"เสธ.แดง" ปูดแผนลับกองทัพเถื่อน บุกทำเนียบฯ-ยึดรัฐสภา ทัพแดงแตกยับ "ตู่" ของขึ้น ด่ากราดถอนหงอก "พัลลภ-ขัตติยะ" พวกของปลอม-หมาเน่าลอยน้ำ ซัดเคยคิดฆ่าทักษิณแล้วมาขออาศัยอยู่ด้วยแต่ทำให้เพื่อไทยพัง ลั่นไม่ขอเคลียร์ ขู่เสธ.เพี้ยนหยุดพล่าม ไม่งั้นเจอกระชากหน้ากากนักรบลวงโลก อ้างแม้วเห็นด้วยให้แตกหัก ตร.คุมเข้มส่งกำลัง 200 นายคุ้มกันอภิสิทธิ์เปิดงานกลางเมือง สงครามสื่อยึดทรัพย์ระอุ รัฐบาลยึดช่อง 11 ปูพื้นก่อนศาลพิพากษา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศผ่านทางรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่อยากจะให้เกิดความตื่นตระหนก หวาดกลัว และวาดภาพเสมือนกับว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง พูดกันไปถึงขั้นที่จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร อยากบอกว่าเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยในขณะนี้ มันไม่มีเหตุที่จะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น การเมืองเราก็มีกลไกระบบรัฐสภา มีการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ฝ่ายค้านเองกำลังจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
"ผมมองไม่เห็นว่าความรุนแรง การปฏิวัติรัฐประหารจะไปแก้ไขหรือคลี่คลายปัญหาใดๆ ได้ มีแต่จะทำให้เกิดความเสียหาย สิ่งที่ได้ประชุมกันใน สมช.เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ทุกหน่วยมีความพร้อม มีแผนพร้อมแล้ว ทุกหน่วยได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกัน เพื่อให้ประชาชนมีความอุ่นใจว่าเรามีความพร้อมสำหรับเรื่องนี้ รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร รัฐบาลมีหน้าที่เพียงแค่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและรักษากฎหมาย ผู้ที่มีความคิดในการที่จะชุมนุมเคลื่อนไหว ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ประสงค์จะเห็นความรุนแรงในบ้านเมือง ขณะนี้ทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ เราอย่าทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้งซึ่งทำให้คนไทยต้องมาใช้ความรุนแรง หรือมามีปัญหากันเอง มีปัญหาอะไรเรามีช่องทางตามวิถีทางประชาธิปไตย ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถฟันฝ่าปัญหาต่างๆ ไปได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว
ต่อมานายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเฝ้าระวัง 38 จังหวัดที่ต้องเฝ้าจับตามองการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า จะดูในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย จึงต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ที่เราคิดว่ามีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ความรุนแรง จะมีบางจังหวัดซึ่งจะเห็นว่าเคยมีการปะทะ การเคลื่อนไหว และความรุนแรงที่ออกนอกกรอบของกฎหมาย ก็ต้องให้ความสำคัญกับจังหวัดเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ ถ้ามีความจำเป็นก็จะประกาศกฎหมาย แต่ถ้าไม่จำเป็นก็จะหลีกเลี่ยง พยายามที่จะไม่ใช้กฎหมายพิเศษ แต่ถ้าจำเป็นต้องประกาศใช้ก็จะดูที่ความจำเป็นของสถานการณ์และพื้นที่ เพราะรัฐบาลมีแนวว่าจะใช้กฎหมายพิเศษให้น้อยที่สุด แต่ถ้ามีข่าวหรือสถานการณ์ มีความจำเป็นเราก็ดำเนินการ เพราะการประกาศใช้กฎหมายพิเศษที่ผ่านมาของรัฐบาล เราก็ไม่ได้ไปจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เพียงแต่มาตรการการตรวจสอบจะเข้มงวดกวดขันมากขึ้น การประกาศใช้กฎหมายพิเศษถ้าสามารถป้องกันเหตุการณ์ได้ก็เป็นประโยชน์กับทุกคน
สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี ในช่วงบ่ายได้ไปเปิดมหกรรมแห่งปีการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งย่านจตุจักร โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาถึงงานก่อนกำหนดประมาณ 15 นาที มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200 นาย ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ซึ่งเป็นการสนธิกำลังระหว่างตำรวจนครบาลสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ หน่วยอรินทราช 26 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ สน.เตาปูน และหลังจากเปิดงานแล้วและเตรียมที่จะร่วมเดินขบวนเปิดงาน ทางเจ้าหน้าที่ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับก่อน เนื่องจากมีรายงานข่าวว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศระดมคนเสื้อแดงผ่านทางวิทยุชุมชนให้เดินทางมาที่จตุจักร ทำให้เจ้าหน้าที่ทีมรักษาความปลอดภัยประจำตัวนายกรัฐมนตรีต้องขอให้นายอภิสิทธิ์ยกเลิกภารกิจดังกล่าวและเดินทางกลับ
"บิ๊กทีป" สั่งหาข่าวแดงเคลื่อนทัพ
มีรายงานจาก สตช.ว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. ได้มีหนังสือสั่งการให้ บช.น.และ บช.ภ.1-9 ทุกหน่วยงานติดตามข่าวสารและเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของแกนนำ เครือข่าย และแนวร่วมคนเสื้อแดง โดยให้ประสานงานด้านการข่าวอย่างใกล้ชิด ทุกหน่วยต้องจัดเตรียมความพร้อมของกองร้อยควบคุมฝูงชน วางแผนกำหนดการใช้กำลังของหน่วย แผนการเคลื่อนย้าย หากมีความจำเป็นก็ขอรับการสนับสนุนกำลังจากฝ่ายทหาร รวมถึงให้ติดตามเฝ้าฟังวิทยุชุมชน รวบรวมข้อมูล บันทึกเสียง บันทึกภาพ การจัดเก็บภาพนิ่งในทุกสถานการณ์ของการชุมนุมปราศรัย หรือหากจำเป็นต้องเข้าคลี่คลายสถานการณ์ จะต้องไม่ใช้ความรุนแรง ใช้การเจรจาเป็นหลัก และใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก
คำสั่งดังกล่าวของ พล.ต.อ.ปทีป ยังรวมถึงการตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อตรวจค้นบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยเน้นการตรวจอาวุธและสิ่งผิดกฎหมาย ให้เพิ่มความระมัดระวังที่ตั้งของสถานที่ทางราชการ สถานที่ตั้งสาธารณูปโภค บ้านพักบุคคลสำคัญ เพื่อป้องกันการกระทำของบุคคลที่ 3 ในกรณีนอกเขต กทม. ให้มีการประสานแผนปฏิบัติกับผู้ว่าราชการจังหวัด
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีกลุ่ม นปช.จะเดินทางไปชุมนุมกันที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ว่า ทาง บช.น.ได้วางมาตรการในการรักษาความปลอดภัยไว้แล้ว โดยจะใช้กำลังจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 จำนวน 1 กองร้อย สนธิกำลังกับตำรวจควบคุมฝูงชนอีก 1 กองร้อย นอกจากนี้ยังได้เตรียมกำลังจากกองบังคับการต่างๆ ไว้คอยสนับสนุนหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้น ซึ่งสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเวลาไม่เกิน 1.30 ชั่วโมง ทั้งนี้ตำรวจคาดว่าไม่น่าเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นแต่อย่างใด และสั่งฝ่ายสืบสวนสอบสวนบันทึกภาพการชุมนุมไว้ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีหากมีการกระทำผิดกฎหมาย
รัฐบาลใช้ช่อง 11 ปูพื้นคดียึดทรัพย์
