เปลว สีเงิน

Tuesday, 8 January, 2013 - 00:00

"ศาลโลก-ประชานิยม" ไหนร้ายกว่า?

    ก็ยังไม่อยากคุยอะไรอีกแหละ เพราะไปทางไหนก็ได้ยินแต่เขาคุยกันเรื่อง "เหนือเมฆ" ว่าถูกถอด-ถูกสั่งให้จบกะทันหัน นัยว่าเนื้อหาจำลองมาจากพฤติกรรมนักการเมืองตระกูล "ไอ้โคตรโกง" จะเป็นเพราะทางช่อง ๓ สอพลอจบเอง หรือมีอำนาจในระบบยิ่งลักษณ์สั่งให้จบ ก็วิพากษ์-วิจารณ์เถลิงศกใหม่อื้ออึงต่อเนื่องกันไปตางๆ นานา กระทั่งว่าตอนนี้กลายเป็น "ข่าวโลก" ไปแล้ว
    แต่ผมก็ "ต่อไม่ติด" กับเรื่องราวที่เขาคุยกันอยู่ดี เพราะไม่เคยดู ไม่ใช่ว่าไม่เคยดูเฉพาะเรื่องนี้ ละครไม่ว่าเรื่องไหน ทางช่องไหน ผมก็ไม่เคยดูเหมือนกัน!
    ไม่ได้ยกตนเหนือละครโทรทัศน์หรอก ก็แหม...ช่วงเวลาที่ท่านเปิดจอตบตีกัน มันก็เป็นช่วง "หลังข่าว" ตอนหัวค่ำที่ผมต้องนั่งขยำ นั่งจิ้มแป้นคอมพ์คุยกับท่านอยู่นี่ไง จะเอาเวลาที่ไหนเงยหน้าล่ะ...พ่อคู้นนนนน
    ผมก็เลยเป็นคน "ตกยุค-ตกสมัย" ไปกลายๆ เพราะจังหวะสอดเข้าแย่งลูกไม่ชำนิ-ชำนาญเหมือน "ท่านขุนน้อย" เขา สรุปแล้วงานนี้ใครรับเละ "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ที่สไนเปอร์ละครเหนือเมฆ หรือช่อง ๓ เอง ที่สั่งระงับออกอากาศกะทันหัน
    หรือ...ไอ้ปี๊ด?
    ช่อง ๓ นี่ ระยะนี้ จะเป็นเพราะดาวอิจฉา เพราะดาวซวยเข้าเรือน หรือเพราะดาวศุกร์เข้า-ดาวเสาร์แทรกอย่างไรก็ไม่ทราบ เห็นมีเรื่องด้านลบต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีที่แล้วจนข้ามมาปีนี้ และท่าทีก็ยังจะดัง (ด้านลบ) ชนิดรั้งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่
    ในเมื่อยังหาสาเหตุไม่เจอ ก็โมเมโทษ "เลข ๓" ไว้ก่อนก็แล้วกัน!?
    อีกเลขที่จะทำให้ไม่อยู่นิ่งคือ "เลข ๗" ฉะนั้น จะเห็นว่า ทั้งช่อง ๓ และช่อง ๗ มีความเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงลักษณะคล้ายๆ กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
    ๓ ไป ๗ และ ๗ ไป ๓ ฝ่ายไหนจะดังล้ำหน้า ก็จะมีเหตุให้ต้องถูกดึงปรับระดับลงมา ทำนองการชนช้าง เดี๋ยว ๓ ได้ล่าง ๗ ได้บน แผล็บเดียวก็พลิกเป็น ๗ ได้บน ๓ ได้ล่าง จะพลิกกันไปมาอย่างนี้ "ทั้งปี" แต่สรุปลงท้าย ใครที่ยึดทาง ๗ ไว้
    "สบายยาว" กว่ากันเยอะเลย!
    ในยุคโลกาภิวัตน์อันมีเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นอาวุธ เทคโนโลยีสื่อสารนี้ จะสร้างทั้งคน สร้างทั้งอำนาจ สร้างทั้งทรัพย์ ชนิดฉับพลัน เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ด้วย "เทคโนโลยี" นั่นแหละ
    ทั้งคน ทั้งอำนาจ และทั้งทรัพย์ ที่เทคโนโลยีสร้างให้ ก็จะ "ฉิบหาย-วายวอด" ชนิดฉับพลันเหมือนกัน!
