แค่ต้นๆ มีนา...ยังไม่ทันถึงเดือนเมษา. อุณหภูมิความร้อนก็หอบไอแดดมาแผดเผา ระดับแทบจะต้องแก้ผ้าทำงานเอาเลยก็ว่าได้ แต่เพียงเท่านี้ยังต้องถือว่าระดับน้องๆ เพราะถ้าหากว่ากันตามความคาดหมายของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งได้ออกมาประเมินสถานการณ์ความร้อนเอาไว้ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ว่ากันว่า...ระดับอุณหภูมิสูงสุดน่าจะไม่น้อยไปกว่า 43 องศา หรือเป็นระดับอุณหภูมิที่เคยทำให้พวกฝรั่งในยุโรป ร้อนตาย นับเป็นพันๆ ราย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั่นเอง...
-----------------------------------------------------
ท่ามกลางภาวะอากาศที่ทำท่าว่าจะร้อนหนัก และร้อนนานเช่นนี้...ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ความแล้งหรือ ภัยแล้ง ย่อมจะต้องแผ่ซ่านไปทั่วทุกหย่อมหญ้าอยู่แล้วแน่ๆ ด้วยเหตุนี้...เพียงแค่เริ่มต้นเดือนมีนา. พื้นที่ที่ถูกประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ อันเนื่องมาจากความแห้งแล้ง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงขยายตัวครอบคลุมไปถึง 36 จังหวัด มากกว่าช่วงระยะเดียวกันของปีที่แล้วไปถึง 51.38 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นภาคเหนือ 13 จังหวัด ตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด ภาคกลาง 9 จังหวัด ตะวันออก 4 จังหวัด และภาคใต้อีก 4 จังหวัด นับเป็นจำนวนหมู่บ้านได้ถึงเกือบ 14,000 หมู่บ้าน อันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของประชากรไม่น้อยกว่า 3-4 ล้านคนขึ้นไป...
------------------------------------------------------
สภาพความแห้งแล้งที่มีลักษณะแผ่ซ่านไปทั่วทุกจุด ทำเอาบรรดาเขื่อนสำคัญๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ตกอยู่ในสภาพเดียวกันหมด คือแทบไม่เหลือน้ำติดเขื่อนติดก้นไหเอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ตลอดไปจนถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ถ้าหากเทียบปริมาณน้ำกับปีก่อน ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน สรุปได้ว่าปริมาณน้ำได้หายไปจากแต่ละเขื่อน รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 3,343 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นอย่างน้อย หรือแทบทุกเขื่อนต่างก็ตกอยู่ในสภาพ วิกฤติ ไปด้วยกันทั้งนั้น....
---------------------------------------------------
แม้กระทั่งแหล่งเก็บน้ำระดับรองๆ ลงมา อย่าง อ่างเก็บน้ำ ในแต่ละพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ไม่ว่าจะเป็นอ่างลำตะคอง ลำมูลบน ลำแชะ ลำพระเพลิง ลำปลายมาศ ลำนางรอง เมื่อนำปริมาณน้ำปีที่แล้วมาเทียบกับปีนี้ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน จำนวนน้ำก็หดหายไปถึง 258 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นอย่างน้อย...แต่ปริมาณการเพาะปลูกในพื้นที่เขตชลประทาน กลับเพิ่มขึ้นแบบพรวดๆ พราดๆ คือจากปีที่แล้วในช่วงเดียวกันนี้ 8 จังหวัดในภาคอีสาน มียอดพื้นที่เพาะปลูกอยู่แค่ 183,000 ไร่ มาปีนี้พุ่งขึ้นไปถึง 203,000 ไร่ เฉพาะแค่การเพาะปลูกข้าวนาปรังเท่านั้น ก็ปาเข้าไปถึง 190,000 ไร่เข้าไปแล้ว...
-------------------------------------------------------
ทำไงได้...มันก็เป็นอย่างนี้นั่นแหละท่านสารวัตร!!! ถึงจะเจอกับเพลียะกระโดดก็แล้ว เจอกับราคาปุ๋ย ราคาต้นทุนที่สูงขึ้นๆ ก็แล้ว แถมยังไงๆ ก็คงต้องเจอกับภัยแล้งอยู่แล้วแน่ๆ แต่ในเมื่อราคาข้าว ราคาสินค้าการเกษตร มันชั่งเป็นอะไรที่ยั่วยวนใจซะเหลือเกิน ไม่ว่าใครก็ใครเถอะ...คงไปห้ามไม่ให้ชาวไร่ ชาวนา ท่าน เสี่ยง ปลูกข้าว ปลูกพืชผลการเกษตรได้ง่ายๆ ปัญหาว่าด้วย การจัดสรรน้ำ เพื่อให้สามารถตอบสนองกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่าย ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จึงต้องกลายเป็นปัญหาของเขื่อนแต่ละเขื่อน ของกรมชลประทาน ของกระทรวงเกษตร และของรัฐบาลทั้งรัฐบาลจนได้...