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสื่อของรัฐ กล่าวถึงเรื่องการเตรียมทำรายการเพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้ประชาชนก่อนวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นการหารือกันของผู้เกี่ยวข้อง ถ้าพร้อมก็จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงรายละเอียด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 กรณี คือจะเป็นเนื้อหาเพื่อให้ประชาชนทราบถึงขั้นตอนการพิจารณาคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาฯ ว่าขั้นตอนต่างๆ เป็นไปอย่างยุติธรรม การพิจารณาไต่สวนคดีของศาลก็เป็นการให้ทั้งสองฝ่าย คือผู้ร้องกับฝ่ายผู้ถูกร้องได้ต่อสู้คดีกัน และรัฐบาลไม่เคยไปแทรกแซงกระบวนการตัดสินคดีของศาล หากจะมีการทำรายการเช่นนี้จะไม่ใช่การไปกดดันการตัดสินคดีของศาล และสอง เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงในคดีต่างๆ ที่สังคมสนใจ เช่น คดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคดีต่างๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างไร
โดยลักษณะการทำรายการจะเป็นการให้ผู้เกี่ยวข้องมารายงานให้สังคมทราบว่าคดีต่างๆ ไปถึงไหนแล้ว เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำข้อมูลไปบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะสุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม รูปแบบรายการยังไม่ได้กำหนดว่าจะเริ่มออกอากาศเมื่อใด แต่คาดว่าจะเป็นเร็วๆ นี้ ซึ่งถ้ารายการพร้อมเมื่อใดรัฐบาลจะทำการแจ้งให้ทราบทันที
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกมาทำนายว่าศาลฎีกาฯ จะตัดสินยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งหมด ว่าหมิ่นเหม่และละเมิดอำนาจศาล เพราะที่ผ่านมาคนของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็บอกว่าจะมีการยึดทรัพย์แน่นอน ไม่เป็นผลดีต่อการทำงานของศาล และรัฐบาลไม่เคยแสดงพฤติกรรมใดๆ ในการกดดันศาล ซึ่งผิดกับยุค พ.ต.ท.ทักษิณที่ทำการกดดันศาล แทรกแซงองค์กรอิสระ ถึงขนาดเอาลูกของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนมาเป็นตัวประกันเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการสัมมนาเรื่อง "แนวโน้มความรุนแรง เหตุสู่รัฐประหาร" ผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนาพานิช จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยซึ่งเป็นผู้จัดงานครั้งนี้ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีวี่แววว่าความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยจะหาทางออก หรือทางแก้ได้โดยเร็วโดยปราศจากการเผชิญหน้า ตรงกันข้ามความขัดแย้งนี้กำลังพัฒนาไปสู่การเผชิญหน้ามากขึ้น มีแนวโน้ม มีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงที่นำไปสู่การปราบปรามประชาชน แต่การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นในวันสองวันนี้ แต่ไม่มีใครยืนยันว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้น การใช้กำลังของกองทัพในการเข้ามายึดอำนาจเปลี่ยนผู้นำไม่จำเป็นยกเว้น เสียว่าเครื่องมืออื่นๆ ของอำมาตยาธิปไตยไม่สามารถใช้ได้แล้ว ทหารเสือพระราชินีคือกลุ่มของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นกลุ่มที่มีอำนาจมากที่สุดในกองทัพ กลุ่มนี้จงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กป๋า
ด้านนายประสิทธิ์กล่าวว่า คนเสื้อแดงน่าจะมีการเสนอรณรงค์ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอารยะขัดขืน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเมื่อมีการสั่งให้ปราบประชาชนหรือยึดอำนาจ ตอนนี้มีการพูดเรื่องเงื่อนไขการรัฐประหาร เหตุการณ์ไม่สุกงอม มีด้วยหรือเงื่อนไขการทำรัฐประหาร รัฐบาลต้องลดเงื่อนไข และอย่าไปคิดว่ารัฐประหารจะเป็นไม้ตาย ในอนาคตคงมีการปฏิรูปหลายองค์กรเลย เพราะสังคมไทยจะเดินต่อไปแบบนี้ไม่ได้
