่งผลเสียต่อประเทศไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตามตนอยากบอกรัฐบาลว่าการที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดที่คิงเพาเวอร์หรือยิงเอ็ม 79 ที่สถานีเอ็นบีที หากรัฐบาลเข้มงวดในการใช้กฎหมายอาญา เชื่อว่าสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ได้แน่นอน ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะจะยิ่งทำให้บรรยากาศต่างๆ เสียไป
"รัฐบาลอ้างว่าตั้งใจใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อต้องการให้บ้านเมืองสงบเหมือนเดิมนั้น ผมบอกเลยว่าเป็นไป ไม่ได้แล้ว เพราะมันเลยจุดนั้นมามาก อีกทั้งไม่ได้ผลอย่างที่รัฐบาลตั้งใจ แน่นอน"
นายดิเรกกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอปรองดอง 5 ข้อเห็นด้วยที่ทั้งสองฝ่ายอยากสร้างความปรองดอง สร้างความสงบให้กับประเทศ ว่าหากทำได้จริงอย่างที่พูดไว้ทั้งสองฝ่ายจะดีมาก ตนขอเพียงทั้งสองฝ่ายอย่า พูดแค่หวังผลทางการเมือง อย่าเล่นเกมแสดงลิเกให้ชาวบ้านดูไปวันๆ แต่ขอให้เปิดการเจรจากันจริงๆ เพื่อบรรยากาศบ้านเมืองจะดีขึ้น
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี ถ้าทำอย่างนั้นได้จริงก็เกิดความปรองดองแน่ ส่วนท่าทีของฝ่ายรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธนั้น ตนเห็นว่าอย่าไปตั้งแง่ใส่กัน เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะปรองดอง เราไม่สามารถทำให้เกิดการปรองดองกันได้หมด แต่ก็เห็นด้วยกับแนวทางที่พรรค เพื่อไทยเสนอ ขนาดองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ยังสนับสนุนให้เกิดการปรองดองในบ้านเรา
ถามว่า แต่ทั้งสองฝ่ายยังออกมาตอบโต้กันอยู่ แล้วจะเกิดการปรองดองได้อย่างไร ประธานวุฒิสภาตอบว่า ทุกฝ่ายต้องเลิกพูดจากกระแนะกระแหนกัน ดูตัวอย่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เด็กๆ ยังมีเสียงสะท้อนออกมาว่าบรรยากาศในสภาที่ขัดแย้งกันเป็นสิ่งไม่ดี อย่างไรก็ตามขณะนี้เห็นว่าความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว ถ้าทุกฝ่ายอดทนอดกลั้นก็จะฝ่าวิกฤติไปได้
นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ทาง ศอฉ.กำชับให้ทางกระทรวงมหาดไทยและ กทม.ดูแลพื้นที่โดยใช้มาตรการเชิงรุกผ่านมวลชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติใน การเฝ้าระวังสถานการณ์ 464 จุดที่เกรงว่าจะเกิดเหตุวินาศกรรมขึ้นได้ว่า ในส่วนของพื้นที่ กทม.ถือเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทาง กทม.จะไปควบคุมสถานการณ์ เพราะหากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรักษาความสงบ
ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยได้มีการจัดแผนควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่เกิดเหตุในช่วง เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีกลุ่มเสี่ยงก่อความไม่สงบขึ้นนั้นเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อยู่แล้ว ขณะนี้ยังไม่มีพื้นที่ใดน่าเป็นห่วง
นักโทษโฟนอิน
เมื่อถามว่า กรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่จะโฟนอินเข้ามายังพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี คาดว่าจะมีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายมานิตกล่าวว่า เพิ่งจะทราบข้อมูลจากผู้สื่อข่าว แต่เข้าใจว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะทางผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีจะสามารถดูแลจัดการได้
ส่วนนายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้สั่งการให้ทางหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัด ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ควบคุมดูแลสถานการณ์ไม่ให้เกิดความไม่ สงบขึ้น จากการข่าวได้รับรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินในช่วงเวลา 22.00-23.00 น. โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย, นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะขึ้นเวทีปราศรัยในการระดมทุน โดยมีการขายของที่ระลึกและเก็บค่าเข้างานคนละ 100 บาท เพื่อหาทุนสนับสนุนในกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงต่อไป
เวลาประมาณ 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินท่ามกลางคนเสื้อแดงร่วมหมื่นคนว่า ดีใจที่ได้เจอคนเสื้อแดง ขอบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย
"ผมเหมือนหนูตัวหนึ่งที่โดนไล่ออกนอกประเทศ แต่ยังมีหนูอีกหลายตัวอยู่ในประเทศ ต้องช่วยกันสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้กลับ มาเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้" อดีตนายกฯ ปลุกคนเสื้อแดง








