เปลว สีเงิน

Thursday, 5 December, 2013 - 00:00

คำตอบ 'ประเทศไทย' วันนี้

   ค่ำวาน (4 ธ.ค.) จะรีบไปดูไฟวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ที่ถนนราชดำเนิน แถวๆอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพราะร่ำลือกันนักหนาแต่บ่ายว่า มหาชนราชดำเนิน นอกจากเป็นอารยชนขัดขืนแล้ว ยังเป็นอารยชนขัดพื้นเก่งด้วย
    ได้ขัดถูพื้นถนนราชดำเนินสะอาดเอี่ยมปานห้องหอ เพื่อจัดงานจุดเทียนถวายพระพร "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ตอนหัวค่ำที่ ๕ ธันวา คือวันนี้
    ฉะนั้น วันนี้ไม่มีอะไรคุย ขอเอาเวลาคุยรีบไปสำรวจเส้นทางล่วงหน้า เพื่อเล็งทำเลร่วมยืนจุดเทียนถวายพระพร
    ฉะนั้น จะโอ้เอ้คุยเหมือนทุกวันไม่ได้ ต้องรีบไป มืดค่ำนัก เดี๋ยวคนแก่คลำทางกลับผิดบ้าน ชักแหง็กๆ แน่!
    พอดี คุณ nongnapas tapasanant อีเมล์ข้อความข่าวมาให้อ่าน เข้าใจว่านำมาจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เป็นเรื่องที่ทุกคนควรอ่าน เป็นข้อมูลเติมช่องว่างความเข้าใจ "โลกภายนอก" กับ "โลกภายใน" ของเรา
    ขออนุญาตนำเผยแพร่ต่อ ขอให้เราทั้งหลายตั้งใจอ่านและค่อยๆ ลำดับเรื่องราว คาร์ไลล์+ทักษิณ+รัฐบาลยิ่งลักษณ์  = ท่าทีสหรัฐต่อมหาประชาชนปฏิวัติ 
    บนคำว่า "ผลประโยชน์ร่วม" เราจะเห็น คนขายชาติ กับ มหามิตรสามานย์ เด่นชัดขึ้น!
    นักวิจัยต่างชาติเทียบชุมนุมไทย-ยูเครน
     แอคทิวิสต์โพสต์-นักค้นคว้าวิจัยทางการเมืองชาวสหรัฐเขียนบทความลงบนเว็บไซต์แอคทิวิสต์โพสต์ เปรียบเทียบการประท้วงในยูเครนและไทย ระบุจุดยืนของชาติตะวันตกต่อเรื่องนี้ไร้มาตรฐานอย่างชัดเจน
    โดยจะมองว่าการชุมนุมเป็นเรื่องดีก็ต่อเมื่อตนเองมีส่วนได้ประโยชน์เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับหลักนิติรัฐหรือประชาธิปไตยตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด
      ในบทความเรื่อง A Tale of Two Protests: Ukraine and Thailand นายโทนี คาตาลัคซี นักค้นคว้าวิจัยทางการเมืองและนักเขียนชาวอเมริกา รวมทั้งยังเป็นนักวิจัยภูมิศาสตร์ทางการเมือง เกริ่นว่า
    ในขณะที่ชาติตะวันตกแสร้งแสดงบทบาทสนับสนุนผู้ประท้วงฝ่ายสนับสนุนอียูในยูเครน แต่อีกด้านหนึ่งก็กลับตำหนิผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลไทยที่ได้รับการหนุนหลังจากอเมริกา ทั้งที่ทั้งสองก็มีพฤติกรรมแบบเดียวกัน
    นายโทนีระบุว่า เมื่อมีคำถามว่าการประท้วงแบบไหนเป็นสิ่งดี บางคนอาจวัดกันที่วัตถุประสงค์ แต่ความเป็นจริงแล้วในส่วนของพวกชาติตะวันตก การประท้วงจะเป็นเรื่องดีก็ต่อเมื่อการชุมนุมนั้นรับใช้ผลประโยชน์ของพวกเขา
    ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การประท้วงที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครนและไทย ซึ่งผู้ชุมนุมต่างก็พยายามบุกยึดอาคารราชการและเตรียมการขยายขอบเขตไปยังหน่วยงานอื่นที่ยังไม่สามารถยึดได้ ด้วยต่างมีเป้าหมายขับไล่รัฐบาลของประเทศตนเอง
    ทว่าชาติตะวันตกกลับบอกว่าอันหนึ่งดีเลิศ ส่วนอีกแห่งไม่ใช่การชุมนุมอย่างสันติ
    รางวัลโนเบลสำหรับผู้ประท้วงยูเครน
       บทความของนายโทนี อ้างถึงกรณีมีผู้ประท้วงราว 10,000 คนรวมตัวกันชุมนุมต่อต้านการตัดสินใจทิ้งข้อตกลงประวัติศาสตร์อันจะนำไปสู่การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป  (อียู) ของรัฐบาลเมื่อวันเสาร์ (30 พ.ย.)
    เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการปราบปรามผู้ประท้วงของตำรวจปราบจลาจลหนึ่งวันก่อนหน้านี้ ที่เป็นผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายและหลายคนถูกจับกุม
          สถานทูตสหรัฐประจำกรุงเคียฟ รัฐบาลสหรัฐประณามปฏิบัติการของตำรวจ โดยเรียกว่าเป็นการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ขณะที่ทางกระทรวงการต่างประเทศอเมริกา ก็ระบุในถ้อยแถลงเวลาต่อมาว่า
    "เราเรียกร้องเหล่าผู้นำของยูเครน เคารพต่อสิทธิการแสดงออกและการชุมนุม เราเรียกร้องรัฐบาลยูเครน สนับสนุนสิ่งแวดล้อมทางบวกสำหรับประชาสังคมและเพื่อปกป้องสิทธิของชาวยูเครนทุกคนในการแสดงมุมมองต่ออนาคตของประเทศในแนวทางที่สร้างสรรค์และเป็นไปอย่างสันติในกรุงเคียฟ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ความรุนแรงและการข่มขู่ไม่ควรเกิดขึ้นในยูเครน ณ วันนี้"
       นายโทนีตั้งข้อสังเกตในบทความว่า เสียงชื่นชมจากฝั่งสหรัฐมีออกมา แม้ว่าผู้ประท้วงชาวยูเครนทั้งจุดไฟเผาและใช้รถแทรกเตอร์ ในความพยายามทลายแนวกั้นของตำรวจ รวมทั้งได้ปิดกั้นถนนสายหลักที่มุ่งสู่อาคารที่ทำการของรัฐบาล ขวางข้าราชการเข้าทำงาน ซึ่งเรื่องราวนี้ก็พบเห็นตามสื่อหลักต่างๆ
     การชุมนุมที่แย่ของไทย
       ในทางกลับกัน นายโทนีบอกว่า สหรัฐก็ประณามอย่างโต้งๆ ต่อการประท้วงต่อต้านระบอบทักษิณ และรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า "รุนแรง" และบอกว่า
    "การบุกยึดหน่วยงานราชการหรือเอกชนเป็นที่ยอมรับไม่ได้ในแนวทางของการคลี่คลายความแตกต่างทางการเมือง"
    นอกจากนี้แล้ว ในขณะที่ชาติตะวันตกเรียกมาตรการปราบจลาจลของยูเครนว่า "ความรุนแรง"
    แต่อีกด้านหนึ่งสื่อจากชาติตะวันตก กลับไม่พาดพิงคำว่า "การปราบปรามรุนแรง" ในแบบเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย
    ทั้งที่เมื่อมองดูแล้ว รัฐบาลไทยก็ใช้วิธีการเดียวกับรัฐบาลยูเครนในการควบคุมฝูงชน
       ทำไมชาติตะวันตกถึงปกป้องรัฐบาลไทย
       รัฐบาลของทักษิณและยิ่งลักษณ์ ได้รับการหนุนหลังจากชาติตะวันตกมานานเกือบทศวรรษ โดยเฉพาะในส่วนของทักษิณนั้น ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับตะวันตกเริ่มต้นขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่งในปี 2001 ด้วยซ้ำ
    นายโทนีอ้างข้อเขียนของ "นายทนง ขันทอง" จากหนังสือพิมพ์ "เดอะเนชัน" ระบุว่า ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก นายทักษิณได้พยายามแสวงโอกาสการลงทุนในวอลล์สตรีทและลอนดอน ควบคู่กับการไต่เต้าทางการเมือง โดยคาร์ไลล์กรุ๊ปเคยตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษากลางปี 1998
    นอกจากนี้ ยังเคยพยายามใช้สายสัมพันธ์กับอเมริกาส่งเสริมภาพพจน์ทางการเมืองในช่วงที่เขาก่อตั้งพรรคไทยรัก ไทย เขาเชิญ "บุช-ผู้พ่อ" มาเยือนกรุงเทพฯ บอกว่าภารกิจของเขาคือ
