อ่านเอาเรื่อง

Friday, 6 July, 2012 - 00:00

สวัสดีครับคุณครู เรียน คุณอัตถ์ อัตนัย ที่นับถือ

    การรวมกลุ่มแบ่งสีเป็นเหตุให้ตีกัน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ถ้า "ผู้นำกลุ่ม" ไร้สติก็มีเหตุให้เป็นไปทั้งนั้น นักเรียนตีกันนั่นมัน "ลัทธิเลียนแบบ" ที่แสบสันอยู่ทุกวัน ผู้ใหญ่ตีกันผลพวงยังร่วงหลุดไม่แล้วไปจากสังคมเราเลย เห็นเรียกหา  "ปรองดอง" แต่ก็ลองนึกกันดูว่าปฐมเหตุรวมกลุ่มแบ่งสียังมีอยู่หรือไม่ แล้วจะไปปรองดองกันหาตวักตะบวยอะไร!!!
    ปัญหาหลักของนักเรียนก็คือ "เครื่องแบบ" และ "เครื่องหมาย" ของสถาบันโรงเรียน เลิกเครื่องแบบ เครื่องหมาย ปัญหาหลักก็จบ ถ้าเลิกไม่ได้ก็ให้ใส่เครื่องแบบและเครื่องหมายเดียวกันเสียปัญหาก็เบาบาง เห็นก็รู้ว่าเป็นนักเรียน แต่ไม่รู้ว่าสถาบันไหน การถูกทำร้ายโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็จะไม่เกิด หรือถ้าจะให้เข้มไม่ให้เด็กออกนอกกรอบมาก ก็ปักชื่อและสกุลตนลงบนอกเสื้อ เพื่อให้สถาบันครอบครัวเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ ก็ไม่กล้าทำกัน สถาบันไหนยังห่วงชื่อก็อาจสื่อโดยเครื่องหมายเป็นเพียงเข็มติดอกเล็กๆ เพียงหนึ่งอัน ปลดออกปลดเข้าได้ถ้ากลัวมีภัย แค่นี้ก็แก้ได้หลายแล้ว
    โรงเรียนไหนมีเด็กกลุ่มเสี่ยงเกเรมาก ก็ให้ผู้รับผิดชอบคือครูบาอาจารย์ตามเรียนรู้การรวมกลุ่มเวลาเข้าและออกจากสถาบันและควรมีประวัติติดตามตัวไว้จะได้ไม่ลุกลาม เวลาปัญหามีจะได้จี้ได้ตามและแก้ไขได้ถูกจุด ไม่ต้องถึงกับหยุดกับปิดสถาบันแก้ปัญหากันแบบปัญญาอ่อนหรอก เพราะมันสะเทือนเด็กเรียนกลุ่มใหญ่ๆ เขา กันปลาเน่าออกจากเข่งก็พอ
    ในฐานะที่เคยเป็นครูบาอาจารย์เก่าเมื่อ ๕๐ กว่าปีก่อน สอนอยู่ในโรงเรียนที่เรียกได้ว่าเกเรที่สุดในยุคอดีต โรงเรียนไพศาลศิลป์ (เลิกกิจการไปแล้ว) เป็นทั้งศิษย์เป็นทั้งครูอยู่ดูแลพฤติกรรมเด็กในวัยนั้นมาหลายสิบปี รู้รอบรู้ลึกจึงอยากจะเผื่อแผ่ความรู้สึกผ่องถ่ายผ่านยุคมายังปัจจุบัน
    เหตุการณ์ที่เกิดบนรถเมล์สาย ๕๙ เมื่อเย็นวันที่ ๑๓ มิถุนายน ที่นายแมน (นามสมมุติ) ยิงถูกนายวันชัย ทองสองแก้ว และนางยุพา พลายงาม ตายนั้นมันเป็นเรื่องไร้สาระ นายแมนไม่รู้จักนายวันชัยกับนางยุพา ไม่มีเหตุขัดข้องหมองใจ โดยเฉพาะนางยุพาด้วยยิ่งแล้ว เพราะไม่ใช่นักเรียน ปฐมเหตุเกิดได้เพราะเครื่องแบบที่แตกต่าง นายแมนมากับกลุ่มที่คุมสติไม่ได้ ใฝ่แต่จะโชว์ออกบอกให้ใคร (ก็ไม่รู้) ว่า "กูแน่" ก็แค่นั้น บิวต์อารมณ์กันสุดลิ่มก่อนจะปฏิบัติการ
