เปลว สีเงิน

Wednesday, 8 August, 2012 - 00:00

ปริศนาธรรมจาก 'พระมหาชนก'

    ใกล้ถึงวันที่ ๑๒ สิงหาปีนี้ จะด้วยอะไรก็มิทราบ ทำให้ผมอยากอ่านหนังสือ "พระราชนิพนธ์" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในเรื่อง "พระมหาชนก" ขึ้นมาอีกครั้ง ผมซื้อไว้ชุดหนึ่งเมื่อคราวเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ เก็บใส่ตู้รวมไว้เฉพาะสิ่งเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ ๔-๕ วันมานี้ ผมนำกลับมาอ่านอีกครั้ง
    จากอีกครั้ง ก็ต้อง "อ่านแล้วอ่านอีก" ไม่รู้อีกกี่สิบครั้ง บางครั้งแค่ความวรรคเดียว ก็ต้องใคร่ครวญและค้นเพื่อความเข้าใจเป็นวันๆ เป็นดังที่ "วิกิพีเดีย" กล่าวไว้ตอนหนึ่งจริงๆ ว่า.....
    "พระมหาชนก เป็นเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก อันเป็นชาดก 10 ชาติสุดท้ายก่อนที่ พระโพธิสัตว์ จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า    
    ชาดกเรื่องนี้ เป็นการบำเพ็ญความเพียรเป็นบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎก และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษตรงจากมหาชนกชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยทรงดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
    นอกจากนี้ ยังทรงแปลเป็นภาษาสันสกฤตประกอบอีกภาษา รวมทั้งแผนที่ฝีพระหัตถ์ แสดงสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณบางแห่งและข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กับกำหนดวันเดินทะเลตลอดจนจุดอับปางของเรืออับโชค ทรงคาดคะเนโดยอาศัยข้อมูลทางโหราศาสตร์ แสดงถึงพระปรีชาในด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์และโหราศาสตร์ไทย
    ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อ พ.ศ.2539 พระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนกก็ออกจำหน่าย และเป็นที่ชื่นชมโดยทั่วไป แต่หนังสือพระราชนิพนธ์นี้ ก็ยังอ่านค่อนข้างยาก ด้วยความซับซ้อนของข้อความและของภาพ ทำให้มีการวิจารณ์และตีความกันในทางต่างๆ นานา"
    นี่แหละครับ...ตรงที่วิกิพีเดียว่า "อ่านค่อนข้างยาก ด้วยความซับซ้อนของข้อความและภาพ ทำให้มีการวิจารณ์และตีความกันในทางต่างๆ นานา" นั่นแหละ อ่านแล้วก็ต้องอ่านอีก เหมือนเดินเข้าอุโมงค์แห่งเขาวงกต แรกๆ คลำไปในเส้นทางมืด เวิ้งว้าง คดเคี้ยว ไร้ที่สิ้นสุด และไม่ทราบว่า....
    เมื่อไหร่จะพบ "แสงสว่างปลายอุโมงค์" ซักที!?
    ทั้งหมดมี ๓๗ บท นอกนั้นเป็น "พระราชปรารภ" และภาคผนวก ที่สำคัญจะพลาดไม่ได้คือ ภาพเขียนประกอบแต่ละบท จากจิตรกรแห่งแผ่นดินและเพื่อแผ่นดิน ประหนึ่งซ่อนปริศนาธรรมเป็นลายแทง "อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต" แห่งแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ไว้ให้ใช้ "ปัญญาที่เฉียบแหลม" คลายคลี่กัน
    ผมอยากจะบอกกับทุกท่านว่า จงกลับไปเปิดตู้หนังสือของแต่ละท่าน และหยิบหนังสือพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" มาพลิกอ่านเถิด
    อ่านอีกหลายๆ ครั้ง อ่านด้วยอานิสงส์จากพรดังปรากฏใน "พระราชปรารภ" ว่า...."ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์" นั่นแล
    "ทุกความ-ทุกภาพ" ในพระราชนิพนธ์พระมหาชนกนั้น มีอะไรที่เรียกว่า "ซ่อนนัยลึกซึ้ง" เกินกว่าจะอ่านผ่านๆ พอรู้-พอสนุก และจำแค่ตอนพระมหาชนกว่ายน้ำกลางมหาสมุทร ๗ วัน ๗ คืน จนเทพธิดา "มณีเมขลา" เห็นในความเพียร จึงอุ้มพาเหาะไปในอากาศสู่ฝั่ง แล้วนำไปพูด-ไปเล่ากันดาดๆ แค่นั้น
    แรกอ่าน จะเหมือนเดินเข้าอุโมงค์ อ่านหนึ่งจบ และพิเคราะห์แต่ละภาพหนึ่งครั้ง เหมือนคลำเปะปะในความมืด อ่านครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ และต่อๆ ไปแต่ละครั้ง จะเหมือนทิศทางที่มืดมิด ค่อยๆ เลือนรางปรากฏทางขึ้นทีละน้อย..ทีละน้อย
    ยิ่งอ่านด้วย "ความเพียรบริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม" ก็ยิ่งตื่นเต้น กระปรี้กระเปร่า ด้วยปีติ ดื่มด่ำ กับความล้ำลึกที่ค่อยๆ คลี่คลายว่า..พบแล้ว...ทางสู่คลังมหาสมบัติที่ค้นหา คือ "คำตอบอนาคตประเทศไทย" ว่าอยู่ตรงไหน และจะไปสู่จุดนั้นได้.......