"องคมนตรีอาจจะมีการเสนอให้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ทุกวันนี้สปิริตของนักการเมืองกลับสูงกว่า ถูกกดดันก็ต้องลาออก แต่องคมนตรีมีไหมครับ ไม่มีการแถลง ไม่มีคำอธิบาย ทำไมเราไม่เรียกร้องให้องคมนตรีและตุลาการมีคุณธรรมระดับเดียวกับนักการเมือง จริยธรรม คุณภาพ องคมนตรีสูงสุด รองลงมาคือผู้พิพากษา รองลงมาคือนักการเมือง ศาลต้องมีการพูดคุยกันว่าจะปล่อยให้มีตุลาการภิวัตน์แบบนี้อยู่ได้หรือเปล่า กองทัพก็ต้องปฏิรูป ต้องทำหลักนี้ให้เกิดได้ในประเทศไทย ไม่อย่างนั้นวงจรอุบาทว์ก็จะเกิดขึ้นเรื่องๆ ต้อง Modernize กองทัพ ประชาสังคมต้องจุดประเด็นนี้ให้ได้ ซึ่งสังคมไทยเวลานี้กำลังต่อสู้กันระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมฝ่ายขวาและพลังประชาธิปไตยก้าวหน้า" นักวิชาการจาก ม.ธรรมศาสตร์ผู้นี้ กล่าว
ขณะที่ปัญหาความแตกแยกอย่างรุนแรงภายในกลุ่มเสื้อแดงและแกนนำพรรคเพื่อไทยที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะปัญหาระหว่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี กับนายจตุพร พรหมพันธุ์นั้น
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธการรับเป็นแกนนำหลักของกองทัพประชาชน กล่าวถึงความขัดแย้งดังกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกับทั้ง พล.อ.พัลลภและนายจตุพร แต่คิดว่าทั้งสองคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว และเรื่องที่จะมีการคุยกันของสองคนนี้ในวันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ก็ยังไม่ทราบเรื่อง ทั้งสองคนถ้าพูดคุยกันก็คงเข้าใจ ทุกอย่างคงเรียบร้อย ขอให้ใจเย็นๆ
เมื่อถามว่าจะเข้าไปเป็นคนกลางในการเจรจากันหรือไม่ พล.อ.ชวลิตตอบว่า วันจันทร์นี้ก็จะมีการคุยกันของกลุ่มเล็กๆ กันอยู่
"เสธ.แดง"เดินหน้ากองทัพเถื่อน
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวว่า ตนผิดที่มีการแถลงข่าวการตั้งกองทัพประชาชนโดยไม่ได้ประสานกับทางกลุ่ม นปช. เพราะคิดว่าเราทำงานเป็นเส้นคู่ขนานกันอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการโทร.พูดคุยกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แล้ว ซึ่งนายณัฐวุฒิก็เข้าใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่เราแพ้เพราะถูกทหารปราบ เพราะขณะนั้นขาดแก้ว 3 ประการ คือ พรรค แนวร่วม และกองกำลังประชาชน ซึ่งไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ แต่ขณะนี้มีครบแล้ว จากกรณีของนายจตุพร ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองว่าเราขัดแย้ง ขณะนี้จึงมีผู้ใหญ่พยายามเชียร์ให้นายจตุพรไปขอโทษ พล.อ.พัลลภ
"หากไม่มีกองกำลังประชาชนเราจะรบกับรัฐบาลเถื่อนได้อย่างไร และนายจตุพรต้องตอบให้ได้ว่า ถ้าเอาคนล้านคนมาล้อมทำเนียบฯ แล้วทหารออกปราบ เราจะทำอย่างไร เมื่อรัฐบาลอยู่ภายใต้ระบบอำมาตย์ และเขาคงพาคณะรัฐมนตรีหลบในค่ายทหาร ดังนั้นเราต้องมีกองกำลังในการยึดสภา เพื่อนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ และทำให้เจ้าหน้าที่เกียร์ว่าง การที่เราจะปราบทหารเราจะต้องมี 4 ประการ คือ 1.ต้องมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำ เพราะท่านสามารถหยุดกำลังทหารได้ 2.เราต้องขนครอบครัวทหารในหน่วยรบทุกกรมกองทั้งต่างจังหวัดและ กทม.ออกไปหยุดทหาร เพื่อไม่ให้ทหารยิง 3.ขอให้พ่อแม่อย่าส่งทหารกลับเข้ากรมกอง เพราะถ้าไม่มีพลทหารก็รบไม่ได้ และเมื่อวัน ว. เวลา น. กลุ่ม นปช.จะบุกทำเนียบฯ และปิดถนน ถ้าเกิดทหารเกียร์ว่างเราจะยึดสภาได้ 4.กองทัพประชาชนที่ พ.ต.ท.ทักษิณวางไว้จะนำมวลชนสีแดงออกมา จะส่งกำลังบำรุงให้ฝ่ายเราและตัดเส้นทางการบำรุงฝ่ายทหาร" พล.ต.ขัตติยะกล่าว
