ต้นปีที่แล้ว (2009) ในขณะที่ซีกโลกตะวันตก (หรืออาจจะเรียกว่าทั้งโลกก็ได้) กำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าทางเศรษฐกิจ ปริวิตกถึงอนาคตที่ค่อนข้างมืดมน พญามังกรจีนกลับประกาศโครงการลงทุนขนาดใหญ่มากมาย ทำเสมือนหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในตอนแรกผู้รู้หลายท่านบอกว่าเป็น "โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ" เหมือนๆ กับที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) พากันเข็นออกมาเพื่อช่วยกันประคับประคองไม่ให้โลกทั้งโลกต้องถลำดำดิ่งลงสู่ห้วง "เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก" แต่เมื่อค้นลึกลงไปกลับพบว่า โครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน (National Infrastructure Development Projects) ของจีนได้รับการริเริ่มตั้งแต่ปี 2005 แล้ว โดยในแต่ละปีจีนใช้เงินเพื่อการนี้หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เฉพาะโครงการล่าสุดที่กำลังเป็นที่ฮือฮาคือ "โครงการรถไฟหัวกระสุน" เพียงโครงการเดียว ก็น่าจะใช้เงินทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ผมไม่ได้แปลงเป็นเงินไทย เพราะตัวเลขมันแยะจนตาลาย) เมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2020 และนี่ไม่ใช่โครงการเดียว จีนมีโครงการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง (สูงสุดในโลก เร็วกว่ารถไฟหัวกระสุนในทุกประเทศที่เคยมีมา) ทั้งหมดกว่า 16,000 ไมล์ เชื่อมต่อเมืองสำคัญๆ เช่น ปักกิ่ง-เทียนสิน (ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง) หรือปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ (ใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมงจากเดิมสิบชั่วโมง) เป็นต้น
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเจ้าโลกอย่างสหรัฐอเมริกาที่กำลังบอบช้ำ และคงจะต้องเลียแผลไปอีกหลายปี คงแทบจะฟันธงได้เลยว่า ในอีกสิบปีข้างหน้าจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานก้าวหน้าที่สุด และครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากที่สุดในโลกอย่างแน่นอน
โครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาประเทศ
จีนปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจมาเป็น Socialist Market-Oriented Economy อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1986 โดยมีนโยบายพัฒนาประเทศหลักสองด้านคือ "ส่งออก" และ "โครงสร้างพื้นฐาน" โดยถือเป็นเสาหลักของการสร้างประเทศมาโดยตลอด
จนถึงวันนี้ จีนได้พัฒนาถนนหนทาง (โดยเฉพาะไฮเวย์) ไปแล้วกว่า 2,000,000 กิโลเมตร (เป้าคือ 2.1-2.3 ล้านกิโลเมตร ภายในปี 2 010) เมื่อรวมทั้งระบบปัจจุบัน จีนมีโครงข่ายเป็นความยาวกว่า 3.5 ล้านกิโลเมตร เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกา (6.4 ล้านกิโลเมตร) และเชื่อกันว่าในอีกสิบปีข้างหน้า โครงข่ายไฮเวย์ในจีนจะมีความยาวรวมมากกว่าของสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน
ที่น่าประทับใจไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ก็คือการพัฒนา "ทางรถไฟ" (โดยเฉพาะทางรถไฟรางคู่) ที่กำลังจะทำให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ในปี 2005 จีนมีทางรถไฟรวมกันทั้งประเทศเป็นความยาวเพียง 75,000 กิโลเมตรเท่านั้น (เปรียบเทียบกับ 226,000 กิโลเมตรในสหรัฐอเมริกา) ในปีนี้จีนจะมีทางรถไฟรวมกันร่วม 100,000 กิโลเมตร และกำลังสร้างทางรถไฟสำหรับรถไฟความเร็วสูงอีกกว่า 25,000 กิโลเมตรในอีกสิบปีข้างหน้า ทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว จีนน่าจะเป็นประเทศที่มีโครงข่าย "ระบบราง" ยาวที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลกอย่างแน่นอน
จีนตั้งเป้าที่จะใช้รถไฟเป็นพาหนะสำหรับรับส่งผู้โดยสารทั้งสิ้นปีละไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านคน และใช้รถไฟเป็นตัวขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อสร้างดุลยภาพกับภาคก
ารส่งออกให้ได้ภายในสิบปีข้างหน้าเช่นกัน
ผู้นำจีนมีความเชื่อว่า ความเจริญของประเทศขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ถนน" และ "หนทาง" (อันได้แก่ ทางรถไฟและทางน้ำ) โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่สำคัญ ซึ่งน่าที่จะเป็นความเชื่อที่ไม่ผิดเสียทีเดียว ประเด็นมีอยู่ว่าจะหา "ทุน" ที่ไหนมาทำการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินทุน "มหาศาล"
โอกาสทองของจีน : รัฐบาลขายที่อย่างเดียวก็รวยแล้ว
ความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอะไรที่รัฐบาลทั่วโลกพอรับทราบและตระหนักอยู่บ้าง แต่ปัญหาหลักก็คือ "เงินทุน"
เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยก็พยายามจะเข็นโครงการ "ไทยเข้มแข็งไ ซึ่งฟังดูรู้สึกว่าต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาท (หมื่นกว่าล้านเหรียญฯ) และได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่รู้จะ
หาเงินจากไหนมาดำเนินการโครงการดังกล่าว
ในขณะที่โครงการของจีนก็หลายแสนล้านเหมือนกัน แต่หลายแสนล้านเหรียญฯ ไม่ใช่บาท และรัฐบาลจีนไม่สะดุ้งแม้แต่นิดเดียว พูดภาษาเสี่ยก็คือ "ขนหน้าแข้งไม่ร่วง"
ทำไม? รัฐบาลจีนเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์แล้วจะไปเอาเงินมาจากไหน รวยมาได้อย่างไร
คำตอบก็คือ รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของที่ดินทุกตารางนิ้วในแผ่นดินจีน และที่ดินบางแห่งในจีนก็มีค่ายิ่งกว่าทองคำหลายเท่า
ปีที่แล้ว รัฐบาลท้องถิ่นจีนทั่วประเทศขาย (ให้เช่าระยะยาว) ที่ดินได้เงินรวมกันทั้งสิ้
น 233,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของงบประมาณรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บได้ พูดง่ายๆ ก็คือครึ่งหนึ่งเป็นภาษี (ประเภทต่างๆ) อีกครึ่งเป็นเงินได้จากการขายที่ดินนั่นเอง
และนี่ก็คือ "อาวุธลับ" ของรัฐบาลจีนที่หลายประเทศอิจฉา ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยจ๋า ที่ดินล้วนแต่มีเอกชนเป็นเจ้าของจับจอง ปีที่แล้วกว่ารัฐบาลจ
ะตัดใจเจียดเงินหนึ่งหมื่นล้านเหรียญดอลลาร์เพื่อมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ ก็ถกกันแทบตาย เพราะไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหน
สหรัฐอเมริกา แม้จะพิมพ์แบงก์เองได้ แต่ขณะนี้ก็ต้องคิดหนัก เพราะรัฐบาลติดหนี้ทั้งกับประชาชนในประเทศและรัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลจีนเป็นจำนวนมากมายมหาศาล จนไม่รู้จะต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปีถึงจะใช้หนี้ได้หมด ฉะนั้น จากนี้เป็นต้นไปคงไม่มีประเทศไ
หนโชคดีหาเงินมาทำโครงการได้ง่ายเท่าจีนอีกแล้ว เฮ้อ น่าอิจฉาจริงๆ.
วีระ มานะคงตรีชีพ
8 มีนาคม 2553