    "ด้วยหนทางและวิธีใด"?
    ประหนึ่งคนเคี้ยวผลสมอ ฝาดเฝื่อน ขื่นและขมแต่แรก ครั้นเคี้ยวนานจนเข้าเนื้อ จากฝาดเปลี่ยนเป็นหวานชะเอม จากขื่นและขม เป็นชุ่มคอ-ชื่นใจ!
    "หนังสือนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า"
    "หนังสือนี้ไม่มีที่เทียม และจะเป็นที่ร่าเริงใจของผู้อ่าน"
    "ต้องการให้เห็นว่าสำคัญที่สุดคนเราทำอะไรต้องมีความเพียร"
     "ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์"
    นี่คือพระราชดำรัส "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เมื่อครั้งโปรดเกล้าฯ ให้สื่อมวลชนเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อ ๒๘ มี.ค.๓๙
    โดยพระองค์ทรงแจ้งให้ทราบว่า พระราชนิพนธ์เล่มล่าสุดของพระองค์เรื่อง "พระมหาชนก" เสร็จแล้ว และทรงเชื่อมั่นว่า ด้วยพระราชนิพนธ์พระมหาชนกนี้ ได้ทรงบรรลุพระราชภารกิจสำคัญที่สุดในรัชสมัยแห่งมงคลชัยในชีวิตประชาชนชาวไทยอันหาที่เปรียบมิได้แล้ว
    ตาม "พระราชปรารภ" ต้นเล่มบอกว่า ทรงสดับเรื่องพระมหาชนกจากพระธรรมเทศนาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๒๐ แล้วสนพระราชหฤทัย จึงค้นเรื่องจากพระไตรปิฎก และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ "โดยดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น" ทรงแปลเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙
    ครับ...ผมอยากให้สนใจเป็นพิเศษ ทรงแปลตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๐ ถึง พ.ศ.๒๕๓๑ รวม ๑๑ ปี และต่อมาอีก ๘ ปีจึงพิมพ์ รวมเวลา ๑๙ ปี
    และเมื่ออ่านด้วยใคร่ครวญตามพระราชปรารภตรงที่ว่า........
    "ด้วยประการเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องในมหาชนกชาดก ให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน โดยที่พระราชดำริว่า พระมหาชนกจะบรรลุโมกขธรรมได้ง่ายกว่า หากได้ประกอบพระราชกรณียกิจในโลกให้ครบถ้วนก่อน"
    ครับ...พระราชนิพนธ์ไว้ก่อนหน้า "สังคมปัจจุบัน" เป็นเวลา ๑๙ ปี ถ้าหากนับจาก พ.ศ.๒๕๒๐ คือหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ และ ๖ ตุลา ๑๙ ถึง "สังคมปัจจุบัน" คือใน พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ ก็เป็นเวลา ๓๕ ปี แต่ปรากฏว่า เนื้อเรื่องที่ทรงดัดแปลงไว้ในมหาชนกนั้น
    "ช่างเหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน" ดุจประหนึ่งพระปรีชาหยั่งรู้ด้วย อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ และปัจจุปปันญาณ ว่า "สังคมปัจจุบัน" เป็นฉันใด ถ้าท่านต้องการพิสูจน์ตรงที่ผมว่านี้ โปรดพิจารณาภาพประกอบพระมหาชนกแต่ละภาพด้วย "ปัญญาที่เฉียบแหลม" เป็นเบื้องต้นเถิด
    พิจารณาด้วยใคร่ครวญตามแต่ละจุดในภาพ แต่ละตัวอักษรที่ปรากฏในภาพ ทุกเส้น ที่ประกอบเป็นภาพไม่ว่าวัตถุ ต้นไม้ สายน้ำ มนุษย์ สัตว์ พืช ผืนดิน ผืนฟ้า มหาสมุทร และอักษร ใช่สักแต่เขียน-ขีดเป็นภาพ หากแต่ "มีความหมาย" สอดใส่เป็นนัยแห่งปริศนาจากอดีต ถึงปัจจุบัน สู่อนาคต ทั้งสิ้น!
