วันที่สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบ แม้จะไม่ถึงขนาดเรียกคืนความปรองดองสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกลับมาได้เหมือนดั่งเดิม ตามที่ทุกคนเฝ้ารอคอย ด้วยความปรารถนาอยากเห็นและอยากให้เป็นมานานเกือบ 2 เดือนนั้น
นอกจาก..เสียงถอนหายใจ..เฮ้อ...อย่างโล่งอก
เสียงเปล่งวาจา...จบเสียที...ด้วยความดีใจ
หรืออาจจะเป็นเสียงโห่ร้องไชโย...ก็ตาม
สิ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามน่าจะเป็น บทเรียน และ อุทาหรณ์จากปรากฏการณ์ก่ออหังการของกลุ่มที่ประกาศตัวเองว่าเป็น “ไพร่เสื้อแดง” โดยเฉพาะในประเด็นเหตุผลที่พวกเขาทั้งหลายระบุและบอกกล่าวตลอดระยะเวลาของการชุมนุมกลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร
ผมว่า ...เรื่องมันแล้ว จะปล่อยให้แล้วไปไม่ได้หรอกครับ หากเราไม่อยากเห็นภาพอันแสนไม่สบายใจ และทำให้เกิดความกังวลใจ อย่างที่เกิดตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมาอีกต่อไป
ผู้มีหน้าที่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ข้าราชการทหาร ตำรวจ นักการเมืองท้องถิ่น ตัวแทนองค์กร สถาบัน ชุมชนต่างๆ น่าจะลองหันกลับมาช่วยกันประมวลเหตุการณ์ ทบทวนเรื่องราวทั้งหลายที่ผ่านไปเสียหน่อยดีไหมว่า
จะทำอย่างไรไม่ให้คนไทยต้องรู้สึกแตกแยก
จะทำวิธีไหนที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
จะมีหนทางใดที่จะเยียวยาความรู้สึกไม่เท่าเทียมในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
จะมีมาตรการใดป้องกันกลุ่มบุคคลใช้ “ความแร้นแค้น” ของชาวบ้านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน
ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ทุกคนทุกฝ่ายที่ติดตามปัญหา การเคลื่อนไหว ฟังข้อเสนอ ศึกษาการเรียกร้องของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ไพร่” จากถนนผ่านฟ้ามาจนถึงถนนราชประสงค์ ตระหนักรับรู้ว่า
หากประชาชนกินดีอยู่ดี มีสุขภาวะ มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน คงไม่แบกหน้าออกมานอนกลางดินกินกลางถนนอย่างแน่นอน
กุญแจไขปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจึงอยู่ที่กระบวนการคิด ซึ่งต้องเริ่มจากการยอมรับว่า ความรู้สึกเหลื่อมล้ำ ได้รับการปฏิบัติสองมาตรฐาน ไม่ได้รับความเหลียวแลจากภาครัฐเท่าที่ควรนั้น เป็นต้นเหตุที่สร้างความเปราะบางให้กับสังคมไทย ที่พร้อมจะเดินตามใครก็ได้ที่ยื่นมือเข้ามาอาสาช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความยากจน หรือปัญหาปากท้อง
ต้องเลิกเสียทีครับ กับการพูดถึงการพัฒนาของประเทศแล้ว ก็มุ่งไปสนใจที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP growth) และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการพัฒนาประเทศมิได้หมายถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะครอบคลุมไปถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ในทางที่ดีขึ้น อาทิ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ของคนในสังคมควรจะน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายรายได้ เนื่องจากรายได้เป็นตัวแปรหนึ่งที่บอกถึงความสามารถของคนในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรของสังคมเพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้น การกระจายรายได้จึงเป็นตัวแปรที่บ่งชี้ถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการพัฒนาประเทศที่สำคัญประการหนึ่งไม่น้อยหน้าไปกว่าความเท่าเทียมของการศึกษา ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า เป็นหัวใจของการพัฒนาและการปฏิรูปนั่นเอง
ผมเชื่อว่า วิกฤตการเมืองในครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีของการพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืนที่ต้องการของคนไทยอย่างแน่นอน หากเราใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นแผนที่ นำพาสู่ต้นเหตุที่ให้ชาวบ้านท้องถิ่นจากอีสานเต็มใจที่จะทิ้งบ้านทิ้งนาเดินตามไปทุกแห่งที่แกนนำสั่งการ
อย่างน้อยที่สุด ผมมั่นใจว่า คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ที่มีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน จะตีโจทย์ปัญหาเรื่องนี้แตก เพราะคณะกรรมการชุดดังกล่าวซึ่งมีวิธีคิดว่า ความเข้มแข็งของชุมชน เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ได้เพียรพยายามมาอย่างน้อย 2 ปีครับที่จะผลักดัน ส่งเสริม ให้ประชาชนทุกท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ บนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น และต้นทุนจากสภาพแวดล้อม หรือพื้นที่ที่ทุกคนได้เกิดมาอาศัยตั้งแต่บรรพบุรุษมาสู่ลูกหลานในปัจจุบัน
เพื่อชาวบ้านทุกชุมชนจะไม่ตกเป็น “เหยื่อ” ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ตามมา และเกิดคำถามว่า ..เพียงเพราะเงินหรือจึงทำให้คนไทยขาดสติ
ระยะเวลาจากวันนี้ คณะกรรมการชุดนี้ได้ตั้งเป้าหมายไว้แล้วในอนาคตต้องมีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ช่วยท้องถิ่นปรับวิธีคิดใหม่ พัฒนาในสิ่งที่ขาดหายไป จัดการองค์ความรู้ สร้างกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยกันเองแบบขยายผลจากตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการเรียนรู้ในลักษณะวิธีคิดของแต่ละแห่ง เพื่อความอยู่ดีกินดีที่เป็นไปตามสถานภาพของตนเองและท้องถิ่น ไม่ใช่เรียนรู้ที่ยึดแบบอย่างชุมชนอื่นๆ จนขาดความเป็นอิสระและเอกลักษณ์
โครงการตำบลน่าอยู่ จังหวัดน่าอยู่ นับเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งผมเองก็สนับสนุนและเชียร์เต็มที่ครับว่า จะทำให้ชาวบ้านรู้อยู่และเข้าใจในการพึ่งพาตนเอง จนสามารถเป็นเกราะป้องกันมิให้เหล่ามิจฉาชีพทางด้านการเมืองแอบอ้างเอาไปป่วนบ้านป่วนเมืองอีกต่อไป เพราะชุมชนเข้มแข็งก็จะสามารถรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิ และความเท่าเทียมต่างๆ ได้โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากคนนอกนั่นเอง
ผมกำลังเฝ้ารอคอยครับว่า วิกฤตในครั้งนี้ต้องเป็นโอกาสให้รัฐ หรือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันผลักดันนโยบายการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านในทุกสังคม อันเป็นหนทางการปฏิรูปประเทศไทยด้วย ซึ่งแม้เราจะไม่สามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ทั้งหมดอย่างรวดเร็วทันการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเร็วๆ นี้ แต่ถ้าเราไม่นิ่งดูดาย อนาคตอันใกล้ทุกอย่างก็ต้องเป็นจริง เหมือนอย่างที่คณะทำงานของการสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาตินั่นแหละที่บอกว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจเกิด “สภาประชาชน” ที่เป็นของประชาชนและทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เพราะจะไม่ใช่สภาที่ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นสภาที่พวกเขาจะไปรวมตัวกันเพื่อสร้างสุขภาวะในชุมชนต่างหาก
ใครอยากเห็นก็ต้องขยันหายใจไว้นะครับ
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