    ในช่วงที่กลุ่มนักเรียนกำลังแสดงปาฏิหาริย์นั้น ถ้ามีใครเอาไม้คานเข้ามาสอด ปัญหานั้นอาจจะไม่เกิด แมนต้องการยิงวันชัยเพราะต่างสี ถ้ามีคนช่วยเบี่ยงเบนประเด็นให้แมนเห็นผลกระทบที่กว้างกว่าจะตกอยู่เฉพาะ "เหยื่อ" ที่ตัวเองหมายอาจสะดุดได้ แต่อย่างว่าสังคมไทยสอนกันผิดๆ ไม่ให้เอามือไปซุกหีบ  ธุระไม่ใช่ตัวใครตัวมัน อยู่กันอย่างสังคมเดรัจฉานมนุษย์ ไม่ใช้สัตว์สังคมที่ทุกปัญหาที่เกิดต่อหน้าก็ล้วนเป็นปัญหาร่วมของเรา เราจะต้องมีส่วนร่วมรับรู้ด้วยไม่มากก็น้อย แล้วหาทางแก้ ทางไหนที่มันเหมาะกับตัวตนความเป็นเรา นี่เราจะต้องรู้ดี เป่านกหวีดเรอะ ตะโกนว่าตำรวจมาเรอะ แหกปากบอกตรงๆ ว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนเรอะ นี่เราจำนนกันหมด ไอ้พวกบ้าสีถึงได้กาลีบ้านกาลีเมืองอยู่อย่างทุกวันนี้
    โดยเฉพาะตัวผมเองมีประสบการณ์อยู่บ่อยๆ แล้วเหตุการณ์ร้ายๆ นั้นก็ผ่านไปด้วยดี จะยกตัวอย่างสักหนึ่งเหตุการณ์ เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังมีตลาดโต้รุ่งประตูน้ำ ผมกับเพื่อนนักเขียน นักข่าว สอาด จันทร์ดี (ไม่มีสระอะที่ชื่อ)  คุณพ่อของนักร้องกบ ไมโคร และทนายเสื้อแดง พร้อมด้วยคุณประถม นิรภัย  อดีตนักเรียนร่วมชั้นมัธยมต้นของบรรหาร ศิลปอาชา สมัยเรียนอยู่ รร.ประทีปวิทยา เข้าไปหาเหล้ากินกันที่ตลาดโต้รุ่งประตูน้ำ ในขณะที่คุณสอาดไปสั่งอาหารและสั่งเหล้า วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งก็ควักปืนออกมาจะยิงอีกกลุ่ม ผมเห็นเข้าก็บอกเขาว่า ให้ออกไปยิงกันนอกร้าน ถ้าคุณยิงกันในร้านแล้วผมจะทานข้าวทานเหล้ากันได้อย่างไร ถ้าคุณแน่ใจว่าจะยิงกันในร้าน พวกผมจะได้ย้ายร้าน เขามัวแต่ฟังปุจฉาของผม อีกกลุ่มก็โกยแล้ว แล้วกาลเวลาที่เปลี่ยนผ่านกลุ่มที่มีปืนก็ตามไปไม่ทัน เรา ๓ คนไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เขาย่อมใคร่ครวญ อย่างนี้เป็นต้น
    เราไม่ได้ห้ามพฤติกรรมของเขา แต่เราทวงสิทธิ์ของเรา โดยเอามวลชนอื่นเป็นแนวร่วม แค่แวบเดียวอะไรก็เปลี่ยนเป้าหมายได้ อย่าได้ให้เขา "บิวต์อารมณ์" กันได้สะดวก ฝ่ายที่ ๓ ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจะต้องหาวิธีขโมยซีนมา คือเราต้องมีใครโวยหรือแหกปากตะโกนโดยเอามวลชนอื่นเป็นแนวร่วม เรียกว่าต้อง "ตีฆ้องร้องป่าว" บอกกันแล้ว
    พูดถึง  "ตีฆ้องร้องป่าว" เพลงที่ ยอดธง บุญธูป ดาวตลกคนสนิทของอดีตตลก "ล้อต๊อก" บอกว่าเป็นเพลงอุปัชฌาย์ คือบวชให้ "นายช้วน เสือมี" ให้เกิดใหม่เป็นองค์เพลงเป็นนักร้องว่า "สร้อยเพชร พรสุพรรณ" ที่ผมแต่งให้ดังมีเนื้อร้องดังนี้
            * กะจองงอง กะจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย
            พี่เอยน้องเอยฟังความ
            ตัวฉันนั้นพลัดเขตคาม
