"การผ่อนคลายมาตรการ จะทำให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความสมดุลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทลงไปได้"
บัณฑิต นิจถาวร
"นักลงทุนที่ต้องการลงทุนต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความเสี่ยงหลายอย่างซับซ้อนอยู่ ตั้งแต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินสหรัฐที่แข็งค่ามากขึ้น"
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
"ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะนำเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศมากน้อยเพียงไร หากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไม่มากขึ้น ก็ไม่ทำให้นโยบายดังกล่าวมีประสิทธิภาพเต็มที่"
สันติ วิลาสศักดานนท์
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณออกมาให้เห็นชัดมากยิ่งขึ้นในปี 2553 แต่ถามว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นหรือยัง?
ธนาคารโลก ระบุในรายงาน Global Economic Prospects 2010 ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2553 จะขยายตัว 2.7% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า จะขยายตัว 2% ส่วนปี 2554 คาดว่าจะขยายตัว 3.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2553 จะพลิกเป็นขยายตัว 3.5% จากหดตัว 2.7% ในปี 2552
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น และจะฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าปี 2553 นี้จะขยายตัว 3.3-5.3% และยืนยันว่ายังไม่เห็นสัญญาณภาวะฟองสบู่ในไทย
กระทรวงการคลัง ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2552 จะขยายตัวดีขึ้นจากเดิม โดยคาดว่าจะติดลบแค่ 2.8% และขยายตัวเป็นบวก 3.5% ในปี 2553
กระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าหมายตัวเลขส่งออกปี 2553 เติบโต 14% มูลค่า 173,852 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2552 ที่ขยายตัวติดลบ 14.2%
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีโอกาสขยายตัวได้ถึง 4.7% ตามที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ ขณะที่การส่งออกของไทยคาดว่าจะขยายตัว 14% และอัตราการว่างงานจะลดลง ซึ่งถือได้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยถือว่าผ่านพ้นวิกฤติไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็น "เรื่องดี" แต่ขณะเดียวกันก็มี "เรื่องร้าย" อยู่ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายของเงินทุนทั่วโลกที่กำลังเป็นเรื่อง "ซีเรียส" ของ ธปท.อยู่ในขณะนี้ จึงทำให้ ธปท.ต้องออกมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์การอนุญาตให้เงินทุนไหลออก
ทั้งนี้ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความสมดุลมากขึ้น และช่วยลดความผันผวนของเงินบาท เนื่องจากคาดว่าแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายจะมีความผันผวนอย่างมาก
มาตรการดังกล่าว ได้แก่ การเพิ่มวงเงินลงทุนในต่างประเทศให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอนุญาตให้ผู้ส่งออกและนำเข้าสามารถยกเลิกการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนการค้าและบริการได้ทุกกรณี โดยไม่จำกัดจำนวน จากเดิมจำกัดไว้ที่ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้องมีธุรกรรมรองรับ (unwind hedging) เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท
ทั้ง 2 มาตรการ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา
การผ่อนคลายมาตรการ จะทำให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความสมดุลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทลงไปได้ แต่ในเรื่องของการอ่อนหรือแข็งค่าของเงินบาท ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของประเทศเป็นสำคัญ" นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าว
นอกจากนี้ ธปท.ยังอนุญาตให้บริษัทในประเทศออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และให้กู้กับบริษัทในเครือได้ไม่จำกัดจำนวน จากเดิมที่อนุญาตให้เฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ลงทุนได้ไม่จำกัดจำนวน และให้กู้ยืมได้ไม่เกิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่บริษัทนอก ตลท.จะลงทุนและให้กู้ยืมได้ไม่เกิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเท่านั้น
อนุญาตให้เอกชนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศได้ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากเดิม 5 ล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมทั้งให้เพิ่มยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศของเอกชนเป็น 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมนิติบุคคล 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ บุคคลธรรมดา 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งผ่อนคลายคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้งศูนย์บริการเงินและหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน
ทั้ง 2 มาตรการหลังนี้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ประมาณปลายเดือน ก.พ.นี้
