นายกฯ อภิสิทธิ์และฝ่ายกองทัพ แก้หมากทักษิณและหมากฮุน เซน ได้ดีครับ การที่ฝ่ายปฏิปักษ์ "จุดไฟ" แต่ฝ่ายรัฐ "ดับได้ทันการณ์" ดูจะเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นในรัฐบาลกับกองทัพกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง และเท่าที่ผมสังเกต ฝ่ายรัฐบาลปรับยุทธวิธีจากตั้งรับมาเป็น "รับแล้วรุก" บ้างแล้ว ถ้ารับและรุกได้ถูกจังหวะแล้วละก็ อย่างช้า ราวๆ เดือนกรกฎาคมนี้ ปัญหาชาติจะปิด "เฟสแรก" ได้ค่อนข้างแน่
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ผมก็เป็นคนชอบศึกษาโหราศาสตร์ แต่เหมือนมดไต่ผิวส้ม ทั้งยังไม่เคยเห็น และทั้งยังไม่เคยลิ้มรสทั้งเนื้อและรสส้ม แต่ด้วยความรู้สึกตอบสนอง ก็อยากจะบอกว่า "ศาสตร์" ของบุรพาจารย์นั้นแม่นฉมัง-ขลังจริง
แต่คนที่นำมาทำนายทายทักนั้น "เข้าถึงและเจนจบ" ระดับไหน นั่นถือเป็น "ความเสี่ยง" อย่างสูง สำหรับคนที่รับฟังการทำนายทายทัก โดยเฉพาะการทำนายทายทักเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองซึ่งจะต้องใคร่ครวญ และต้องใช้สติ-ปัญญาวินิจฉัยให้ดีก่อนจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ
ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไร ก็เพราะหมอดูทั้งหลาย โหมประโคมกันมาแต่ปลายปีที่แล้วไปในทางเดียวกันว่า ปีนี้-ประเทศไทยพังแน่ คนไทยต้องฆ่ากัน เลือดจะนองแผ่นดิน รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ คนใหญ่-คนโตจะล้มหายตายจาก ต่างๆ นานา สรุปในความหมายที่ต้องการให้คนเข้าใจก็คือ
ปีนี้-ทักษิณเสื้อแดง "รบแตกหัก" ยึดประเทศไทยได้แน่ แล้วจะกลับมายิ่งใหญ่ สถาปนาอำนาจใหม่ ประเทศไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เป็น "แดงทักษิณ-แดงทั้งแผ่นดิน" เอากันถึงขนาดนั้นเลย!
ก็รู้กันอยู่ สังคมไทยเป็น "สังคมจอกแหน" หนักไปทาง คิดตาม-พูดตาม-ทำตาม ใครชี้นำไปทางไหน ก็จะไปทางนั้น ยิ่งหมอดูซึ่งมีอิทธิพลครอบงำความเชื่อคนสูงพูดไปในทางเดียวกันมากๆ เข้า ในขณะที่ฝ่ายทัพทักษิณเหมือนกินยาบ้าผสมยาแก้ไอ แต่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตำรวจ-ทหาร เอาแต่นุ่งซิ่นกวาดบ้านแล้วนั่งเย็บปักถักร้อย
ใจประชาชนก็ถอยซีครับ ถอยไม่ถอยเปล่า แต่พลอยคล้อยตามไปด้วยว่า...แบบนี้...ท่ามันจะเป็นจริงตามหมอดูทำนาย!?
แต่หลังไปคารวะยกไข่ทักษิณที่ดูไบ พลเอกพัลลภ-เสธ.แดงประกาศตั้ง "กองทัพประชาชนเสื้อแดง" ฝ่ายรัฐบาลก็แก้เกมทางจิตวิทยาทันทีทันใด ชาวบ้านก็เลยตั้งสติแยกแยะได้ว่า อ้อ...พวกบ้ากันเอง เอาประทัดผูกหางหมาหลอกหมา คนจึงไม่แตกตื่นตกใจ ยิ่งฝ่ายพวกเขากันเอง "ขัดแข้งขัดขา" ทั้งจตุพร-จาตุรนต์ออกมาไม่รับมุก
"กองทัพประชาชน" กลายเป็นเรื่องตลก พูดกันเป็นโจ๊กสามย่านไปเลยว่า
"ฮ่ะ..ฮ่ะ..ฮ่ะ..หมูกำลังเข้าปากหมา เกม 'ต้มแม้ว' เลยแป๊วววววไปซิครับ..ทั่น"!?
