Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

คดีแรก "รธน.มาตรา 278" ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ "วัฒนา อัศวเหม"


หมายเหตุ  : ส่วนหนึ่งของคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ซึ่งองค์คณะมีมติไม่รับอุทธรณ์คดีที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุกนายวัฒนา  อัศวเหม  อดีต  รมช.มหาดไทย  ในคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน

     คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า  จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย   และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ  ข่มขืนใจ  หรือจูงใจ  เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน  หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น  ด้วยการบังคับซื้อที่ดินในท้องที่ตำบลบางเหี้ย  (คลองด่าน)  อำเภอบางเหี้ย  (บางบ่อ)  จังหวัดสมุทรปราการ  จากราษฎรหลายราย  กับข่มขืนใจ  หรือจูงใจ  และเป็นผู้ใช้ด้วยการบังคับ  ขู่เข็ญ  จ้าง  วาน  หรือยุยงส่งเสริม  หรือกระทำโดยวิธีการอื่นใด  

ให้ผู้มีชื่อซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกรมที่ดินและกรมการปกครอง  ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  หรือโดยทุจริต  ในการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินดังกล่าวรวม  5  แปลงโดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย  และจำเลยมอบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำแก่ข้าราชการผู้มีชื่อ  เพื่อตอบแทนในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังกล่าว  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  33,  84,  148,  157  ริบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำของกลาง  และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่  11  ในคดีหมายเลขดำที่  อ.4502/2549  ของศาลอาญา

     ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  พิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  148  ให้ลงโทษจำคุก  10  ปี  ริบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำของกลาง  คำขออื่นให้ยก

     จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า  จำเลยมีนายไพฑูรย์  สุนทรวิภาต,  นายวีระ   รอดเรือง,  นายวิเชียร  รัตนพีระพงศ์,  พลตำรวจตรียงยุทธ  สาระสมบัติ,  นายกำธร   จันทรแสง,  นายประพันธ์  ชลวีระวงศ์,  นายอุบล เอื้อศรี,  นายสมมาตร  ดลมินทร์,  นายคมชิต  วิชญะเดชา,  หม่อมหลวงพีพล  นพวงศ์,  นายสุทัศน์  ธรรมรักคิด,  นายวีระวงศ์  สุวรรณวานิช,  นายบุญเชิด  คิดเห็น,  นายจำเนียร  ปานพุ่มชื่น,  นายสมบัติ  เลาประเสริฐ,  ท่านเจ้าคุณพิพิธธรรมสุนทร  และพลตรีชิณเสน  ทองโกมล  เป็นพยานหลักฐานใหม่  ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

     องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์บันทึกความเห็นสรุปสำนวนเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  ว่าพยานหลักฐานที่จำเลยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่  ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ  และไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเลยไม่รู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าพยานหลักฐานดังกล่าวมีอยู่    อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   พุทธศักราช  2550  มาตรา  278  วรรคสาม  ประกอบระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  ว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกา  แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่   ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ  พ.ศ.2551  ข้อ  3  และ  4  ไม่ควรที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว  เห็นด้วยกับความเห็นสรุปสำนวนที่องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  โดยแยกพิจารณาพยานหลักฐานที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในแต่ละประเด็น    รวม  3  ประเด็น  ดังนี้

     1.พยานหลักฐานในประเด็นว่า  การออกโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยระเบียบและกฎหมายหรือไม่

     1.1   นายไพฑูรย์  สุนทรวิภาต  พยานเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการช่วงปี  2533   ถึงปี  2537  จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  เมื่อวันที่  5  มกราคม  2531  คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ราษฎรในบริเวณที่ดินที่พิพาท  เมื่อกรมที่ดิน  ได้แจ้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ทราบแล้ว  จังหวัดสมุทรปราการได้ส่งหนังสือแจ้งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการทราบและปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด   

ได้มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินรายอื่นหลายรายโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องหรือขัดแย้งของราษฎรในพื้นที่แต่อย่างใด  การออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการดำเนินการตามมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว  และโดยสุจริต  นอกจากนี้พยานยังเป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินป่าชายเลน  ตามคำสั่งที่  825/2536  และแจ้งให้นายอำเภอบางบ่อทำการตรวจสอบลวดลายทึบและเส้นประของภาพถ่ายทางอากาศของที่ดินบริเวณที่ดินที่พิพาทว่าเคยเป็นที่สาธารณะหรือไม่   ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าไม่มีการบุกรุกและสภาพไม่เป็นที่ทางสาธารณะ     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว  เห็นว่า  ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของมติคณะรัฐมนตรีตามอุทธรณ์ของจำเลย  เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากประกาศหวงห้ามที่ดินไว้สำหรับราชการเทขยะมูลฝอยออกโดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ 

