กระจกไร้เงา

Thursday, 8 November, 2012 - 00:00

ร้านสะดวกซื้อ สมรภูมิที่เริ่มเดือด ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง

     ต้องยอมรับว่า ในขณะนี้ "การค้า การขาย" ในประเทศไทย มีความคึกคักอย่างมาก โดยเฉพาะ "สมรภูมิน้ำดำ" ที่เจ้าตลาดเดิมอย่างเสริมสุข ซึ่งถูกตัดขาดจากเป๊ปซี่ ตัดสินใจผลิตน้ำดื่มโคล่าของตัวเองออกมาสู้ ในนาม "เอส โคล่า" หวังท้าชิงกับแบรนด์ที่อยู่ในตลาดอย่าง โค้ก, บิ๊กโคล่า และเป๊ปซี่ 
        งานนี้ต้องบอกว่า "มันส์พ่ะย่ะค่ะ" เพราะ 2 เจ้าดังอย่าง" โค้ก" และ  "เป๊ปซี่" ก็คงไม่มียอม ต้องเปิดหน้าแลกเต็มที่ งานนี้ใครดีใครอยู่ เสริมสุขแม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ แต่มีจุดแข็งที่เครือข่ายแน่นปึ้ก ชื่อยังจำไม่ได้ แต่จุดเด่นอยู่ที่การเข้าถึงร้านค้าย่อย น่าจะเป็นหมัดเด็ดที่หวังจะเบียดแย่งแชร์กลับมาได้
        แม้ตลาด "น้ำดำ" จะน่าตื่นเต้น แต่ก็ยังมีอีกสมรภูมิที่กำลังร้อนฉ่า และคาดว่าจะดุเดือดในเร็วๆ นี้ นั่นก็คือ "ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ" เพราะนับวันผู้เล่น แต่ละค่ายต่างก็เสริมแกร่ง และอาบน้ำแต่งตัวใหม่จนไฉไลกว่าเดิม
        อย่างที่ทราบกันดี เมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แฟมิลี่มาร์ทประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศจับมือกับ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ซีอาร์ซี) อย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดทางให้ซีอาร์ซีเข้าถือหุ้นใหญ่ 50.29% ในบริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ผู้บริหารร้านแฟมิลี่มาร์ทในประเทศไทย ซึ่งก็หมายความว่า  จากนี้ไปร้านแฟมิลี่มาร์ทจะได้ทุนหนาๆ และความเชี่ยวชาญทางด้านค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปเสริมแกร่ง และน่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้มากทีเดียว
          แค่ดูแผนการขยายสาขาก็บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า "แฟมิลี่มาร์ท" ยุคใหม่นี้ จะต้องเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในสมรภูมิค้าปลีกอย่างแน่นอน ปัจจุบันแฟมิลี่มาร์ทในไทย มีสาขา 746 แห่ง จะเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว เป็น 1,500 แห่ง ภายใน 5 ปี และ 3,000 แห่ง ภายใน 10 ปีข้างหน้า แม้ปริมาณการขยายตัวดูจะน้อยกว่าคู่แข่งรายใหญ่อย่างเซเว่น-อีเลฟเว่นมาก แต่ก็นับว่า "เดินมาถูกทาง"
        แต่ที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการค้าปลีกและร้านค้าสะดวกซื้อ ก็คงจะหนีไม่พ้นกระแสข่าวที่ระบุว่า บมจ.สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ได้เจรจากับ บริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น  ผู้บริหารร้าน "ลอว์สัน" ร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท สหลอว์สัน จำกัด เพื่อรุกขยายร้านสะดวกซื้อในเมืองไทย ซึ่งแต่ละฝ่ายจะถือครองหุ้นในอัตรา 50%