เมื่อปี 2551 ธปท.ได้จัดสรรวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศแก่สำนักงาน ก.ล.ต. วงเงิน 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมียอดการลงทุน ณ สิ้นเดือน ธ.ค.2552 จำนวน 20,590 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 61.74% ขณะที่จำนวนเงินที่ส่งไปลงทุนในต่างประเทศรวมทั้งระบบปี 2552 มีจำนวน 23,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 30.28% แยกเป็นเงินลงทุนในหลักทรัพย์ 18,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.57% และเงินลงทุนโดยตรง (FDI) 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 44.80%
มาตรการผ่อนคลายการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อลดแรงกดดันต่อการผันผวนของค่าเงินบาทรอบนี้ จะโดนใจภาคธุรกิจหรือไม่ อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การที่ ธปท.ขยายวงเงินให้ ก.ล.ต.ไปจัดสรรให้ไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเพราะต้องการให้ทุกฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน มากกว่าที่จะมองว่าเพื่อลดความผันผวนค่าเงินบาท
"เชื่อว่า ธปท.กระตุ้นให้ทุกฝ่ายมีการปรับตัวมากขึ้นเพื่อรองรับการเปิดโลกเสรีทางการเงิน จากเดิมที่มีกำแพงแก้วกั้นไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขัน ซึ่งคาดว่าเบื้องต้นยังไม่มีการมาขอขยายเพิ่มใช้วงเงินเต็มเพดานที่ ธปท.กำหนดทันที เพราะปัจจุบันยังมีวงเงินเหลือจากเพดานอยู่ และการตัดสินใจเข้าไปลงทุนต่างประเทศได้ต้องใช้เวลาในการพิจารณาระยะหนึ่ง" นายธีระชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความเสี่ยงหลายอย่างซ้อนอยู่ ตั้งแต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินสหรัฐที่แข็งค่ามากขึ้น รวมถึงต้องติดตามข้อมูลของเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่ติดตามแค่เพียงความเคลื่อนไหวในรายบริษัทที่เข้าไปลงทุนเท่านั้น
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า เห็นด้วยที่ ธปท.ผ่อนคลายกฎระเบียบการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ โดยนโยบายดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาท และช่วยสนับสนุนให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพราะขณะนี้มีกระแสเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามามาก
อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะนำเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศมากน้อยเพียงไร หากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไม่มากขึ้น ก็ไม่ทำให้นโยบายดังกล่าวมีประสิทธิภาพเต็มที่
"เพื่อให้มาตรการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุน อยากเสนอให้รัฐบาลช่วยเรื่องมาตรการทางภาษี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นำเงินไปลงทุนต่างประเทศ โดยการลดหย่อนภาษีรายได้จากลงทุนกลับเข้ามาในประเทศ ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการกล้าที่จะออกไปลงทุนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้กลุ่มที่ออกไปลงทุนจะเป็นพวกกองทุนต่างๆ แต่กลุ่มที่จะไปลงทุนในรายธุรกิจคงยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง" นายสันติกล่าว
ขณะที่นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า กรณีที่ ธปท.ได้ประกาศผ่อนคลายระเบียบการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ จะมีผลในแง่ของจิตวิทยามากกว่า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก ทำให้การออกไปลงทุนยังต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อาจจะมีเหลือเพียงประเทศไม่กี่แห่งที่ยังมีโอกาส เช่น จีนและเวียดนาม แต่ก็ยังมีอุปสรรคต่างๆ ที่ต้องระวังความเสี่ยงเช่นกัน
"มาตรการที่ออกมาจะเป็นการชะลอความต้องการเงินบาทลง เพราะขณะนี้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเข้ามาในภูมิภาคเอเชียมาก รวมทั้งไทย เพราะเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้ฟื้นตัวมากตามที่หลายฝ่ายคิดไว้ ขณะเดียวกันยังมีแนวโน้มเงินยูโรที่จะเข้ามาอีก เพราะมีการวิตกว่าอาจเกิดฟองสบู่ ก็จะมีผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น" นายธนิตกล่าว
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่ ธปท.ผ่อนคลายเกณฑ์ให้เอกชนลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น จะช่วยทำให้เงินทุนไหลเข้าและออกมีความสมดุลมากขึ้น จากเดิมที่มีเม็ดเงินไหลออกจำนวนมาก และยังเป็นการช่วยลดแรงกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยนที่บาทแข็งค่า แต่ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นด้วย เพราะอาจจะนำมาสู่ความผันผวนได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะสั้นจะทำให้กลไกตลาดดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของประเทศและเศรษฐกิจด้วย
"การที่ค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพหรือไม่ คงต้องติดตามดู โดยในส่วนของธนาคารเอง ในเรื่องการลงทุนต่างประเทศ คงจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม และนโยบายของธนาคาร แต่ปัจจุบันธนาคารก็มีลูกค้าที่ลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก ธนาคารคงช่วยดูแลบริหารจัดการและบริหารความเสี่ยงให้กับลูกค้าได้" นายประสารกล่าว
แม้ว่ามาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังไม่เกิดผลในเวลานี้ แต่การ "กันไว้ดีกว่าแก้" ดีกว่า "วัวหายล้อมคอก" แน่นอน.