ต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดการแบ่งที่ดินในอำเภอบางบ่อ  บางพลี  จังหวัดสมุทรปราการ  และบางปะกง  จังหวัดฉะเชิงเทรา  ให้แก่ราษฎร  พ.ศ.2537   กับมีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้ใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดการแบ่งที่ดิน  พ.ศ.2473  บังคับถึงอำเภอเมืองสมุทรปราการ  แต่ในปี  2489  ได้มีพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการแบ่งที่ดินในอำเภอเมืองสมุทรปราการ  บางบ่อ  บางพลี  จังหวัดสมุทรปราการ  และบางปะกง  จังหวัดฉะเชิงเทรา  พ.ศ.2489  ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของกรมที่ดิน  กระทรวงมหาดไทยจึงมีหนังสือด่วนมาก  ที่  มท.0711/10146  ลงวันที่  3  กรกฎาคม  2529  หารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินราชพัสดุหรือไม่  และหากเป็นที่ดินราชพัสดุควรให้กระทรวงการคลังหรือกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการเพิกถอนการหวงห้าม  หรือควรดำเนินการจัดแบ่งให้แก่ราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  7  มกราคม  2529  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือที่  นร.0601/1095  ลงวันที่  2  กรกฎาคม  2530  ว่า 

โดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมซึ่งโต้แย้งกันว่าเคยแบ่งที่ดินให้ราษฎรหรือไม่ จึงให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลังพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายร่วมกันโดยพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นเสียชั้นหนึ่งก่อน  ต่อมาได้มีการประชุมพิจารณาร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะมีมติว่าไม่ต้องดำเนินการถอนสภาพที่ดินตามประกาศหวงห้าม  (ที่เทขยะมูลฝอย)  เพราะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแบ่งที่ดินฯ  ซึ่งมีผลลบล้างประกาศหวงห้าม ดังกล่าวแล้ว และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการ  ปรากฏตามสำเนาหนังสือพร้อมสำเนาบันทึกข้อความในเอกสารหมาย จ.๘๕ และศาลได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาหน้าที่๒๕  ถึง  ๒๗ และ ๔๖ ถึง ๔๘ แล้ว ส่วนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินป่าชายเลน  ตามคำสั่งที่ ๘๒๕/๒๕๓๖

และแจ้งให้นายอำเภอบางบ่อทำการตรวจสอบลวดลายทึบและเส้นประของภาพถ่ายทางอากาศของที่ดินบริเวณที่ดินที่พิพาท  เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากที่ดินที่รังวัดเพื่อออกโฉนดเลขที่  ๑๕๐๒๔,  ๑๕๕๒๘  และ ๑๕๕๖๕ อยู่ติดทะเล บางแปลงมีสภาพน้ำทะเลท่วมถึงและเมื่อนำรูปแผนที่จากการรังวัดลงระวางแผนที่แล้ว   ปรากฏว่าทับลวดลายทะเล เมื่อได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว  พยานจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย  จ.๘๒(เป็นเอกสารประกอบในสารบบการออกโฉนดเลขที่ ๑๕๐๒๔ ซึ่งเป็นเอกสารชุดเดียวกับในสารบบการออกโฉนดเลขที่ ๑๕๕๒๘ และ ๑๕๕๖๕ เอกสารหมาย จ.๘๓ และ จ.๘๔) เมื่อมีผู้ร้องเรียนว่าการออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว 

สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่  ๙๕/๒๕๔๖  ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๖ ตั้งกรรมการตรวจสอบและสอบสวนฯ ได้ความว่าโฉนดที่ดินพิพาทออกทับคลองสาธารณะหลายสาย  มีการนำหลักฐานสำหรับที่ดินแปลงอื่นมาอ้างขอออกโฉนดที่ดิน บางแปลงออกทับถนนหลวงพ่อปานซึ่งเป็นทางสาธารณะ ส่วนปัญหาเรื่องที่สงวนหวงห้ามสำหรับเทขยะนั้น เห็นว่า   มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  ๕  มกราคม  ๒๕๓๑  ไม่ใช่กฎหมายอันจะเป็นผลให้เพิกถอนสภาพที่สาธารณประโยชน์  และกรมที่ดินมีคำสั่งที่  ๑๒๒๖/๒๕๔๖  ลงวันที่  ๑๓  มิถุนายน  ๒๕๔๖  ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ   ได้ความทำนองเดียวกันว่าโฉนดที่ดินออกทับคลองสาธารณะ   มีการนำหลักฐานที่ดินมาออกโฉนดที่ดินสลับแปลงกัน  แต่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ส่วนปัญหาเรื่องที่สงวนหวงห้ามสำหรับเทขยะนั้น   เห็นว่า   ที่ดินไม่มีสถานะเป็นที่หวงห้ามแล้วและถนนหลวงพ่อปานก็ไม่ปรากฏสภาพเป็นถนนสาธารณะแล้วเช่นกัน และเฉพาะโฉนดเลขที่ ๑๕๕๖๕ คณะกรรมการชุดนี้เห็นว่าออกโดยชอบแล้ว

ในการวินิจฉัยคดีศาลนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบ  การพิจารณา  และเห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงเรื่องถนนหลวงพ่อปานและที่สงวนหวงห้ามสำหรับเทขยะยังเป็นข้อโต้เถียงกัน   แต่เหตุที่ทำให้การออกโฉนดที่ดินพิพาทมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมายที่ตรงกันคือการออกทับคลองสาธารณะและนำหลักฐานสำหรับที่ดินแปลงอื่นมาอ้างออกโฉนดที่ดิน  นอกจากนี้ยังได้ความว่า  นายเกรียงศักดิ์ ตัณฑตะนัย ปลัดอำเภอบางบ่อ และนายวงษ์ ชาญสมร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๑๑ ตำบลคลองด่าน ในช่วงเกิดเหตุ ได้ลงชื่อรับรองแนวเขตในการรังวัดว่าไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่ไประวังแนวเขต  ปรากฏตามคำพิพากษาหน้าที่  ๖๔  ถึง ๖๗   แม้พยานนี้จะยังไม่เคยมาเบิกความต่อศาล  แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

     ส่วนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินป่าชายเลน      ตามคำสั่งทิ่๘๒๕/๒๕๓๖   และแจ้งให้นายอำเภอบางบ่อทำการตรวจสอบลวดลายทึบและเส้นประของภาพถ่ายทางอากาศของที่ดินบริเวณที่ดินที่พิพาท   เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งศาลยึดเป็นหลักในการพิจารณา    ทั้งมีการอ้างส่งต่อศาลโดยชอบและคู่ความได้ตรวจสอบในชั้นตรวจพยานหลักฐานแล้ว  ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา  ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาวินิจฉัยถึงความไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายของโฉนดที่ดินพิพาทไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ     และไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนทั้งจำเลยไม่รู้ถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานดังกล่าว

     ๑.๒  นายวีระ  รอดเรือง  พยานเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการช่วงปี  ๒๕๓๗ ถึงปี ๒๕๔๒  จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๑ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ราษฎรในบริเวณที่ดินที่พิพาท     เมื่อกรมที่ดินได้แจ้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ทราบแล้วจังหวัดสมุทรปราการได้ส่งหนังสือแจ้งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการทราบและปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด     ได้มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินรายอื่นหลายรายโดยไม่ปรากฏ  ว่ามีข้อขัดข้องหรือขัดแย้งของราษฎรในพื้นที่แต่อย่างใดการออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการดำเนินการตามมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว     และโดยสุจริต(ในทำนองเดียวกับพยานลำดับที่ ๑.๑)

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า  พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาล แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้ในส่วนของพยานลำดับที่ ๑.๑

     ๑.๓  นายวิเชียร  รัตนพีระพงศ์  พยานเป็นอดีตอธิบดีกรมที่ดิน  จำเลยอ้างเป็นพยานเชื่อมโยงกับพยาน  ๒ ลำดับแรก โดยอ้างว่าพยานเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับ กฎหมาย และวิธีปฏิบัติของกรมที่ดิน  เพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าวแล้ว  กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้กรมที่ดินทราบ  กรมที่ดินได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเพื่อทราบและสั่งการไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด    เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ  รวมทั้ง นายทะเบียน ช่างรังวัด และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องต้องถือปฏิบัติตามมติดังกล่าว ทั้งตามระเบียบปฏิบัติของกรมที่ดินในกรณีโฉนดที่ดินออกโดยผิดหลงและพิสูจน์ได้ว่ามีการออกทับที่สาธารณะก็สามารถดำเนินการแก้ไขโดยรังวัดใหม่ให้ถูกต้องแล้วแก้ไขในโฉนดที่ดินที่ออกใหม่ได้     ไม่เป็นผลให้โฉนดที่ดินเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายและต้องถูกเพิกถอนแต่อย่างใด

