เรียน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
เมื่อเวลาประมาณสามทุ่มของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 พลัน...ที่สิ้นเสียงการอ่านคำพิพากษาของผู้พิพากษาคนสุดท้าย ที่เป็นหนึ่งในเก้าคนขององค์คณะผู้พิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในข้อหาร่ำรวยผิดปกติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินว่า
"ให้เงินที่ได้จากการขายหุ้น และเงินปันผลของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 36,373,687,454.70 บาทพร้อมดอกเบี้ย เฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝากนับตั้งแต่วันฝากเงิน จนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน..."
ก็ปรากฏว่า...มีเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญและชื่นชมยินดี ในผลคำตัดสินขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังกึกก้องไปทั่วทั้งประเทศ ซึ่งนั่นก็น่าจะหมายถึงเสียงของมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นมหาชนที่มิได้อยู่เคียงข้างฝ่ายใด แต่มีปัญญาและมีความรู้ความเข้าใจทางการเมือง และการปกครองไทยเป็นอย่างดี และเป็นมหาชนในกลุ่มที่มีดวงตามองเห็นธรรม และรู้เท่าทันระบอบทักษิณมาโดยตลอด
แต่ก็ปรากฏว่ามีเสียงก่นด่าและสาปแช่ง ดังมาจากกลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจในผลคำพิพากษาดังกล่าว รวมทั้งเสียงร้องไห้คร่ำครวญปิ่มว่าจะขาดใจของลิ่วล้อในระบอบทักษิณ ชวนให้เกิดความสมเพชเวทนาแก่ผู้คนที่ได้พบเห็น
ซึ่งคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นมหาชนส่วนน้อย ที่ยังคงมีผลประโยชน์จากระบอบทักษิณ และรวมถึงกลุ่มมวลชนคนธรรมดาสามัญชนที่ดวงตายังมองไม่เห็นธรรม ดวงตาของพวกเค้ายังมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่ไม่เสื่อมคลาย จนตกเป็นเหยื่ออันแสนโอชะของเจ้านายในระบอบทักษิณตลอดมา
พินิจพิเคราะห์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีดังกล่าวโดยถี่ถ้วนแล้ว ถือได้ว่าเป็นคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวพันกับนักการเมือง ผู้เคยเรืองอำนาจที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกามา
นับเป็นตัวอย่างของคำพิพากษาคดีแพ่งที่ดีที่สุด ที่ใช้ลงโทษในทางแพ่งกับนักการเมือง ที่มีพฤติการณ์ทุจริตคอรัปชั่นในเชิงนโยบาย อันถือเป็นการทรยศหักหลังต่อความเชื่อมั่นศรัทธา และความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองคนนั้น
การดำเนินคดีนี้มาตั้งแต่ต้นคดี เป็นความสมบูรณ์แบบของการดำเนินคดีแพ่ง ต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขององค์กรและบุคลากร ในกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างแท้จริง ที่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
โดยเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ทำหน้าที่เสมือนพนักงานสอบสวน
ต่อมาก็เป็นการทำหน้าที่ขององค์กรอัยการ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาสำนวนคดีก่อนยื่นคำร้องต่อศาล แล้วต่อมาก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และปฏิบัติหน้าที่ว่าความในศาล
ทีมงานทนายแผ่นดินที่ทำหน้าที่ว่าความในศาล ก็ประกอบไปด้วยทนายแผ่นดินชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้รับการเลือกสรรจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้วว่าเป็นสุดยอดฝีมือ ซึ่งสามารถประดาบกับทีมทนายความของทักษิณได้สบายมือ
สุดท้ายก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม และน่าเลื่อมใสศรัทธาขององค์คณะผู้พิพากษาทั้งเก้าท่าน ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ผลแห่งคดีจึงออกมาเป็นที่ชื่นชมยินดีของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีเสียงอีกส่วนหนึ่งที่ได้แสดงความผิดหวังเล็กน้อย ว่าทำไมไม่ยึดทรัพย์ของทักษิณให้หมดทั้งสิ้น 7.6 หมื่นล้านบาท
ภายหลังจากที่มีการอ่านคำพิพากษาคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นลงไม่กี่นาที พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใส่ชุดสูทสีดำผูกเนกไทสีดำ ได้ออกมาแถลงผ่านทีวีดาวเทียมจากมหานครดูไบมายัง "พีเพิลสเตชัน" ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานีของคนเสื้อแดง ด้วยอาการคลุ้มคลั่งและเคืองแค้นเหมือนคนสติแตก
และตอนท้ายในถ้อยแถลงของทักษิณได้ประกาศก้องขึ้นมาว่า "ผมจะบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ ถ้าผมโกงจริงอย่างที่เขาว่า ขอให้ผมมีอันเป็นไปใน 7 วัน 10 วันนี้ครับ แต่ถ้าผมไม่โกงจริงก็ขอฝากโคลงศรีปราชญ์
"ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้น คืนสนอง"
นั่นคือมุมมองของทักษิณและผู้คนในระบอบทักษิณ ที่พากันคิดไปเองว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม จากกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย พวกเขาจึงคิดที่จะแก้แค้นเอาคืนกับกลุ่มบุคคลที่พวกเขาคิดว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับทักษิณ
แต่ถ้าหันกลับไปมองในอีกแง่มุมหนึ่งที่กลับกัน โคลงกำสรวลของศรีปราชญ์ดังกล่าวใช้ได้เป็นอย่างดีกับทักษิณ เพราะถ้าแผ่นดินไทยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีจิตวิญญาณและพูดจาได้ แผ่นดินไทยก็คงจะพูดว่าทักษิณคนเดียวได้สร้างเวรสร้างกรรม ให้กับแผ่นดินไทยมาเนิ่นนานหลายปีดีดักแล้ว
พฤติกรรมของทักษิณ และกลุ่มผู้คนในระบอบทักษิณจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มันเหมือนกับการประหัตประหารแผ่นดินไทยให้ดับสูญไป แต่บัดนี้ผลกรรมที่ทักษิณกับผู้คนในระบอบทักษิณได้ร่วมกันกระทำไว้กับแผ่นดินไทย กำลังกลายเป็นดาบที่หวนคืนสนองเอากับทักษิณแล้ว
แต่เนื่องจากบาปกรรมที่ทักษิณทำไว้กับแผ่นดินนี้ มันช่างหนักหนาสาหัสนัก ดังนั้นดาบของแผ่นดินที่จะคืนสนองกับทักษิณ จึงต้องมีหลายเล่มที่คอยกระหน่ำซ้ำเติมทักษิณไปเรื่อยๆ จนกว่าทักษิณจะแดดิ้นสิ้นไป
โดยดาบแรกที่คืนสนองกับทักษิณแล้วก็คือ...คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้ลงโทษจำคุกทักษิณเป็นเวลาสองปีในคดีที่ดินรัชดาภิเษก จนทักษิณต้องกลายสภาพเป็นนักโทษชายหนีคุก ไปอยู่ต่างประเทศมาจนถึงทุกวันนี้
ดาบสองที่คืนสนองกับทักษิณแล้วก็คือ...คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ให้ทรัพย์สินของทักษิณจำนวน 46,373,687,545.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน
และต่อไปก็อาจคาดการณ์ได้ว่า ดาบสาม ดาบสี่ ดาบห้า ดาบหก ดาบเจ็ด ดาบแปด ดาบเก้า ดาบสิบ...ก็จะติดตามมาเป็นระลอกๆ ตามผลกรรมแต่ละกรรม ในหลากหลายกรรมที่ทักษิณกับเหล่าบริวารได้กระทำเอาไว้กับแผ่นดินไทย
ซึ่งดาบเหล่านั้นเป็นดาบของแผ่นดินในกระบวนการยุติธรรม ที่รอการสะสางเอาคืนกับทักษิณในอีกหลายคดี ได้แก่...
คดีปล่อยเงินกู้จำนวน 4,000 ล้านบาทให้แก่รัฐบาลพม่า, คดีการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ซีทีเอ็กซ์), คดีโครงการจัดซื้อจัดจ้างท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ, คดีโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่ง (แอร์พอร์ตลิงค์),
คดีโครงการก่อสร้างและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ของบริษัทห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร (เซ็นทรัลแล็บ), คดีการปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้แก่ผู้บริหารในเครือกฤษดามหานคร, คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทเอสซีแอสเสท ฯ เหล่านี้เป็นต้น
นอกจากนี้ เมื่อหน่วยงานของรัฐทั้งหลายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ ได้มีการอ่านและศึกษาคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ให้ยึดทรัพย์ของทักษิณจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทดังกล่าวโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว
หน่วยงานของรัฐเหล่านั้นก็อาจจะมีการขยายผลดำเนินคดีเอาผิดกับทักษิณ และบริวารได้อีกทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะมีอีกหลายคดี
และนี่คือ...ดาบของแผ่นดินที่รอวันคืนสนองเอากับทักษิณ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามดูกันเป็นตอนๆ ไป เพราะมันเป็นละครชีวิตเรื่องยาวของทักษิณ
สุดท้ายนี้...ขอฝากโคลงสี่ (ไม่สุภาพ) ชื่อว่า "กำสรวลของแผ่นดิน" ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนนักการเมืองและผู้มีอำนาจวาสนาในบ้านเมืองไทย ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินเกิด หากมันผู้ใดมีพฤติกรรมตามโคลงกลอนนี้ ก็ขอให้รับของฝากนี้เอาไปด้วย
"แผ่นดินนี่นี้เป็นพยาน
ผู้ใดบังอาจคิดการณ์ฦๅโกงกิน
กระทำการณ์ชั่วช้าสามานย์เป็นอาจิณ
ดาบของแผ่นดินนี้จะคืนสนอง"
ปฏิวัติ ธนากรรัฐ
รองอัยการจังหวัดชุมพร
ตอบ คุณปฏิวัติ
โคลงสี่สุภาพของท่านศรีปราชญ์ ที่ทักษิณ ชินวัตร นำมาอ้างหลังจากทราบผลคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กลับมาเป็นที่กล่าวขานกันอีกครั้ง ส่วนใหญ่ก็อยากจะรอดูว่าดาบนั้นจะคืนสนองใคร เพราะถูกศาลฎีกาจับแก้ผ้าจนล่อนจ้อนขนาดนี้แล้ว ยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองไม่ผิด
สามวา สองศอก