และอย่างเรื่องสมเด็จฮุน เซน นายกฯ เขมร เดินทางมาปราสาทพระวิหาร และอีกหลายพื้นที่ตามรอยต่อประเทศไทย ก็เป็นเกมหยั่งเชิงดูท่าทีฝ่ายรัฐบาลไทย และเกมทางจิตวิทยาด้านเคลมเอาพื้นที่รอบปราสาทไปเสนอยูเนสโก ประกอบการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
หวังให้เป็นข่าวออกไปว่า "พื้นที่เหล่านั้นเป็นของเขา...เห็นมั้ย ไทยไม่กล้าหือ" เพื่อประมวลไปเสนอให้เข้าตามเงื่อนไขว่าต้องมีพื้นที่อนุรักษ์รอบปราสาทด้วย จึงจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้
ปรากฏว่า ไทยทันเกม-ทันการณ์ แถมใช้คนถูกกับงานเสียด้วย การมอบให้ "ดร.ปณิธาน วัฒนายากร" ออกมาแจกแจกแถลงไข "เชิงกล" ทั้งด้านวิชาการ และด้านแท็กติกให้ประชาชนเข้าใจ รวมทั้งจากฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศ จนอาจพูดได้ว่า เป็นครั้งแรกในรอบ ๑๒-๑๓ เดือนที่รัฐบาลใช้ "สื่อโทรทัศน์" ปูพรมได้สมเจตนารมณ์ของการมีสื่อแขนงนี้ "เพื่อชาติ"
มันเป็นเกมชิงไหว-ชิงพริบ และเป็นเกมของศักดิ์ศรีประเทศครับ ลำพังแค่ฮุน เซน มาปราสาทพระวิหารแล้วจะต้องเหยียบถูกแผ่นดินไทยบ้างนิดๆ หน่อยๆ มันบ่เป็นหยังดอก แต่การมาแฝงเล่ห์-แฝงเหลี่ยม "ที่รู้กันอยู่" อย่างคราวนี้ จะปล่อยให้เหยียบดินแดนไทย โดยไทยไม่แสดงให้รู้ว่า "ตรงนี้แผ่นดินของข้านะโว้ย" มันเสียเชิงนักเลง
อย่างที่ "วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ" ตั้งอยู่ดินแดนของไทย แต่เขมรตีขลุมมาตั้งวัด-ตั้งชุมชนตั้งแต่สมัยทักษิณเป็นนายกฯ ตอนนั้นคนไทยก็โวย แต่ทักษิณทำเฉย เห็นมั้ย...ไอ้คนนี้มันสมคบวางแผนล่วงหน้ากันไว้ลึก เพราะพระสยามฯ ท่านไม่ยอม จึงให้มีอันเป็นไป แล้ววานซืนฮุน เซน จะมาเหยียบที่วัดแก้วสิกขาฯ เพื่อตีขลุมในเชิงจิตวิทยาว่า...นี่ดินแดนของข้านะ
ไทยรู้ทัน ก็เล่นบท "อ่อนนอก-แข็งใน" ตรงนั้นเป็นดินแดนไทย จะมาก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ไทยทราบเป็นทางการก่อน จะได้ส่งผู้มีศักดิ์ศรีคู่ควรไปต้อนรับ แล้วก็ส่งพลโทวีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ ๒ นำคณะไปคอยต้อนรับอยู่ที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ
ปรากฏว่า "ฮุน เซน" กล้ามาที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลกตัดสินให้เป็นของเขา!