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า  พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาล แต่ในเรื่องมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ทำนองเดียวกับพยานลำดับที่๑.๑ และที่ ๑.๒

     ๑.๔  พลตำรวจตรี  ยงยุทธ สาระสมบัติ พยานเป็นอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  แม้มติของคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช่กฎหมาย แต่ถือว่าเป็นรัฐประศาสโนบายที่หน่วยงานราชการต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  การที่เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นการดำเนินการโดยชอบ ตามมติของคณะรัฐมนตรีและโดยสุจริต ทั้งจะเสนอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า   เมื่อวันที่   ๙  กันยายน  ๒๕๕๑ 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงาน   ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทกับกิจการร่วมค้า  เอ็น  วี  พี  เอส เค จีในโครงการออกแบบก่อสร้างระบบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ    จังหวัดสมุทรปราการอันเป็นการดำเนินการในแนวทางเดียวกับหนังสือที่สำนักงานอัยการสูงสุดส่งไปถึงกรมควบคุมมลพิษซึ่งมีข้อความระบุว่ากรมควบคุมมลพิษได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบที่ดินที่เสนอขายก่อนรับโอนกันแล้วโดยไม่ได้โต้แย้งว่าเป็นเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบ  แต่ต่อมากลับอ้างว่าโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเอกสารสิทธิไม่ถูกกฎหมาย  จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต  มีเจตนากลั่นแกล้งคู่สัญญา  ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของกรมควบคุมมลพิษในการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยด้วย

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า  พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาล แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ  ทำนองเดียวกับที่กล่าวในส่วนของพยานลำดับที่  ๑.๑  และที่ ๑.๒ ส่วนข้อที่ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ   และสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทในแนวทางเดียวกับหนังสือที่สำนักงานอัยการสูงสุดส่งไปถึง  กรมควบคุมมลพิษ  ซึ่งได้ความทำนองว่ากรมควบคุมมลพิษปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต มีเจตนากลั่นแกล้ง คู่สัญญา ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของกรมควบคุมมลพิษในการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี  แก่จำเลยด้วย แม้จะเป็นข้อเท็จจริงใหม่แต่เป็นคนละกรณีกับที่พิพาทกันในคดีนี้  จึงไม่ใช่พยานหลักฐาน  ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญเช่นกัน

     ๒.  พยานหลักฐานในประเด็นว่า จำเลยข่มขืนใจหรือจูงใจให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเจ้าพนักงานสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ  สาขาบางพลี  ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมายหรือไม่

     ๒.๑  นายสุทัศน์ ธรรมรักคิด จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า พยานเป็นผู้ติดต่อใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลีในการออกโฉนดที่ดินพิพาท และยืนยันว่าจำเลยไม่เคยข่มขู่เจ้าหน้าที่รวมทั้งนายไพศาล   กาญจนประพันธ์  และนายสมชัย  แตงน้อยแต่อย่างใด การรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและฝ่ายรังวัด  ไม่ได้แจ้งข้อขัดข้องว่าการออกโฉนดที่ดินทับที่สาธารณะ

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า    ข้อที่ศาลนำมาวินิจฉัยว่าจำเลยข่มขู่เจ้าหน้าที่   เป็นข้อเท็จจริง จากคำให้การของนายไพศาล  กาญจนประพันธ์ และนายสมชัย แตงน้อย เนื่องจากการออกโฉนดที่ดินล่าช้าโดยจำเลยพูดกับนายไพศาลว่า "คุณไพศาล คุณพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ผมเป็นรัฐมนตรีจะให้คุณดังก็ได้ให้คุณดับก็ได้" และพูดเร่งรัดให้นายสมชัยออกโฉนดที่ดินโดยพูดว่า ถึงไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังมีเพื่อน เป็นรัฐมนตรีอยู่มาก   สำหรับพยานนี้ในชั้นไต่สวนมีการอ้างถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีมาแต่ต้น  ว่าพยานมีส่วนช่วยงานในการออกโฉนดที่ดินให้จำเลย  โดยทำการสำรวจที่ดิน ปักหลักหมุดเขต จัดทำแผนที่ต้นร่างให้นายพรชัย  ดิสกุล  ซึ่งเป็นช่างรังวัด  ทำการรังวัดตามแผนที่นี้ ทั้งในชั้นไต่สวนของ อนุกรรมการไต่สวน  และชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน นายสมชัย แตงน้อย ยังให้การอ้างถึงพยานนี้ไว้ ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย   จ.๙๘  แม้พยานนี้จะไม่เคยมาเบิกความต่อศาล  แต่พยานนี้ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเลยไม่รู้ถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานดังกล่าว