--------------------------------------------------------
และก็คงไม่ใช่แค่การจัดสรรน้ำภายในขอบเขตประเทศเท่านั้น...การลดลงของ แม่น้ำโขง ตลอดทั้งสาย ซึ่งกำลังสร้างปัญหาให้กับ 4 ประเทศบริเวณตอนใต้ของแม่น้ำสายนี้อย่างทั่วถึงกันหมด ทำให้รัฐบาลยังต้องแบกรับภาระในการหิ้วกระดิ่งไปผูกคอแมว หรือต้องพยายามหาลู่ทางในการเจรจากับประเทศต้นน้ำ อย่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะ...ภายหลังจากที่มีการจัดตั้งโครงการความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขง อันประกอบไปด้วย 4 ประเทศในภูมิภาคนี้ กับ คณะกรรมการลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางปีที่ผ่านมา การชี้นิ้วกล่าวโทษไปยัง เขื่อนจีน ว่าเป็นสาเหตุในการสร้างปัญหาให้กับแม่น้ำโขงในแทบทุกเรื่อง ทุกกรณี ก็ดูจะเป็นไปในแบบเป็นเนื้อเป็นหนัง และเป็นกระบวนการยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...
----------------------------------------------------------
พูดง่ายๆ ว่า...ขนาดรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร ตลอดไปจนถึงวุฒิสมาชิกบางราย ฯลฯ ออกมากล่าวโทษ เขื่อนจีน กันอย่างตรงไป-ตรงมาเช่นนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไปแล้ว แต่การเจรจาในเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยให้อุณหภูมิความร้อนมันลดลงหรือเพิ่มขึ้น อันนี้...ก็คงขึ้นอยู่กับ สติ และ ปัญญา ของแต่ละฝ่ายนั่นเอง อย่างไรก็ตาม...เท่าที่ดูจากท่าที ลีลา ของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างที่ได้พบปะกับผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศจีน นาย หูเจิ้งเยว่
ไปเมื่อวานนี้ โดยแนวโน้มก็น่าที่จะทำให้อะไรต่อมิอะไรพอได้เย็นลงๆ ไปตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อได้รับฟังคำตอกย้ำของผู้แทนฝ่ายจีน ซึ่งยืนยันเอาไว้อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า จีนจะไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์ อันเนื่องจากความร่วมมือกับประเทศในอนุภูมิภาคนี้เป็นอันขาด...
----------------------------------------------------------
หรืออาจพอสรุปได้ว่า...ในเรื่องความแล้ง ความร้อน ระดับระหว่างประเทศนั้น ขณะนี้คงยังไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาด บาดตายซักเท่าไหร่ แต่ที่หนักหนาสาหัสจนต้องถือเป็นวาระ
เร่งด่วน เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ก็คงหนีไม่พ้นไปจากความแล้งและความร้อน ซึ่งกำลังแผ่ลุกลามอยู่ภายในประเทศทุกวันนี้ และนับจากนี้เป็นต้นไป แต่ระหว่าง ภัยแดง กับ ภัยแล้ง อะไรมันจะหนักหน่วงไปกว่ากัน??? อันนี้...อีกไม่กี่วันข้างหน้าคงพอหาข้อสรุปได้ไม่ยาก แดดเปรี้ยงๆ ระดับนี้ แถมอุณหภูมิพุ่งพรวดไปถึง 30-40 องศา ถ้าหาก ท่อน้ำเลี้ยง ไม่มากพอ ไม่จัดสรรน้ำเลี้ยงเข้าสู่ระบบชลประทานแบบพลั่กๆๆๆ แล้วล่ะก็...โอกาสที่จะเกิดรายการ เก็บฉาก เปิด ยุทธการดาวกระจาย แยกย้ายกลับไปบ้านใคร-บ้านมัน...ย่อมมีสูงเอามากๆ เพราะไม่ว่าจะรักใคร ชอบใคร เพียงใดก็เถอะ แต่ถ้าหากต้องให้มาพิสูจน์ความรักด้วยการ ติดคุก ตอนหน้าร้อน...ก็เท่ากับ ตกนรก ดีๆ นี่เอง!!!
-------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก มหาตะมะ คานธี...ผู้ซึ่งปราศจาก...ขันติธรรม...อย่างท่วมท้นสุดประมาณแล้ว ย่อมไม่สามารถประพฤติปฏิบัติสิ่งที่เรียกว่า...อหิงสา...ได้เลย.
------------------------------------------------------