            เที่ยวดั้นด้นตามหาแม่คนงามทรามวัย
            * กะจองงอง กะจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย
            ใครเคยพบนางเมืองไพร   
            ร่างท้วมแขนสวมกำไล
            คนที่มีไฝติดอยู่ที่ปลายติ่งหู
            * ม้ง ม้ง ม้ง
            หม่งฆ้องตามน้องร้องกู่
            หายไปหนใดยอดชู้
            ยู้ฮู ยู้ฮู หัวใจฉันคูคร่ำคราง
            * กะจองงอง กะจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย
            ใครพอเผยคำนำทาง
            ให้ฉันได้พบสมปราง
            แม่นางเนื้อกลอย แล้วฉันจะให้สร้อยเพชร
            กะจองงอง กะจองงอง เจ้าข้าเอ๊ยๆๆๆๆๆ
                                ขอแสดงความนับถือ
                                   บริสุทธิ์ จิณวุฒิ
    ขอบคุณ "คุณครูบริสุทธิ์" ที่ให้ความรู้ ผมเห็นด้วยครับถ้าเราแก้ปัญหาสังคมหน่วยที่เล็กที่สุดคือ "ครอบครัว" ไม่ได้ ก็อย่าไปหวังแก้ความขัดแย้งระดับชาติเลย เรื่องนักเรียนตีกันแม้ช่วงหลังจะมีกฎหมายให้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบ  แต่ก็นั่นแหละด้วยภาวะเศรษฐกิจ ผู้ปกครองทำงานงกๆ ไม่มีเวลาดูแลลูกว่าไปเกเรที่ไหนบ้าง ครั้นจะจับทั้งลูกทั้งพ่อไปติดคุก แล้วเมียจะทำไง ลูกสาวล่ะจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเทอม สุดท้ายต้องไปเป็นสาวไซด์ไลน์...โอ๊ย! ปัญหาเยอะ แล้วดูซิครับ ผู้นำประเทศของเราทำอะไร "ชั้นไม่เกี่ยวเป็นเรื่องของสภาฯ" "ชั้นไม่รู้เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน" "ชั้นไม่ทราบต้องให้ทหารตอบ" ชั้นแต่งตัวตัดริบบิ้นอย่างเดียว
    อีกนิดครับเรื่องเด็กนักเรียนตีกัน ผมว่าจับแต่งชุดเหมือนกันยังไม่พอครับครู ถ้าหน้าไม่เหมือนกัน ยังไงก็หาเรื่องตีกันจนได้ ผมเสนอทำให้หน้าเหมือนกันทุกคน ดูซิจะยังตีกันมั้ย ฮา
                    อู่ตะเภา
    เรียน คุณอัตถ์ อัตนัย
    เรื่องอู่ตะเภา ผมเก็บตกจากผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญแล้วมีความเห็นว่า  สงครามในปัจจุบัน นอกจากจะใช้กำลังทหารแล้วต้องอาศัยความได้เปรียบทางเทคโนโลยีด้วย
    สำหรับสหรัฐอเมริกา เคยประกาศแล้วว่าจะเพิ่มกำลังทหารในเอชียอีก ๖๐% ฉะนั้น การมาอาศัยอู่ตะเภา ต้องอยู่ในแผนการแน่นอน และอีกประการหนึ่งคือด้านเทคโนโลยี อเมริกาต้อง การสำรวจอากาศก็เพื่อความแม่นยำในการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป การสำรวจอากาศเพื่อทำนายดินฟ้า อากาศกับภัยพิบัติเป็นเพียงผลพลอยได้
    อเมริกานั้นสันดานคือ ไม่สนใจประเทศเล็กๆ จะปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรก็ได้ ไทยเราก็เป็นหนึ่งในสายตาของเขาว่าเป็นประเทศเล็กอยู่ในกำมือ