     ๒.๒   นายจำเนียร  ปานพุ่มชื่น  พยานเป็นนายอำเภอบางบ่อในช่วงเกิดเหตุ  จำเลยอ้างเป็น พยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  พยานให้นายเกรียงศักดิ์ ตัณฑตะนัย ปลัดอำเภอบางบ่อในขณะนั้นดูแลการ ดำเนินการเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินให้แก่กลุ่มของจำเลยให้เป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ไม่เคยพูดว่าให้อำนวยความสะดวกแก่จำเลย  นายเกรียงศักดิ์ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินเพราะตรวจสอบ เอกสารแล้วเห็นว่าถูกต้อง ไม่ใช่เป็นเพราะถูกข่มขู่บังคับ

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว  ได้ความว่าพยานนี้ในฐานะนายอำเภอ  มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเป็นผู้มอบหมายให้นายเกรียงศักดิ์  ตัณฑตะนัย  ปลัดอำเภอ นายณรงค์ ยอดศิระจินดา กำนันตำบลคลองด่าน  และนายวงษ์  ชาญสมร  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑๑ ตำบลคลองด่าน ไปร่วมระวังแนวเขตที่สาธารณประโยชน์  แต่นายเกรียงศักดิ์  ตัณฑตะนัย ได้ให้การอ้างถึงพยานนี้แล้ว ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย   จ.๑๐๖  ทั้งพยานนี้ยังให้การต่ออนุกรรมการไต่สวน  ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.๔๓  และเบิกความต่อศาลแล้วเมื่อวันที่  ๒๗  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๑  พยานนี้จึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวน

     ๒.๓  นายสมบัติ  เลาประเสริฐ  พยานเป็นสารวัตรกำนันตำบลคลองด่านในช่วงเกิดเหตุจำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  พยานไม่เคยรู้จักจำเลยเป็นการส่วนตัว  ทั้งไม่เคยไปขอร้องให้นายเกรียงศักดิ์  ตัณฑตะนัย และนายณรงค์ ยอดศิระจินดา ลงชื่อรับรองแนวเขต ส่วนที่นายวงษ์ชาญสมร ลงชื่อรับรองแนวเขตเป็นเพราะตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องตามระเบียบ   ไม่ใช่เป็นเพราะพยานพูดขอร้อง

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว  ได้ความว่า  นายวงษ์  ชาญสมร ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอให้ไปร่วมระวังแนวเขต    (ตามข้อเท็จจริงในส่วนของพยานลำดับที่   ๒.๒)   และได้ให้การต่ออนุกรรมการไต่สวนและพนักงานสอบสวนว่าลงชื่อรับรองแนวเขตโดยไม่ได้ไประวังแนวเขต  โดยอ้างว่าพยานนี้ซึ่งเป็นคนของจำเลยมาพูดขอร้อง ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.๑๑๐ อันเป็นพยานที่ปรากฏในสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอ้างส่งต่อศาล แม้พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาลแต่พยานนี้ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเลยไม่รู้ถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานดังกล่าว

     ๒.๔  นายวีระวงศ์  สุวรรณวานิช  พยานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการสาขาบางพลี   ในช่วงเกิดเหตุ   จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  พยานอยู่ร่วมด้วยในขณะจำเลยประชุมที่สำนักงานที่ดิน  และยืนยันว่าจำเลยไม่ได้พูดตำหนิหรือข่มขู่นายสมชัย  แตงน้อย และนายไพศาลกาญจนประพันธ์ ดังที่นายพรชัย ดิสกุล และนายไพศาล กาญจนประพันธ์ ให้การ

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว     ได้ความว่า    พยานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ  สาขาบางพลี  ในช่วงเกิดเหตุและเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา พยานเคยให้การต่ออนุกรรมการไต่สวน  และพนักงานสอบสวน ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.๑๐๒ เป็นพยาน ที่ปรากฏในสำนวนของคณะกรรมการ  ป.ป.ช.  และอ้างส่งต่อศาลโดยชอบแล้ว แม้พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาล แต่พยานนี้ไม่ใช่พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวน     ทั้งจำเลยไม่รู้ถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานดังกล่าว

