ครม.เห็นชอบแนวทางแก้ปัญหานักเรียนตีกันทั้งมาตรการเชิงรุกและระยะยาว สั่งปิดชั่วคราวสถานศึกษา ทำผิดซ้ำซากโดนปิดถาวร "ชินวรณ์" พลิ้วปัดนโยบายส่งหัวโจกลงใต้เป็นแค่ข้อเสนอ หมอสุริยเดวแนะให้มีพื้นที่เด็กระบายอารมณ์ ปรับหลักสูตรเน้นเด็กทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการการแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทตามที่ ศธ.เสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหา และให้มีการตั้งคณะกรรมกรรมการร่วมกันโดยมี ศธ.เป็นหน่วยงานหลัก สำหรับมาตรการเชิงรุกคือให้สถานศึกษาจัดทำข้อมูลประวัติของนักเรียนกลุ่มเสี่ยงส่งให้สถานีตำรวจในพื้นที่และศูนย์เสมารักษ์ ศธ. รวมทั้งแจ้งให้ผู้ปกครองได้รับทราบและร่วมกันแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และขอให้เฝ้าระวังจุดเสี่ยงโดยตั้งคณะกรรมการที่มีผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นหัวหน้าชุด พร้อมด้วยสารวัตรนักเรียน เจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบว่ามี นร.กระทำความผิดก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายทันที ในส่วนของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ประกอบการหากพบว่าละเลยและทำให้เกิดปัญหาซ้ำซากก็จะสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราวและหากยังเกิดซ้ำอีกก็จะสั่งปิดเป็นการถาวร ขณะเดียวกันให้มีการจัดตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน สภานักเรียน สภาเยาวชน ทำกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์ร่วมกันให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของนักเรียนด้วยโดยเฉพาะนอกเวลาเรียน
ส่วนมาตรการระยะยาวที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การจัดระบบช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล ทำระบบคัดกรองข้อมูลนักเรียน ผู้ปกครองและเยี่ยมบ้านนักเรียน ให้คำปรึกษา จัดกลุ่มพิเศษ เช่น กลุ่มอีคิว เน้นย้ำให้สถานศึกษาบูรณาการหลักสูตรหน้าที่พลเมืองในกรณีที่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงมาตรการด้านกฎหมายซึ่งให้หน่วยงานเกี่ยวข้องไปดำเนินการ
นายชินวรณ์กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่จะนำนักเรียนนักศึกษากลุ่มเสี่ยงหรือพวกหัวโจกลงไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เรื่องนี้เป็นเพียงข้อเสนอแนะในที่ประชุมเท่านั้นยังไม่ใช่นโยบายหลักของ ศธ. เพราะหากให้นักเรียนลงไปบำเพ็ญยัง 3 จังหวัดภาคใต้จริงอาจจะเป็นภาระในเรื่องของงบประมาณและสร้างภาระงานซ้ำซ้อนให้กับคนในพื้นที่ซึ่งคิดว่าเรายังมีพื้นที่อื่นให้เด็กได้บำเพ็ญประโยชน์อีกหลายที่
สำหรับมาตรการที่ผู้ปกครองจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการกระทำของเด็กด้วยนั้น ขณะนี้ ศธ.ได้ดำเนินการไปแล้วโดยให้ผู้ปกครองร่วมเป็นภาคีเครือข่าย ขณะเดียวกันก็จะทำวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อค้นหาว่ามีบริบทใดบ้างที่ยังไม่ครอบคลุมการแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาท
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ให้ความเห็นว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงรวมถึงเด็กที่สร้างปัญหามาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวซึ่งอาจเกิดจากปัญหาครอบครัว สถานภาพ วิธีการเลี้ยงดู เด็กเหล่านี้อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ต้องการแสดงพลังในขณะที่ไม่มีพื้นที่ให้เด็กแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ และความที่เด็กโตแต่ร่างกาย แต่ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอจึงเกิดการหล่อหลอมและนำไปสู่การแสดงออกเชิงลบ ดังนั้น มาตรการแก้ปัญหาต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ การที่ ศธ.เสนอให้นำเด็กไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการเสนอบทลงโทษเด็กเทียบเท่าผู้ใหญ่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กด้วย ไม่ใช่เสนอบทลงโทษด้วยอารมณ์หรือประชดประชัน เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาอาจจะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ
นพ.สุริยเดวกล่าวด้วยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเป็นเพราะการเลี้ยงดูของครอบครัว ดังนั้นควรนำพ่อแม่ผู้ปกครองเข้ารับการอบรมการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างถูกวิธีด้วย โดยอาจจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีศูนย์พัฒนาครอบครัวกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศเป็นหลักในการอบรม และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่ทิ้งความรับผิดชอบ และควรปลูกฝังเรื่องจิตอาสา เรียนรู้การเป็นผู้ให้ โดยต้องเป็นมาตรการบังคับและทำต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นเพียงมาตรการสร้างภาพ นอกจากนี้ ศธ.ต้องคิดนอกกรอบการเรียนการสอนปีแรกๆ อาจให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่มีปัญหาเรียนรู้มิติเชิงสังคม ให้ออกไปทำกิจกรรมเพื่อผู้ด้อยโอกาส ทำงานกับชุมชน ให้เกิดทักษะการเป็นผู้ให้และค่อยมาเสริมวิชาการภายหลัง เด็กอาจจะไม่จำเป็นต้องจบหลักสูตรภายใน 3 ปี อาจจะเป็น 4-5 ปีก็ได้ นอกจากนี้ องค์ความรู้ต่างๆ ต้องนำวิถีชีวิตมาเป็นโจทย์ในการเรียนรู้ระหว่างครูและนักเรียนด้วยและอาจจะต้องมีพื้นที่ให้เด็กได้ปลดปล่อยอารมณ์แต่ให้อยู่ในกติกาและขอบเขต รวมทั้งควรมีเครือข่ายเฝ้าระวังทั้งภายในและนอกสถาบันการศึกษา โดยใช้ระบบครูที่ปรึกษาร่วมกับพ่อแม่ ชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง.