        โดยตามกระแสข่าวระบุว่า การเข้ามาของลอว์สัน คือการเข้ามาสวมพื้นที่ของร้าน 108 ช็อป ร้านค้าปลีกในเครือสหพัฒนเดิม ซึ่งมีอยู่กว่า 600 แห่งทั่วประเทศ
        แน่นอนหาก "ลอว์สัน" เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยจริงๆ จังๆ ยิ่งจะเป็นการสร้างความคึกคักให้กับธุรกิจร้านสะดวกซื้อในไทยอย่างมาก เพราะจะทำให้การแข่งขันรุนแรงและสนุกขึ้นตามลำดับ (แน่นอนแข่งขันสูง ลูกค้ายิ่งได้ประโยชน์)
        แต่อย่างไรก็ตาม การเสริมความแข็งแกร่งของทั้ง 2 ค่าย ก็ใช่ว่าจะเข้ามาเจาะเจ้าตลาดอย่าง "เซเว่น-อีเลฟเว่น" ได้ง่ายๆ เพราะปัจจุบัน "เซเว่น" นั้นสามารถขยายตัวไปยึดหัวหาดในพื้นที่เกรดเอทั่วทั้งประเทศหมดแล้ว ปัจจุบัน  "เซเว่น-อีเลฟเว่น" มีสาขารวมกว่า 6,800 แห่งทั่วประเทศ มีอัตราการขยายสาขาเฉลี่ย 500 แห่งต่อปี และที่สำคัญโมเดลของเซเว่นยังเป็นธุรกิจแฟรนไชส์  ทำให้การขยายสาขานั้นทำได้ง่ายมาก
        ส่วนแฟมิลี่มาร์ท แม้จะเป็นแฟรนไชส์ แต่สาขายังห่างจากผู้นำเป็น 10  เท่า ทำให้โอกาสที่เบียดขึ้นอันดับ 1 ภายใน 5-10 ปี นั้นไม่ใช่ง่ายๆ ดังนั้นในตอนนี้คงจะต้องมองไปที่การปรับโครงสร้างและวางระบบให้แข็งแกร่งก่อน   ขณะที่ลอว์สัน ซึ่งก็คือร้าน 108 ช็อปเดิมนั้น โครงสร้างของธุรกิจยังเป็นกึ่งๆ โชห่วย กึ่งๆ ร้านคอนวีเนียนสโตร์ ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันยังน้อยมาก  เพราะส่วนใหญ่ร้าน 108 ช็อปนั้นมีไว้เพื่อช่วยระบายสินค้าของบริษัทในเครือสหพัฒนเป็นหลัก ดังนั้นปรัชญาในการทำธุรกิจจึงแตกต่าง ยังไม่นับรวมกับทำเล ของร้าน 108 ช็อป ส่วนใหญ่เป็นทำเลเกรดบี อยู่ในตรอก ซอก ซอย ทำให้แบรนด์ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แม้มีสาขาเยอะ แต่จะต้องทุ่มสรรพกำลังอีกมาก หากจะยกระดับการแข่งขันของตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็ต้องดูความเชี่ยวชาญของลอว์สันว่าจะเข้ามาปิดจุดอ่อนและสร้างจุดแข็งได้แค่ไหน แต่หากให้วัดตอนนี้ ต้องยอมรับว่า เจ้าตลาดยังทิ้งห่างอีกไกล
    นี่เพียงเขียนถึงแค่ 3 เจ้า แต่ในความเป็นจริง ตลาดร้านสะดวกซื้อในไทย นั้นใหญ่กว่านี้มาก เพราะบรรดาห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างโลตัส และบิ๊กซี ต่างก็มีธุรกิจร้านคอนวีเนียนสโตร์ของตัวเอง ทั้งมินิ บิ๊กซี, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส หรือท็อปส์ เดลี่ ต่างก็อัดเม็ดเงินขยายสาขากันอย่างเต็มที่
ก็อย่างที่ทราบ มูลค่าตลาดค้าปลีกนั้นสูงถึงระดับล้านล้านบาท ใครๆ เห็นก็ต้องตาวาวกันทั้งนั้น แค่แชร์ 1-2% นั่นหมายถึงมูลค่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาล จึงไม่แปลกใจที่บรรดานักลงทุนทั้งไทยและเทศต่างจ้องชิ้นปลามันในตลาดนี้
    และในฐานะผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ก็รู้สึกดีใจมาก ที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเติบโตขึ้นต่อเนื่อง เพราะนั่นก็หมายความว่า เราจะเข้าถึงสินค้าได้ง่าย และ ราคาถูกลง ยังไงก็ขอเชียร์ให้แข่งกันเยอะๆ นะครับ.