แต่ "ไม่กล้า" มาเหยียบแผ่นดินไทยที่สากลโลกยอมรับ แต่ฝ่ายเขมรรุกล้ำเข้ามาตั้งวัด ซึ่งแม่ทัพภาค ๒ และผู้ว่าฯ ศรีสะเกษปักหลักคอยต้อนรับในฐานะ "เจ้าบ้าน" อยู่ เลยต้องมาเชิญฝ่ายไทยขึ้นไปเป็นแขกของเขาแทนที่ปราสาทพระวิหารโน่น!
ต้องชมฝ่ายทหาร-ฝ่ายกองทัพเขมรเขานะ ในใจเขารู้อะไร-เป็นอะไร แต่อย่างว่า ทหารก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายการเมือง เขาก็ไม่ขัดใจฮุน เซน เท่ากับที่ไม่ตามใจฮุน เซน ทุกเรื่อง ประเด็นสำคัญก็คือ ทหารทั้งของไทยและของเขมรมีความเข้าใจในปัญหาและสถานการณ์ดี จึง "ถ้อยที-ถ้อยอาศัย" เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์จึงไม่เกิด
เนี่ยะ...อย่างนี้ ชาวบ้านฟัง ดร.ปณิธานอธิบายก็เข้าใจ คลายความเครียดขึ้งด้วยทันเล่ห์-ทันเกมเขมร ซึ่งก็ต้องชมว่ารัฐบาล-ทหารเริ่มแปรแพรพรรณไปเป็นศาสตราวุธบ้างแล้ว ส่วนปณิธานนั้น ผมแอบดูมานานแล้ว บอกได้เลยว่า "คนนี้" เยี่ยม "ต้องรักษาเอาไว้ใช้ในชาติ" ทั้งความรู้ ความซื่อสัตย์ การเสียสละ อีกทั้งกิริยามารยาทและการวางตัว ก็สมตำแหน่งฐานะ สมวุฒิภาวะ ไม่เหลาะแหละ
ยิ่งการละโมบโลภมากในลาภ-ยศ ตัดทิ้งไปได้เลย จุดเด่นที่ผมขอยอม "โขกศีรษะ" คารวะก็คือ ผมไม่เคยเห็น ดร.ปณิธานหวั่นไหว ไม่ว่ามันมามาก หรือมาน้อย!
คนคนนี้เหมือน "ภูผาน้ำแข็ง"!
เห็นเป็นนักวิชาการ หน้าขาวๆ รูปร่างบอบบาง เหยียบขี้ไก่ไม่รู้จะฝ่อหรือเปล่าอย่างนั้นเถอะ ตอนเมษาเดือด เสื้อแดงบ้าเลือด มาเป็นกองทัพ ผมก็เห็น ดร.ปณิธาน เฉยยยยยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะว่าแกล้งเก็บอาการก็ไม่ได้ เพราะแววตาของท่านมองลูกศิษย์ในห้องเรียนอย่างไร
ครั้นพวกเสื้อแดงมามีสิทธิ์ฆ่าท่านตอนนั้น ทั้งบุคลิกและแววตาที่ท่านมองก็ เฉย....เย็นชาอย่างนั้น ประหนึ่ง "ภูผาน้ำแข็ง"!
ท่านสามารถยกระดับจิตใจขึ้นเหนือ "ความกดดัน" จากคน-จากปัญหา-จากเป็น-จากตาย ได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งอย่างนี้แหละคือสมบัติอัจฉริยะผู้นำ!?
