ระยะหลังๆ มานี้ หลายหน่วยงานได้เริ่มตื่นตัวกับการนำบรอดแบนด์มาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ที่เตรียมผลักดันให้รัฐบาลบรรจุบรอดแบนด์เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งยังได้ตั้งคณะกรรมการบรอดแบนด์ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่หารือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคาม และหน่วยงานภาครัฐ ในการจัดสรรติดตั้งและเช่าใช้โครงข่ายบรอดแบนด์ เพื่อให้ครอบคลุมกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ต่างๆ แบบเหมาะสม ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐอยู่บนรูปแบบมาตรฐานกลาง เพื่อให้เชื่อมโยงข้ามหน่วยงานได้
ขณะที่ล่าสุดไม่ถึงครึ่งเดือนที่ไอซีทีได้ตั้งคณะกรรมการบรอดแบนด์ขึ้นมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ยังได้ตั้งคณะทำงานบรอดแบนด์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน (Meaningful Broadband) ซึ่งมีผู้ประกอบการอย่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ค้นคว้าวิจัยเพื่อเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อไป
การตั้งคณะกรรมการของ ไอซีที และ กทช.ขึ้นมา หากเป็นการทำงานซ้ำซ้อน อาจทำให้สับสนว่า ผู้ใดที่จะเป็นหัวเรือในการผลักดันและส่งเสริมบรอดแบนด์ระหว่างไอซีที ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย และ กทช.เป็นผู้ออกใบอนุญาต
แต่อีกมุม คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ถ้ามีการทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจน เป้าหมายการส่งเสริมและการพัฒนาบรอดแบนด์ให้เกิดขึ้นในประเทศ ก็จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว
หากการพัฒนาบรอดแบนด์มีเป้าหมายให้ครอบคลุมประเทศเพียงอย่างเดียว หากไม่คำนึงถึงราคาการให้บริการ ก็คงมีประชากรเพียงส่วนเดียวที่ใช้เท่านั้น ขณะที่ประชากรที่มีรายได้ไม่สูงมากนัก ก็คงต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน ซึ่งถ้าย้อนมาดูไอซีทีและ กทช.ต่างก็มีนโยบายที่จะส่งเสริมการให้บริการบรอดแบนด์ในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ขจัดปัญหาทางด้านราคาออกไป
นอกจากนี้ แผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 ยังได้วางเป้าหมายภายในปี 2553 ประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนครัวเรือนทั้งประเทศ สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยบริการบรอดแบนด์ หรือคิดเป็นผู้จดทะเบียนไม่น้อยกว่า 8 ล้านพอร์ต และเพิ่มการเข้าถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านเครื่อง ซึ่งจะช่วยยกระดับความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศขึ้นอย่างน้อย 15 อันดับ ภายในปี 2556 จากปัจจุบันที่อยู่อับดับที่ 70
ปัจจุบัน อาจจะยังไม่เห็นภาพว่า หากประเทศไทยมีบรอดแบนด์ครอบคลุมทั่วประเทศแล้วจะส่งผลดีเช่นไร ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอย่างข้อมูลจากการศึกษาของนายไบรอัน เมฟฟอร์ด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คอนเน็คเต็ด เนชั่น อิงค์ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ระบุว่า จากผลการศึกษาเพื่อดูว่าเมื่อมีบรอดแบนด์เข้าถึงชุมชนแล้ว มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง
รัฐวิสาหกิจและเอกชน ผู้ให้บริการจึงได้ทุ่มงบประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งโครงการคอนเนคเคนตักกี ในรัฐเคนตักกี ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญ เพื่อผลักดันและขยายบริการบรอดแบนด์ในเมืองให้เข้าถึงครัวเรือนครบ 100% ทั้งบรอดแบนด์มีสาย และแบบไร้สาย (ไวร์เลส) เช่น ไวแม็กซ์ หรือ 3G ในกรอบปี ค.ศ.2005-2007
โดยปัจจุบันครัวเรือนต่างๆ ในรัฐเคนตักกี สามารถเข้าถึงบรอดแบนด์ได้แล้วกว่า 97% ขณะที่ยังได้เกิดการจ้างงาน 63,000 ตำแหน่ง เพราะมีหลายบริษัทได้เข้ามาลงทุน อาทิ เว็บไซต์ อเมซอนดอทคอม บริษัทบริการช่วยเหลือด้านไอที ก่อเกิดการสร้างรายได้กว่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขไป 22.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดค่าเดินทางที่ไม่จำเป็นได้ถึง 92.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลที่ตามมาอีก คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 46.7 ตัน
ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะใช้บรอดแบนด์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง.