    "เป็นพ่อสื่อระหว่างกองทุนจากสหรัฐกับธุรกิจไทย"
    เขายังเชิญ เจมส์ เบเกอร์ เดอะเติร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในยุคจอร์จ บุช มาเที่ยวไทยเมื่อเดือนมีนาคมปีนั้นด้วย
    เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีปี 2001 ทักษิณเริ่มตอบแทนการสนับสนุนจากผู้อุปถัมภ์ชาวตะวันตกของเขา ในปี 2003 เขาส่งทหารไทยไปอิรักทั้งที่กองทัพและประชาชนคัดค้าน
    เขายังอนุญาตให้ CIA ใช้ไทยในโครงการส่งผู้ร้ายข้ามรัฐอย่างลับๆ ในปี 2004 นอกจากนี้แล้ว ทักษิณยังได้ผลักดัน FTA สหรัฐ-ไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากสภานักธุรกิจอาเซียน-สหรัฐอเมริกาโดยไม่ผ่านรัฐสภา
    และหลังถูกรัฐประหารปี 2006 ทักษิณก็ยังเป็นที่รักของสื่อตะวันตก อันเป็นผลจากสายสัมพันธ์กับบริษัทล็อบบี้ชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐ ที่ยกเขาเป็นบุรุษของประชาชนที่ต่อสู้กับชนชั้นนำในกรุงเทพฯ
       ทั้งนี้ สภานักธุรกิจอาเซียน-สหรัฐอเมริกาที่สนับสนุน FTA สหรัฐ-ไทย เมื่อปี 2004 ประกอบด้วยตัวแทนบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น 3 เอ็ม, ไอบีเอ็ม, โบอิง, ซิตีกรุ๊ป, เจเนอรัล อิเล็กทริก, ล็อกฮีด มาร์ติน, เชฟรอน, ฟิลิป  มอร์ริส ฯลฯ รวมถึงสถาบันการเงินอย่างโกลด์แมน แซค และเจพี มอร์แกน
      นายโทนีปิดท้ายว่า เป็นที่ชัดเจนว่า ชาติตะวันตกได้ลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรอย่างมหาศาลไปกับระบอบทักษิณ  และการประณามผู้ประท้วงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็เป็นแค่ความพยายามปกป้องการลงทุนของตนเอง
    ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหลักนิติรัฐหรือประชาธิปไตยแม้แต่น้อย.
    ครับ...นี่คือสันดานแท้จริงของสหรัฐที่เรียกตัวเองว่า "มหามิตร" คาร์ไลล์ ก็คือ ธุรกิจของกลุ่มทุนครองโลกในองค์การ CFR ที่ผมเคยนำมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ นั่นแหละ
    เป้าหมายของ CFR คือ ควบคุมทุกประเทศในโลกอยู่ในอาณัติ เรียกว่า New World Order คำสั่งเดียวคลุมทั้งโลก บนความเป็น
    "รัฐบาลโลก"!
    เพราะอย่างนี้ ขณะที่ไอ้รัฐบาลเถื่อนทักษิณ มันสั่งตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่ประชาชนทั้งวัน-ทั้งคืน แทนที่สหรัฐจะประณามรัฐบาล
    "เจน ซากี" โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ กลับแถลงเมื่อ 2 ธ.ค. ตามเวลาในสหรัฐว่า....
    " ...........สหรัฐขอประณามการใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง"!?
    ทีนี้ รู้กันแล้วใช่มั้ย ทำไมนังยิ่งลักษณ์ ถึงยโส-โอหัง ยักไหล่ เบะปาก...ชั้นไม่แคร์
    และก็ควรรู้ซะด้วยว่า ทหารน่ะ เขามีรัก ๓ เส้า "ยิ่งลักษณ์-ประชาชน-สหรัฐ" สถานการณ์วันนี้ ยากที่จะโยนพวงมาลัยให้เส้าไหน ก็เลยโยนให้เส้าที่ ๔ "ประเทศไทย"
    หมดเรื่อง-หมดราว!