ศาลฎีกาฯ เผยแพร่คำพิพากษากลางคดียึดทรัพย์ น.ช.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท ความยาว 187 หน้าลงในเว็บไซต์แล้ว ทีโอทีประเมินมูลค่าเสียหายแสนล้านบาท แปลงสัมปทานเป็นสรรพสามิต ปรับลดพรีเพด แก้ไขสัญญาเอไอเอส ส่งเรื่องให้ไอซีทีเสนอต่อ ครม.อังคารนี้ ด้าน กสท ตีมูลค่าเสียหายปรับลดโรมมิง 600 ล้านบาท "กรณ์" กางปีกป้องคนบริสุทธิ์ที่ไม่มีเอี่ยวช่วย "ทักษิณ" ทุจริต
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปิดเผยว่า ขณะนี้ศาลฎีกาฯ ได้เผยแพร่คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษากลางขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ความยาว 187 หน้า ในคดียึดทรัพย์จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 มี.ค.แล้ว ในเว็บไซต์ศาลฎีกาที่ http://www.supremecourt.or.th ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปและผู้สนใจสามารถ download คำพิพากษากลางเพื่อนำไปศึกษาหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้
ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตนขององค์คณะทั้ง 9 คน ศาลฎีกาฯ กำลังเร่งดำเนินการ โดยจะเริ่มเผยแพร่คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเสียงข้างน้อย 2 เสียงของนายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา และนายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโส ลงในเว็บไซต์ก่อนภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีคำวินิจฉัยให้ยึดทรัพย์ทั้งหมดจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเป็นที่สนใจของประชาชน สำหรับคำพิพากษาขององค์คณะเสียงข้างมากอีก 7 เสียงจะค่อยๆ เผยแพร่ต่อไป
นายมนต์ชัย หนูสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารการลงทุน ในฐานะประธานคณะทำงานประเมินความเสียหายจากคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางทีโอทีได้สรุปความเสียหายจาก 3 ประเด็นที่ประกอบด้วย 1.การที่เอกชนหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม 2.การปรับลดส่วนแบ่งโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน (พรีเพด) เหลือ 20% และ 3.การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือ โดยอนุญาตให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส หักค่าใช้จ่ายส่วนการใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิง) ออกจากรายได้รวม ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ได้ชี้มูลว่าผิดนั้น เบื้องต้นพบมูลค่าเสียหายประมาณ 1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ สามารถแบ่งเป็นมูลค่าเสียหายจากการที่เอกชนหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม 3.4 หมื่นล้านบาท และการแก้ไขสัญญาปรับลดส่วนแบ่งโทรศัพท์ระบบเติมเงิน (พรีเพด) จาก 25% เหลือ 20% ให้กับเอไอเอส อีกเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนนี้เป็นการประเมินจากในส่วนของทีโอที ที่มองจากพื้นฐานพรีเพดในปัจจุบันที่เติบโตน้อยลง
นายมนต์ชัย ระบุว่า วันที่ 9 มี.ค.นี้ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที จะเสนอให้ ครม.ได้รับทราบข้อมูล ส่วนจะกลับมาใช้สัมปทานเดิมก่อนมีการแก้ไขหรือไม่นั้น อาทิ การให้เอไอเอสกลับมาจ่ายส่วนแบ่งพรีเพด 25% นั้น ต้องให้ ครม.ตัดสินใจ เพราะการแก้สัญญาแนบท้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จากการที่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน
ด้านนายกฤษดา กวีญาณ ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้สรุปมูลค่าความเสียหายจากการปรับลดค่าโรมมิง จากนาทีละ 2.10 บาท เหลือนาทีละ 1.00-1.10 บาทให้กับบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด บริษัทในเครือเอไอเอส เบื้องต้นอยู่ที่ 600 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าดังกล่าวยังไม่รวมกับการแปลงสัญญาสัมปทานไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทได้ส่งมูลค่าความเสียหายให้ทางไอซีทีและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน กสทฯ เตรียมตั้งอนุญาโตเพื่อหาอัตราโรมมิงที่เหมาะสมกับทางเอกชนหลังจากที่มีการปรับลด ซึ่งในส่วน กสทฯ มองว่าเอกชนควรกลับมาจ่ายในอัตราเท่าเดิม
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.การคลัง กล่าวว่า รัฐบาลจะทำทุกวิธีทางเพื่อไม่ให้กลุ่มคนบริสุทธิ์ต้องได้รับผลกระทบเชิงลบ จากกรณีสืบเนื่องศาลพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ยังไม่ได้รายงานความเสียหายของแต่ละหน่วยงานมาให้ทราบ แต่ได้มีการประเมินไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว และบางส่วนศาลก็ได้ระบุถึงตัวเลขความเสียหาย ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวตั้งในการประเมินต่อไปได้
"อยากยืนยันว่าเราทำทุกอย่างด้วยการมองไปสู่อนาคตเป็นตัวตั้ง ใครที่เคยทำผิดก็ต้องรับผิดชอบต่อความผิด โดยในทางกฎหมายเราไม่ได้เอาเรื่องกับใคร นอกเหนือจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย และทำทุกวิถีทางไม่ให้กลุ่มคนที่บริสุทธิ์ต้องได้รับผลกระทบในเชิงลบ" นายกรณ์กล่าว.








