เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้วสำหรับประเทศไทย ที่ช่วงนี้ดูเหมือนว่าองศาความร้อนจะมีเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากสภาพอากาศที่ร้อนมากมายแล้ว ก็ยังมีปัญหาอื่นที่ต้องพูดว่า "อีกแล้วหรอ" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรกการเตรียมชุมนุมครั้งใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงกลาง มี.ค ซึ่งทุกคนได้แต่ภาวนาขออย่าให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นมา เพราะครั้งนี้คงไม่ไหวที่จะเคลียร์ให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ของประเทศให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ขณะที่ฟากคนไทยซึ่งต้องใช้คำว่าส่วนใหญ่ที่ไม่ได้แบ่งฝ่ายแบ่งสีเองก็คงหนีไม่พ้นกับคำว่าเบื่อกับเหตุการณ์ที่ไม่สิ้นสุด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการระมัดระวังในการจับจ่ายให้มากขึ้น จากเที่ยวมากๆ ก็เที่ยวให้น้อยลง ลดสินค้าที่ฟุ่มเฟือย เก็บเงินไว้ในกระเป๋าดีกว่า เพราะอะไรที่เราไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เหมือนหลังจากช่วงปิดสนามบินประกอบภาวะเศรษฐกิจโลก คนไทยต้องตกงานกันเป็นว่าเล่น
และอีกประการที่ต้องพูดว่า "อีกแล้วหรอ" ข้าวของที่ปรับราคาสูงขึ้น โดยช่วงนี้ต้องเกาะกระแสราคาน้ำตาลทรายที่ขาดตลาด ปัญหาที่ตามมาก็คือการกักตุนสินค้าของพ่อค้าคนกลาง และการขยับราคาของสินค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาน้ำตาล ที่เชียงใหม่เดิมขายส่งน้ำตาลกระสอบละ 50 กิโลกรัม จากกระสอบละ 1,100-1,200 บาท ได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1,300 บาทแล้ว หรือเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 26 บาท ราคาขายปลีกหน้าร้านกิโลกรัมละ 27-30 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 23 บาท
ขณะที่น้ำตาลปึก น้ำตาลปีบ และน้ำอ้อย ก็มีการขยับราคาขึ้นถึงกิโลกรัมละ 28 บาทแล้ว ซีอิ้วหวานซึ่งทำจากน้ำตาล มีการปรับราคาขึ้นมาด้วยจากขวดละ 17 บาท เป็นขวดละ 22 บาท ซึ่งยังไม่รวมกับสินค้าบริโภคต่างๆ ที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ก็เตรียมที่จะขยับราคาขึ้นตามด้วยในไม่ช้านี้ ซึ่งเรื่องการปรับราคาสินค้าขึ้น เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต่างก็เบื่อไม่แพ้กับกระแสการเมืองในบ้านเรา เพราะรายได้เท่าเดิม รายการจับจ่ายกับสินค้าอุปโภคบริโภคก็จ่อที่จะขยับกันอีกแล้ว เตรียมจ่ายเงินกันอีกหลายต่อหลายทอด
นอกจากปัญหาร้อนๆ ที่กล่าวที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งกล่าวมาในข้างต้นแล้ว ก็ขอตามมาด้วยจากสิ่งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ที่หน้าร้อนทีไหร่ต้องเจอกับปัญหาการขาดแคลนน้ำทุกที ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามได้ยากอยู่แล้ว และเมื่อต้องเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุของประเทศไทยในปีนี้ด้วยแล้ว ทำให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยถูกประกาศภัยแล้งเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในบางตอยลดเหลือ 30 ซม. จากที่เคยลึก 3-5 เมตร และจากข้อมูลของกรมชลประทานถึงวันที่ 7 มีนาคม 2553 พบมีหมู่บ้านประสบภัยแล้ง 13,975 แห่ง คิดเป็น 18.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาหมู่บ้านประสบภัยมีอยู่ 9,232 แห่ง หรือร้อยละ 12.32 ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ทั่วประเทศ มี 46,208 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 63 แต่จะใช้ได้เพียง 22,363 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 30
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้มีปัญหาโดยตรงกับเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำ เมื่อปริมาณน้ำที่ลดน้อยลงย่อมส่งผลต่อผลผลิตพืชผลทางการเกษตรที่ต้องลดลงตามไปด้วย ผัก ผลไม้ ข้าว พืชผลทางการเกษตรก็ต้องปรับตัวขึ้น เพราะขาดตลาด ขณะที่ประเทศไทยในแต่ละปีได้ส่งออกสินค้าทางการเกษตรเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล เมื่อเจอปัญหาเช่นนี้เราควรรับมือเช่นไรดี
ดูเหมือนว่าฤดูร้อนในครั้งนี้นอกจากอากาศที่ร้อนเร็วและร้อนมากขึ้นกว่าทุกปีแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำให้ประชาชนต้องร้อนอกร้อนใจไปด้วย.