    ก็เป็นไปตามวัฏฏะ เทคโนโลยีเป็นผู้สร้าง เทคโนโลยีก็จะเป็นผู้ทำลาย เทคโนโลยี สร้างด้วยความไม่มีหัวใจ มันก็จะทำลายเป็นผุยผง ด้วยความไม่มีหัวใจที่จะสมเพช-เมตตา-สงสาร ใดๆ ทั้งสิ้น
    ยังมีเวลาให้คาวเกิร์ล "ยิ่งลักษณ์" เล็งตรงเป้า ด้วยมาดเย้ายวนได้อีกซักครึ่งปีปลายๆ เป็นอย่างมาก แค่ "๒ ประชานิยม" ด้วยเทคโนโลยียิ่งลักษณ์ คือการที่รัฐบาลกู้เงินเอาไปทุ่มตลาดค้าข้าวแล้ว "ผูกขาดค้า" แทนเอกชน กับการที่รัฐบาล "สมประโยชน์" พ่อค้าประกอบรถยนต์ญี่ปุ่น ออกนโยบาย "รถคันแรก"
    รีบระริกระรี้เข้า เมื่อไตรมาส ๒ ผ่านไป ลางแห่งหายนะ "เหวการคลัง" ของประเทศไทยปรากฏในสายตาแน่ ถ้ารัฐบาลยังอยู่ ยิ่งลักษณ์อาจไม่สามารถระริกระรี้ได้อย่างต้นปี ฉะนั้น...เมื่อมีเวลา ก็ระรี้-ระริกเป็นกำไรไว้!
    ตอนนี้ รถคันแรก ๑.๒ ล้านคัน ส่วนใหญ่ยังเป็น "ใบจอง" อยู่ เมื่อออกสู่ถนนวิ่งพร้อมๆ กันตั้งแต่กลางปีเรื่อยไปยันปี ๕๘ สิ่งที่เหยื่อประชานิยมไม่เข้าใจ ก็จะเข้าใจด้วย "ตายทั้งเป็น" ของแต่ละคนละทีนี้
    นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด รัฐบาลเป็นหนี้มหาศาล ชาวนาส่วนหนึ่งได้จิ๊บจ๊อย แต่กลุ่มทุนรัฐบาลรวยมโหฬาร ในขณะที่ระบบค้าข้าว และชื่อเสียงข้าวไทย ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี
    นี่คือ ๑ พินาศ จากที่รัฐบาลลงไปยึดตลาดค้าข้าวไว้เพียงผู้เดียวเพื่อ...."เจ๊ทูเจี๊ยะ"!
    นโยบาย "รถคันแรก" ซึ่งยอดเงินภาษีคืนร่วมแสนล้าน รายการนี้ไม่มีใครได้ นอกจาก "บริษัทประกอบรถยนต์" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น ๑๐๐ บาท ขนกลับบ้านเขา ๘๐ เศษเดนอีก ๒๐ เป็นค่าแรงในนี้
    ประเทศไทยเป็นหนี้ คลังเป็นหนี้ คนซื้อรถเป็นหนี้ ประชาชนทุกคนเป็นหนี้ ภาษีสรรพสามิตนั้น ปกติเก็บเพื่อเอาไปใช้แก้ไขปัญหามลพิษ เมื่อคืน นโยบายนี้เท่ากับส่งเสริม "ฆาตกรต่อเนื่อง" ฆ่าหมู่คนไทยทั้งประเทศ ถนนเท่าเดิม รถเพิ่มเป็นล้านๆ คัน จอดเต็มทุกถนน เพื่อช่วยกันเผาน้ำมัน สร้างมลพิษคลุมประเทศ
    นี่อีก ๑ พินาศ จากนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คล้ายจงใจ "บ่อนทำลาย" ทั้งคน-ทั้งประเทศ มาในคราบปิศาจนักบุญประชานิยม!
    แล้วรถเพิ่มฉับพลัน ปีเดียวกว่าล้านคัน จะเอาที่ไหนจอด ค่าซ่อม ค่าจอด ค่าน้ำมัน แต่ละเดือนจะเป็นรายจ่ายเพิ่มให้คนระดับกลางที่ซื้อรถคันแรก ซึ่งเงินเดือนอย่างสูงไม่เกิน ๓ หมื่นบาท
    จะชักหลังมาคลุมหน้า (ศพ) ได้อย่างไร?