     ๒.๕ นายบุญเชิด คิดเห็น พยานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการสาขาบางพลี ในช่วงเกิดเหตุ  จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า พยานอยู่ร่วมขณะจำเลยประชุมที่สำนักงานที่ดิน  และยืนยันว่าจำเลยไม่ได้พูดตำหนิหรือข่มขู่นายสมชัย แตงน้อย และนายไพศาล กาญจนประพันธ์ ดังที่นายพรชัย ดิสกุล และนายไพศาล กาญจนประพันธ์ ให้การ (ทำนองเดียวกับพยานลำดับที่ ๒.๔)

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว  เห็นว่า  ในชั้นไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนและชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน  นายสมชัย  แตงน้อย ได้ให้การอ้างถึงพยานนี้ไว้ ตามสำเนาบันทึกคำให้การเอกสารหมาย  จ.๙๘  เป็นพยานที่ปรากฏในสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอ้างส่งต่อศาลโดยชอบแล้ว    แม้พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาล   แต่พยานนี้ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเลยไม่รู้ถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานดังกล่าว

     ๒.๖  นายวีระ  รอดเรือง  (เป็นบุคคลเดียวกับพยานลำดับที่  ๑.๒) จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  พระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำที่จำเลยมอบให้นายสมมาตร  ดลมินทร์  นายคมชิตวิชญะเดชา  และนายพรชัย ดิสกุล เป็นของที่จำเลยนำมาแจกจ่ายแก่บุคคลทั่วไป ไม่ใช่ทรัพย์ที่ให้เพื่อจูงใจ  หรือตอบแทนเจ้าพนักงานในการออกโฉนดที่ดิน พยานเองยังเคยได้รับพระเครื่องจากจำเลยด้วย ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว  เห็นว่า ได้ความจากการไต่สวนว่าหลังจากออกโฉนดที่ดิน๓ ฉบับหลัง (โฉนดเลขที่  ๑๕๐๒๔,  ๑๕๕๒๘  และ ๑๕๕๖๕) เสร็จแล้ว

นายกิติชัย พิมพาภรณ์ ให้นายสมมาตร ดลมินทร์  นายคมชิต  วิชญะเดชา  และนายพรชัย  ดิสกุล  นำโฉนดที่ดินไปมอบให้จำเลยที่บ้าน  และจำเลยมอบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำให้คนละ  ๑  องค์ จำเลยต่อสู้ว่าพระเครื่องดังกล่าว มีราคาไม่มาก  และจำเลยแจกจ่ายแก่บุคคลทั่วไป  ไม่ได้มอบให้เพื่อจูงใจหรือตอบแทนการออกโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งในชั้นไต่สวนของศาล  จำเลยได้อ้างตนเองและนายชาย  ศรีสงวนสกุล  เบิกความถึงเรื่องดังกล่าว และศาลได้นำมาฟังประกอบคำวินิจฉัยแล้ว  ตามคำพิพากษาหน้าที่  ๘๑  และ ๘๘ ทั้งข้อเท็จจริงนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง  ที่ศาลยกขึ้นประกอบคำวินิจฉัยในประเด็นนี้แม้พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาลแต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ก็ไม่ใช่พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนคดี     ทั้งไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

     ๒.๗  ท่านเจ้าคุณพิพิธ  ธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ จำเลยอ้างเป็นพยานเพื่อเสนอข้อเท็จจริงว่า  พยานมอบพระเครื่องผงสุพรรณให้แก่จำเลยจำนวนหลายร้อยองค์ เป็นพระเครื่องที่ทำเลียนแบบพระผงสุพรรณของแท้  และมีราคาองค์ละไม่เกิน  ๑๐๐ บาท ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทรัพย์ที่มอบให้เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานในการออกโฉนดที่ดินพิพาท

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว  เห็นว่า  แม้พยานนี้ไม่เคยมาเบิกความต่อศาลแต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ใช่พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนคดีทั้งไม่ใช่พยานหลักฐานที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ เช่นเดียวกับพยานลำดับที่ ๒.๖

     ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติว่า    อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา ๒๗๘ วรรคสาม ประกอบระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์     คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๓และ ๔ จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์