    รมต.ต่างประเทศของไทยคนนี้ ผมว่ายังอ่อนแอในเชิงการทูตมากครับ
                                        สูง สีชม
    นั่นคือข้อสงสัยว่าครับ ทหารที่จะเพิ่ม ๖๐% นั้นสหรัฐจะไปกองไว้ที่ไหน  ถ้าไม่ใช่อู่ตะเภาของเราด้วย ที่จริงเรื่องนี้สหรัฐต้องชี้แจงกับมิตรประเทศ เพราะจะสร้างผลกระทบความมั่นคงของมิตรประเทศอย่างชัดเจน และสหรัฐเองก็รู้ว่า สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปจากยุคสงครามเย็นมากแล้ว ภัยคอมมิวนิสต์มิใช่ภัยของโลกอีกต่อไป นอกจากภัยก่อการร้าย และตัวดึงดูดภัยก่อการร้ายก็คือสหรัฐนั่นเอง 
    ถ้าสหรัฐเพิ่มกำลังทหารอีก ๖๐% ภูมิภาคอาเซียนจะเสี่ยงต่อภัยก่อการร้ายกว่าครึ่ง เรื่องแบบนี้สหรัฐไม่มีทางพูดและคำนึงถึง นอกจากจะมาวางยุทธศาสตร์ขวางจีน เพื่อตัวเองคงสถานะเป็นจ้าวโลกต่อไป
    นี่คือข้อสงสัยที่มีการถามว่ามันมาพร้อมกับงานวิจัยก้อนเมฆของนาซาด้วยหรือไม่ ไม่มีใครสงสัยเรื่องงานวิจัย เพียงแต่รัฐบาลไทยแยก ๒ เรื่องนี้ออกจากกันไม่ได้ สุดท้ายก็กลัวทำตัวเป็นวัวสันหลังหวะ ทั้งๆ ที่มีอำนาจตัดสินใจ คิดง่ายๆ ถ้าเชื่อว่ามาตรวจก้อนเมฆจริง รัฐบาลจะตกใจแล้วถอยทำไม
---------------------
                    สุจริตไทยตื่นเถิด   
                ๑ กูไม่กลัวมึงสักน้อย    ไอ้สัตว์นรก
            ไอ้เหลี่ยมร้ายใจสกปรก        หมกเหน้า
            ทั้งฝูงอมนุษย์ลามก        จกเปรต
            ให้แห่มาเป็นล้านระเร้า        ก็ล้วนโมฆะคน
                ๒ ให้แห่แหนมากี่ล้าน    กูไม่กลัว
            ยึดชาติศาสน์ราชอยู่กับตัว        สุจริตตั้ง
            จักตายก็ตายมิมัว            หมองจิต
            สุดฤทธิ์สุดเดชบ่ยั้ง            ต่อสู้มึงเสมอ
                ๓ สุจริตไทยปลุกจิตฟื้น    คืนคง
            สิ่งที่เห็นใช่ดำรง            สัจจะแท้
            ความจริงชาติเสื่อมทรุดลง        ทุกขณะ
            จากคนคดโกงโลภแปล้        แทะบ้านเมืองมานาน
                ๔ ไอ้เหลี่ยมตัวต่อยอดร้าย    บูรณาการโกง
            ลากเรื่องราวหลอกนานา        ซับซ้อน
            พาเหยิงยุ่งพ่วงพวกพา        ชั่วลามใหญ่
            ลากบ้านเมืองลึกเร่าร้อน        สู่ห้วงความฉิบหาย
                ๕ สุจริตไทยเร่งตื่นฟื้น    กันเถิด
            อย่าให้เสียชาติเกิด            กาละนี้
            เร่งกู้ชาติธรรมประเสริฐ        คืนกลับ
            เพื่อลูกหลานไม่ป่นปี้        อยู่กับเหี้ยมอธรรมครอง
                                วรฤทธิ์ ฤทธาคนี