พล.ต.ขัตติยะกล่าวว่า หากเราไม่ทำอย่างนี้จะเหมือนช่วงเดือนเมษายนที่เราจะแพ้อีก ดังนั้นขณะนี้นายจตุพรกับเสธ.แดงต้องร่วมมือกัน และเราจะไม่กระทบกระทั่งกันอีก และต่อไปเวลา พ.ต.ท.ทักษิณสั่งอะไร เราจะประสานกับ นปช.ตลอด เราต้องจับมือกัน เพื่อจะได้นำ รธน.40 กลับมาใช้ และถ้าทหารเกียร์ว่าง พลทหารไม่เข้ากรม นายจตุพรจะเป็นประธานรัฐสภาทันที ต้องเข้าใจว่ากลุ่ม นปช.สีแดงไม่ใช่ว่าเขาคลั่งไคล้หรือรักเรา แต่เขารัก พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการให้เราสองคนนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้าน เราดังได้ เพราะเกิดจากบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถ้าไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่มี นปช. และ พ.ต.ท.ทักษิณจะนำระบบทุนนิยมมาทำลายระบบอนุรักษนิยมที่ทำลายระบบประชาธิปไตย
"ตู่"ซัด"ลภ-เสธ.แดง"หมาเน่าลอยน้ำ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวอีกครั้งว่า ล่าสุดตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีการประสานเข้าขอโทษ พล.อ.พัลลภไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้ได้หารือกับแกนนำคนเสื้อแดงคนอื่นๆ โดยเฉพาะนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.แล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องอาวุโส ไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุ โดยแกนนำคนเสื้อแดงได้นัดพูดคุยกันแบบเปิดใจในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เพื่อมีมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วจะแถลงข่าวทันที
"ที่ประกาศจะไปขอโทษ พล.อ.พัลลภก่อนหน้านี้นั้น เพราะเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่อทำตัวไม่สมอายุก็คงไม่มีการพูดคุยอะไรกันอีก ดูแล้วเขาคงจะไม่อยากพูดคุยกับพวกผม แล้วมาบอกว่าเรื่องนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยแตก ต้องถามว่าใครกันแน่ที่จะเข้ามาทำให้พรรคแตก วันนี้เข้ามาที่นี่จะเข้ามาสั่งอย่างนั้นอย่างนี้ มันเกินไป วันนี้มันถึงจุดที่จะต้องหมดความเกรงใจ เพราะถ้ายังเกรงใจกันอยู่ก็คงจะพังกันทั้งหมด เหมือนตอนช่วงเมษา.ที่พวกเรายังเกรงใจหลายคนอยู่ มันถึงทำให้ต้องสูญเสียขนาดนั้น เพราะครั้งนั้นเราเกรงใจบางคนที่ประกาศจะไปรบ แต่กลับมาพบทีหลังว่าเป็นของปลอม ไม่ใช่ของจริง เสธ.แดงเป็นอีกคนหนึ่งที่จะต้องหยุดการเคลื่อนไหว ที่ผ่านมาพูดไปแล้วทำให้คนเสื้อแดงเดือดร้อนมามากมาย วันนี้ถึงจุดที่เสธ.แดงจะต้องหยุด ถ้าไม่หยุดก็จะมีการกระชากหน้ากากกัน
บางคนแต่งชุดนักรบก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นนักรบ บางคนดูเหมือนของจริง แต่เป็นของปลอมก็เยอะ อย่างพวกเราไม่ใช่นักรบ แต่โดนมา 30 คดีไม่เคยหนี แต่บางคนใส่ชุดทหาร บอกว่าตัวเองเป็นนักรบ แค่จะโดนออกหมายจับก็หนีไปเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย อย่างนี้หรือนักรบ แล้วจะให้เราไปเชื่ออะไรได้ วันนี้ถึงวันที่คนเสื้อแดงจะต้องมานั่งคุยกันว่าอะไรของจริง อะไรของปลอม บางคนตอนแรกก็นึกว่าขอนไม้เลยไปเกาะ แต่พอเกาะไปแล้วสุดท้ายไม่ใช่ขอนไม้ เป็นแค่หมาเน่าตัวหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเราต้องมาจัดระบบกันใหม่ เพราะถ้าเกาะไปกับพวกนี้จะกลายเป็นว่าพาประชาชนผู้บริสุทธิ์มาตายกันเปล่าๆ" นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรอ้างด้วยว่า