    ๑๐๐ ก็ทั้งละ ๑๐๐ ล้วนมีภาระหนี้เงินผ่อนมากกว่า ๑ แห่ง ถามว่า ในระยะยาวแล้ว ใครจะมีปัญญาชำระหนี้เงินผ่อนได้ตลอด ไหนจะค่าผ่อนบ้าน ไหนจะค่าผ่อนรถ ไหนจะค่าผ่อนบัตรเครดิต ไหนจะค่าผ่อนเงินกู้ ไหนค่ากิน-รำ-ตำ-ดื่ม และอีกจิปาถะ
    รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม รถก็มีแต่ลด ลงท้ายก็ต้องโละขาย แต่หนี้ล่ะ...จะโละให้ยิ่งลักษณ์งั้นหรือ ขืนเอาไปขายก่อนขี่ครบ ๕ ปี สรรพสามิตตามมาเอาภาษี ๑ แสนคืน จะไม่มีใครตายคนแรกหรอก เพราะจะเกิดปรากฏการณ์
    รถคันแรก "ตายหมู่"?
    และไม่ว่าจะได้ภาษีคืนหรือไม่ได้คืนก็ตาม ค่าผ่อนรถเขาบวกต้น บวกดอก หารมาเป็นตัวเลขผ่อนแต่ละเดือนเบ็ดเสร็จแล้ว มันก็เท่ากับซื้อระบบเงินผ่อนทั่วไป เพราะถึงได้ภาษีคืน ไม่มีใครหรอกที่จะเอาเงินก่อนนั้นไปลดหนี้ มีแต่เอาไปกิน-ไปใช้อีกทาง
    สรุปแล้ว เท่ากับไม่ได้อะไรเลย นอกจาก "ได้หนี้มูลค่าเพิ่ม" จากที่ถูกรัฐบาลหลอก!
    ผมว่าเผลอๆ รถ ๑.๒,๐๐๐,๐๐๐ คัน ของ ๑.๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่เป็นเจ้าของรถคันแรกนี้ อาจยังไม่เข้าใจถ่องแท้เรื่องภาษีที่จะได้คืนด้วยซ้ำ เอางี้...เอาหลักเกณฑ์นี่ไปทบทวนกันดูอีกครั้ง
     ๑.ต้องเป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อ
     ๒.ต้องทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ก.ย.๕๔-๓๑ ธ.ค.๕๕
     ๓.เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน ๑ ล้านบาทต่อคัน
     ๔.เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน ๑,๕๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร/รถกระบะ (Pick up)/รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)
     ๕.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)
     ๖.คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ ไม่เกิน ๑ แสนบาท ต่อคัน
     ๗.ผู้ซื้อต้องมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
     ๘.ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ ไม่น้อยกว่า ๕ ปี หากผู้ซื้อรถไม่สามารถผ่อนต่อได้ หรือมีเหตุอย่างอื่น จะ ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับให้กรมสรรพสามิต หากไม่ดำเนินการ ทางกรมสรรพสามิตจะใช้วิธีการทางศาล เพื่อให้สั่งให้คืนทะเบียนรถยนต์
     ๙.การคืนเงิน จะคืนเมื่อ ครอบครองรถยนต์ ๑ ปีไปแล้ว โดยจะเริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ซึ่งกรมสรรพสามิตจะจ่ายผ่านทางเช็คเงินสดครั้งเดียวเต็มจำนวน
     ๑๐.สามารถซื้อรถแบบเงินผ่อนผ่านไฟแนนซ์ หรือเงินสดก็ได้
     ๑๑.รถมือสองไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ เนื่องจากรถมือสองไม่มีภาษีสรรพสามิตในการซื้อ-ขาย
    ทั้งนี้ กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ จะส่งหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อขอตรวจสอบการครอบครองรถยนต์คันแรก และแจ้งการสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปีของผู้ซื้อ ก่อนที่กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบและบันทึก "ห้ามโอนภายใน 5 ปี" ลงในคอมพิวเตอร์และในสมุดคู่มือการจดทะเบียน
    จากนั้น กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดจะส่งหนังสือรับรองให้กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และจะสั่งจ่ายเช็คเงินสดคืนให้แก่ผู้ซื้อตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป
    ครับ...จาก ๒ นโยบาย "ล้างเผ่าพันธุ์" ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้ ผมว่าแทบไม่ต้องไปห่วงเรื่องศาลโลกตีความคำตัดสินคดีปราสาทตอนปลายปี เพราะนี่แหละคือ "วินาศไทย" ที่จะเห็นผลได้ โดยไม่ต้องลุ้นศาลไหนทั้งสิ้น.