Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

กินเพื่ออยู่


สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ

ตอนนี้มีเมืองนอกกำลังสู้กับภัยธรรมชาติ ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ โคลนถล่ม พายุฝน น้ำท่วม แต่เมืองไทยของเรากำลังร้อนได้ที่ นี่ขนาดยังไม่ถึงวันที่ 14 มีนาคม ที่จะเป็นวันแดงเดือดหรือไม่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

วันนี้สมาชิก "พรพิรุณ" ยกมือขออภิปรายถึงการกินอยู่แบบไทยๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินว่า กินอย่างไรถึงจะห่างไกลโรค

เรียน ท่านประธานท้วม

วันนี้ขอเล่าเรื่องโรคที่เกิดจากการ "กิน" มาสู่กันฟัง

ได้เห็นข้อเขียนของท่านสมาชิกบางท่าน เล่าว่าป่วยเพราะไปกินที่โน่นที่นี่ตามความปรารถนาดีของบุตรหลาน ที่พยายามเอาอกเอาใจ เพราะคิดว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ทำงานหนัก สร้างมรดกหลักฐานให้ลูกหลาน ควรจะตอบแทนอย่างที่สุด

นั่นคือความคิดที่แสดงถึงความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณธรรมของมนุษย์ แต่บางทีความ

กตัญญูนั้นมันสวนทางกับความเป็นอยู่จริงๆ

เอาตั้งแต่ข้อแรก

(1) ทำห้องติดเครื่องปรับอากาศอย่างดี ให้อยู่อย่างเย็นฉ่ำสุขสบาย นั่นก็คือทำให้ผิวหนังไม่มีอากาศหายใจเลย เหงื่อไม่ออก การที่เหงื่อออกนั้นเป็นการทำงานที่ดีของธรรมชาติ เพราะเหงื่อนั้นเป็นการระบายสิ่งหมักหมมต่างๆ ในตัวออกไป

ดูคนชนบทเขาแข็งแรง เพราะใช้แรงงาน ทำงานแบบอาบเหงื่อต่างน้ำ เดินด้วยเท้าไปทำงานในท้องไร่ท้องนา คือการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยม

(2) อาบน้ำอุ่นจัดทำให้อุณหภูมิในตัวปรับเปลี่ยนกะทันหัน ดูคนบ้านนอกที่แม้แต่จะเป็นหน้าหนาว ก็ยังอาบน้ำในคลองที่ข้างล่างใต้ผิวน้ำเย็นเจี๊ยบ ขึ้นจากน้ำมายืนตัวสั่นร้องเสียงสั่นว่า "ปีนี้ไม่หนาว-ว-ว-ว" โดยมีผ้าขาวม้าผืนเดียวห่มตัวอยู่

เมื่ออากาศภายนอกเย็น ร่างกายจะพยายามปรับตัวเองให้อุ่นขึ้นให้ได้ระดับที่อยู่ได้ โดยจะใช้ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังออกมา ยกเว้นไปประเทศที่มีองศาเป็นลบนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องใช้เครื่องนุ่งห่มปกป้องตัวเอง แต่เมืองไทยยังไม่เคยมีอากาศแบบนั้นเลย

(3) อาหารการกิน ยิ่งกินดีอยู่ดีเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นโรคมากเท่านั้น เนื้อสัตว์ต่างๆ มีพิษ บางชนิดในตัวของมันเอง ในเลือด ในมันสมองของมัน

ดังจะขอยกตัวอย่าง คุณนิตยา ลักษณวิสิษฐ์ เจ้าของน้ำพริกนิตยา เธอแข็งแรง แต่ครั้งหนึ่งเธอก็ป่วยจนไม่รู้จะทำอย่างไร สิ้นท่าเข้าจริงๆ ก็อธิษฐานจิต "งดเนื้อสัตว์" นี่แหละตรงเป้าเลย เมื่องดเนื้อสัตว์ก็ไม่มีโรค การรับประทานแต่ผัก (ยกเว้นผักพวกมีสารพิษเร่งความเจริญเติบโตของผัก)

เคยได้ยินพระสงฆ์บางรูปท่านเล่าว่า "มนุษย์นั้นข้างบนเขาออกแบบร่างกายมาให้กินผัก

เป็นอาหาร แต่พอมาได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์ก็ติดอกติดใจเลิกไม่ได้ จึงเป็นสารพัดโรค"

ก็ได้เรียนถามท่านว่า "ท่านทราบได้อย่างไร ว่าเขาออกแบบร่างกายคนมาให้กินแต่ผัก"

ท่านก็ตอบว่า "อ้าว...โยม สัตว์ทุกตัวแม้แต่หมามันก็มีเขี้ยวที่แข็งแรงไว้ต่อสู้และฉีกกินเนื้อสัตว์ทั้งนั้น แต่คนไม่มี มีแต่ฟันกรามล่างบนไม่กี่ซี่เพื่อใช้บดอาหาร คนบางคนมีเขี้ยวเล็กๆ แต่เพื่อเพียงให้ดูแปลกกว่าคนอื่น ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นในการกินเลย"

ทุกวันนี้ตัวเองก็ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ไปหลายส่วนแล้ว เนื้อวัว เนื้อควาย เลิกมาหลายสิบปีแล้ว เหลือแต่เนื้อหมูก็กินน้อยมาก กินผักรวมถึงเห็ดต่างๆ บางครั้งก็มีคนติงเรื่องเห็ด บอกว่าเห็ดนั้นเพาะจากเชื้อรา ก็คงจะจริงเคยไปดูฟาร์มเพาะเห็ดมา

เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากมีโรคต่างๆ เช่น เกาต์นั้นเกิดจากกรดยูริก มีในผักบางชนิด เช่น แตงกวา ผักกาดหอม ยอดผักต่างๆ ที่มีกลิ่น เช่น กระถิน ชะอม สะตอ กระเฉด ยอดผักบุ้ง ฯ

การลด ละ เลิก อาหารบางชนิด ทำให้ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ เลย ตั้งแต่เกิดมาก็ชอบที่จะเก็บผักริมรั้วบ้านพักนายทหารของพ่อ ผัดบ้าง ต้มบ้าง แกงบ้างมาโดยตลอด เพราะเป็นลูกคนโตมีน้องหลายคน ต้องทำกับข้าวเองมาแต่เด็ก แถมยังมีแม่เลี้ยงที่ตระหนี่อีกต่างหาก

เคยคิดว่านี่คือความทุกข์ แต่มาถึง ณ วันนี้จึงรู้ว่า สิ่งที่เขากีดกันไม่ให้เรากิน เพราะเป็นของดีมีราคานั้น กลับเป็นประโยชน์ต่อเราเอง เพราะลูกของเขาเอง 4 คน ตายแล้ว 3 เป็นชายทั้งสิ้น ตายแต่เล็ก 1 ตายเพราะเหล้าอีก 2

ที่เหลืออยู่ 1 คนนั้นเป็นหญิงอยู่ต่างประเทศ แข็งแรง แต่ก็มีโรคมาอาศัยอยู่บ้าง เพราะเคยถูกประคบประหงมมาอย่างดี

.........................

ต้องยอมรับว่าครูพรพิรุณอายุอีก 20 กว่าๆ ก็ครบร้อย แต่สุขภาพร่างกายและจิตใจยังแข็งแรงดี ร้องเพลง สอนร้องเพลง แต่งเพลงก็ยังแจ๋ว.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์