ได้สื่อสารกับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว และ พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องการจะเคลียร์ทุกอย่างให้จบเหมือนกัน เพราะคนพวกนี้เคยอยู่ฝั่งที่จะฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณมาทั้งนั้น ไม่รู้เลยว่าที่เข้ามาอยู่ที่นี่ใครจัดวางมาอย่างไร คนแบบนี้ก็ขอบอกไว้เลยว่าต่อไปนี้จะไม่ไปคุยอะไรด้วย อย่างเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศจับตา 38 จังหวัด ก็เป็นผลพวงมาจากการเสนอทฤษฎีเรื่องความรุนแรงของคนกลุ่มนี้ที่ทำให้คนเสื้อแดงเดือดร้อน ทั้งๆ เราไม่เคยเตรียมการการชุมนุมใหญ่ในต่างจังหวัด เราจะชุมนุมใหญ่เฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น ยืนยันว่าไม่เคยกลัวเรื่องการชิงการนำ ใครอยากจะขึ้นมานำก็ขอให้ขึ้นมาเลย แล้วก็คอยดูว่าจะเป็นอย่างไร พวกนี้ของปลอม ที่โม้ๆ อยู่นั้นสร้างความเสียหายให้คนเสื้อแดงทั้งนั้น ขอให้รู้เอาไว้ด้วย คนเสื้อแดงจะต้องมาจัดระบบกันใหม่ มาพูดเปิดหัวใจกัน ไม่เช่นนั้นก็ไปให้เขาฆ่าตายเสียเปล่าๆ
นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งของแกนนำเสื้อแดงกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ว่า การประกาศที่จะตั้งกองทัพประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการกระทำที่เหิมเกริม ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่สมควรอย่างยิ่ง ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.พัลลภกับทางแกนนำกลุ่ม นปช.แม้จะเป็นเรื่องจริง คิดว่าไม่ยากที่คนเหล่านี้จะปรับความเข้าใจกันได้ตราบใดที่พวกเขายังรับใช้ทักษิณด้วยกัน ในที่สุดแล้วทักษิณก็จะเป็นผู้ชี้เป็นชี้ตาย การเดินเกมในสภาเพื่อเปลี่ยนขั้วรัฐบาล กดดันทั้งในสภา นอกสภาให้ยุบสภา จลาจล นองเลือด สถานการณ์จากนี้ไปมีโอกาสที่จะเกิดความตึงเครียด รุนแรงได้ทั้งก่อนหรือหลังวันที่ 26 ก.พ. แต่ถ้าจะเกิดความรุนแรงในระดับเผาบ้านเผาเมือง น่าจะเป็นช่วงหลัง 26 ก.พ. สรุปแล้วทักษิณยังคงเคลื่อนไหวกดดันคั่วไพ่หลายหน้าเช่นเดิม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุชัยชนะ จึงควรที่ใช้สื่อของรัฐชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องสำคัญๆ ที่ถูกบิดเบือน ไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ให้เป็นไปในลักษณะเลี้ยงสถานการณ์เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจนมากเกินไป เพราะจะทำให้ประชาชนสองฝ่ายเกิดการเผชิญหน้ากันโดยไม่จำเป็น
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงว่า พรรคเพื่อไทยกำลังร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงล้มล้างรัฐบาลโดยผิดกฎหมาย สิ่งที่ นพ.บุรณัชย์ออกมาพูด อาจเข้าข่ายกระทำการขัด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 104 ว่าด้วยการพูดจงใจใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอื่นด้วยความเท็จ ซึ่งสามารถทำให้ถูกยุบพรรคได้และผู้พูดอาจจะต้องติดคุกและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพราะ นพ.บุรณัชย์เป็นโฆษกพรรค และหนึ่งในคณะผู้บริหารพรรค ซึ่งพรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าเป็นพรรคการเมืองที่เดินตามระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้ล้มล้างรัฐบาลด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคตรวจสอบคำแถลงดังกล่าว หากเข้าข่ายมาตรา 104 ก็จะร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบเพื่อสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์.