ตอนต้น ผมปรารภถึงการทำนายทายทักบ้านเมือง แล้วก็ไปเรื่องอื่นเสียไกล ย้อนกลับมาอีกนิด ที่ฮือฮากันมากในความแม่นยำจนเรียกกันว่า "นอสตราดามุสเมืองไทย" คือท่านอาจารย์โสรัจจะ นวลอยู่ ถึงผมไม่รู้จักท่าน แต่ก็เคารพ และชอบอ่านที่ท่านทำนาย เพราะซาดิสต์-สะใจโก๋แก่ดี
เดือนมกราคม ๒๕๕๓ ก็ผ่านไปแล้ว ฉะนั้น เราลองเอาคำทำนายเดือนมกราของท่าน มาตรวจสอบกับเหตุการณ์ในเดือนที่ผ่านไปดูกันดีไหม จะได้เป็นแนวทางว่า แล้วในเดือนต่อๆ ไปที่ท่านทำนายไว้ เราควรทำใจครึ่ง-ครึ่ง หรือเทไปทั้งใจ ท่านทำนายไว้ดังนี้ครับ
มกราคม
คนจำนวนมากต้องตายลงอย่างกะทันหันจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่จะแพร่ขยายพันธุ์ทางอากาศ บ้านเมืองจะมีการปฏิรูปใหญ่ นักวิชาการจะมีบทบาทเข้ามาบริหารบ้านเมือง ปัญหาอันยุ่งยากซับซ้อนของบ้านเมือง ต่อให้เทวดาหน้าไหนมาแก้ไขก็เห็นจะแก้ให้คืนดีได้ยาก เว้นแต่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ต่างๆ ไปตามกาลเทศะเท่านั้น
การเมืองของไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจมีผู้คนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง จะเกิดการผ่าตัดปฏิรูปหรือปฏิวัติตัวเองเป็นการใหญ่แบบพลิกแผ่นดินขึ้นในเมืองไทย เป็นระยะที่นายกรัฐมนตรีจักเป็นอันตราย คนสำคัญจะล่วงลับไป
กรุงเทพฯ จะถูกก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ ผู้คนล้มตาย สถานทูตและตึกรามบ้านช่องถูกทำลาย มีการตายหมู่จากเครื่องบิน รถยนต์ จะมีเครื่องบินภายในประเทศตก
จะสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศไปในระยะนี้ เป็นนิมิตร้าย ย่อมจะวุ่นวายไปทั่ว
สถานการณ์ทางใต้ของประเทศไทยเพิ่มความร้อนแรงและน่ากลัวขึ้น เกิดระเบิดพลีชีพหลายจุด มีคนตายนับร้อย ศัตรูภายนอกจะแสดงบทบาทระราน ยั่วยวนโทสะมากขึ้นโดยอาศัยสถานการณ์อันยุ่งเหยิงภายในเป็นเหตุ บุคคลในเครื่องแบบจะมีบทบาทคึกคักขึ้น เพราะความเห็นแก่ตนของเหล่าอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย เป็นเหตุให้เหล่าปัญญาชนตระหนักถึงภัยอันใหญ่หลวงของประเทศชาติ ซึ่งถ้ายังขืนปล่อยให้สังคมดำเนินไปเช่นนี้ เหล่าคนยากจนหรือผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำซึ่งล้วนมีรายได้น้อยไม่สมดุลกับรายจ่ายก็จะลุกฮือขึ้นมาจับอาวุธต่อต้าน อาจละเมิดกฎหมาย เกิดจลาจล ประทุษร้าย ก่อความไม่สงบ เกิดการปล้นฆ่าล้างผลาญ คนรวยมาเดินตามท้องถนนไม่ได้ อาจถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ต้องหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้าน ประกาศกฎอัยการศึก มีผู้คนต้องล้มตาย เกิดเป็นสงครามกลางเมืองแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย แผ่นดินเดือด เลือดไหลริน ผู้นำต้องหนีลี้ภัยออกนอกประเทศเหตุการณ์ถึงจะสงบลงได้
เศรษฐกิจของประเทศเริ่มตกต่ำอีก คนงานถูกปลดออกจากงานเป็นจำนวนมาก ข้าวยากหมากแพง หุ้นตกอย่างวินาศสันตะโร สถาบันทางการเงินและธนาคารล้ม
เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศไทย เกิดขึ้นทางภาคเหนือ มีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมหาศาล และจะมีอุบัติเหตุทางทะเลและทางเครื่องบินมากกว่าในระยะใด มีการตายหมู่เป็นร้อย
เฮ้อ...ก็โล่งใจไปเดือน วันนี้ประเทศไทยยัง "อยู่ดี" มีอาการครบ ๓๒.!