    ก่อนจะอ่านพระมหาชนก ควรต้องอ่าน "พระราชปรารภ" ให้เข้าใจถ่องแท้ก่อน จะอ่านกี่เที่ยวก็ต้องอ่าน ต้องให้เข้าใจในพระราชปรารภนั้น ถ้ายังไม่เข้าใจ ถึงเปิดอ่านเนื้อหาในหน้า-ในบทต่อๆ ไป ก็เหมือนคนทานผลไม้ทั้งเปลือก
    และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ไปหา "พระมหาชนกชาดก" อ่านก่อน หลายปีมาแล้ว ผมเคยแจกหนังสือ "ทศชาติ" ไปครั้งหนึ่ง ซึ่ง "กองทุนพุทธานุภาพ" ที่วัดสระเกศฯ จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน โดยท่าน "ญาณวชิระ" เป็นผู้เรียบเรียง
    พระมหาชนกเป็น ๑ ใน ๑๐ ชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีสู่ความเป็นพระพุทธเจ้า ที่ผมต้องการให้ไปหาอ่านก่อน ก็เจตนาให้เข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นเมื่ออ่านพระราชนิพนธ์พระมหาชนก เพราะจะได้ทราบว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงดัดแปลงเนื้อเรื่อง "จากตรงไหน-สู่ตรงไหน?"
    และที่ทรงดัดแปลงนั้น ด้วยพระราชประสงค์ใด และแปลงไปเป็นอย่างใด?
    ถ้าไม่ทราบตรงไหนเนื้อเดิม จากตรงไหนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดัดแปลง จะทำให้ท่านยากขึ้นต่อการศึกษาในเนื้อหาว่า ที่ "ให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน" นั้น จากตรงไหนที่ทรงดัดแปลง
    ผมแนะให้ท่านอ่านจากบทที่ ๓๒ เป็นต้นไป จากบทที่ ๓๔ จะเป็นบทที่ทรงดัดแปลง จนถึงบทจบที่ ๓๗ อันจบลงด้วยประโยคว่า
    "มิถิลายังไม่สิ้นคนดี!"
    เรานำเรื่องสถาบัน "ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย" ในพระมหาชนกส่วนทรงดัดแปลงมากล่าวขานกันใช่ไหม เรานำเรื่องมหาชนรุมทึ้งต้นมะม่วงเพื่อแย่งกินผลมะม่วงจนต้นหักโค่นกันแล้วใช่ไหม และก็...เข้าใจกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้างใช่ไหม?
    วันนี้ เห็นจะคุยกันไม่จบ แต่จะนำบางตอนใน "พระราชปรารภ" มาให้ท่านได้อ่านด้วยโยนิโสมนสิการ ก่อนจะต่อกันอีกวันพรุ่งนี้ ดังนี้
    "มาถึงตอนเรื่องต้นมะม่วง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การที่พระมหาชนกจะเสด็จออกทรงแสวงโมกขธรรม ยังไม่ถึงวาระเวลาอันสมควร เพราะว่าได้ทรงสร้างความเจริญแก่มิถิลายังไม่ครบถ้วน กล่าวคือข้าราชบริพาร นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้างรักษาม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอมาตย์ ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น ไม่มีความรู้ทั้งทางวิทยาการทั้งทางปัญญา ยังไม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์แท้แม้ของตนเอง จึงต้องตั้งสถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสร็จ" อนึ่ง พระมหาชนกยังต้องทรงปรารภเรื่องการอนุบาลต้นมะม่วงตามวิธีสมัยใหม่ เก้าวิธีอีกด้วย.