ตัวเลขการส่งออกไทยในเดือน มี.ค.2552 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด ที่มีมูลค่า 11,555.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเดือนเดียวกันปีก่อนลดลง 23.1% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือน ม.ค. และ ก.พ. ที่ส่งออกลดลง 26.5% และ 11.3% ตามลำดับ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 9,454.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 35.1% เกินดุลการค้า 2,100.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.52) มีมูลค่า 33,787.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 20.55% และการนำเข้าในช่วง 3 เดือนแรก มีมูลค่ารวม 26,732.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 37.6% เกินดุลการค้า 7,054.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากตัวเลขการส่งออกของไทยจะเห็นได้ว่ามีการติดลบกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วการส่งออกเริ่มชะลอตัวลดลงตั้งแต่เดือน พ.ย.2551 แล้ว โดยตัวเลขการส่งออกในเดือน พ.ย. มีมูลค่า 11,870.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 20.47% ต่อเนื่องถึงเดือน ธ.ค.2551 ที่มีมูลค่าการส่งออก 11,604.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.55% ทำให้โดยรวมในไตรมาส 4 ปี 2551 มีมูลค่าการส่งออก 38,741 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 10.58% แต่ภาพรวมทั้งปี 2551 มีมูลค่าการส่งออก 177,841.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15.58%
สำหรับปี 2552 นี้ การส่งออกของไทยคงจะไม่ขยายตัวเป็นบวกได้ หากดูจากตัวเลขการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปีที่มีแต่ทรุดลงติดต่อกันมาโดยตลอด ถึงขั้นที่ทั้งปีอาจจะขยายตัวเป็นอัตราที่ติดลบก็ได้ อยู่ที่ว่าจะติดลบมากหรือน้อยเท่านั้น
โดย นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ออกมายอมรับว่า ในไตรมาส 2 การส่งออกของไทยอาจจะยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก โดยสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์กำหนดจะปรับแผนการส่งออกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมการส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ แต่ทั้งนี้ก็ยังเชื่อว่าการส่งออกไทยจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำหนดทบทวนการส่งออกรายไตรมาส เพราะปีนี้ไม่ปกติ ต้องดูกันใกล้ชิด แต่ก็คงเป้าหมายส่งออกเดิมที่จะทำให้ติดลบน้อยที่สุดหรือพยายามให้เป็นบวก เพราะเศรษฐกิจโกลเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว และหากไทยไม่มีปัญหาการเงินเหมือนหลายประเทศ ไทยน่าจะมีความพร้อมรับมือเมื่อเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นได้เร็วกว่า ซึ่งหากสถานการณ์ภายในประเทศสงบและไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็น่าจะสามารถผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวได้
สำหรับแผนงานที่ผ่านมาของกระทรวงพาณิชย์ในการที่จะช่วยเหลือการส่งออกนั้น ได้วางแผนในการผลักดันมาตรการต่างๆ ได้แก่
1.มาตรการด้านสินค้า ได้มีการจัดงานสร้างแบรนด์สินค้าไทย มอบรางวัลให้กับสินค้าไทยที่มีการส่งออกดีเด่น (PM Award) เสนอวาระแห่งชาติในการตั้งสถาบันธุรกิจบริการแห่งชาติ ผลักดันโครงการครัวไทยสู่ครัวโลกฉบับสมบูรณ์ เป็นต้น
2.มาตรการด้านต้นทุนมีมาตรการในการดูแลภาษีวัตถุดิบในการนำเข้าเพื่อส่งออก โดยประสานกับกระทรวงการคลังให้มีการพิจารณาเรื่องการลดภาษีนำเข้า เพิ่มสินเชื่อวงเงินในการประกันความเสี่ยงผ่าน EXIM Bank หาช่องทางให้กับผู้ส่งออกให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ดันสินค้าเข้าสู่ระบบคอนแทร็คฟาร์มมิง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการผลิต ดูแลต้นทุนด้านค่าขนส่ง เป็นต้น
3.มาตรการด้านการตลาด ได้แก่ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในตลาดเก่าให้มีความเข้มแข็ง การทำโรดโชว์บุกตลาดใหม่ การเตรียมการขายผลไม้ล่วงหน้าก่อนฤดูกาล และเร่งประชาสัมพันธ์ไทยแลนด์แบรนด์
4.มาตรการด้านการสื่อสารและการสร้างภาพลักษณ์ เช่น การทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านระบบออนไลน์ และมาตรการแก้ไขการขาดออเดอร์ชั่วคราว ได้แก่ การจัดงานเมดอินไทยแลนด์ การจัดงานมหกรรมการค้าลุ่มแม่น้ำโขง ปี 2552 เป็นต้น
แต่ดูเหมือนการผลักดันงานทั้งหมดในช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมาของกระทรวงพาณิชย์จะไม่ประสบความสำเร็จเอาเลย เพราะตัวเลขฟ้องและชี้ชัดว่า ไม่สามารถกู้วิกฤติการส่งออกที่เกิดจากกำลังซื้อของประเทศลดลงจำนวนมากได้เลย
กระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีแผนในการกระตุ้นการส่งออกรอบ 2 ต่อเนื่องจากมาตรการรอบแรกในไตรมาส 2 นี้ โดยมาตรการรอบใหม่นี้จะเร่งรัดการจัดทำโครงการ Thailand Best Friend เป็นการเชิญผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สั่งซื้อสินค้าไทยเดินทางมาไทย มาพบกับภาครัฐบาลและเอกชนของไทย ซึ่งจะมีการต้อนรับเป็นอย่างดี และกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น กำหนดจัดงานในวันที่ 22-27 มิ.ย.นี้
นอกจากโครงการ Thailand Best Friend กระทรวงพาณิชย์จะเร่งการเจาะตลาดใหม่ ผ่านโครงการ New Market for Exporters (NME) เพื่อเพิ่มหรือทดแทนตลาดเก่าที่หายไป โดยจะมีการจัดคณะผู้แทนการค้าไปบุกเจาะตลาดใน 24 ประเทศ รวม 36 กิจกรรม ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ก.ย. และจะมีการจัดโรดโชว์สร้างความเชื่อมั่นในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. จะมีการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ 5 ครั้ง ได้แก่ กัมพูชา จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย ไนจีเรีย และแอฟริกาใต้
สำหรับมาตรการระยะยาว จะมุ่งเน้นการวางรากฐานของอุตสาหกรรมส่งออกให้มีทิศทางที่ชัดเจน และเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยจะเริ่มเน้นพัฒนาด้านตัวสินค้ามุ่งสู่นวัตกรรม โดยส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความแตกต่าง และเพิ่มมูลค่าของสินค้าในอนาคต ส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าไทย (Thailand's Brand) ให้มากขึ้น รวมถึงจะเร่งรัดให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมธุรกิจบริการแห่งชาติ เพื่อดูแลธุรกิจบริการและหาทางสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น
ส่วนสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ได้วางรากฐานของการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้แบบยั่งยืน และผู้ส่งออกมีต้นทุนและผลผลิตที่แน่นอน ผ่านระบบการทำคอนแทร็คฟาร์มมิง โดยจะใช้วิธีจูงใจมอบสัญลักษณ์ SR Mark (Social Responsibility) ให้ผู้ประกอบการ
ด้านโลจิสติกส์ ได้ให้มีการศึกษาหาข้อมูลจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมหลายหลุ่ม เพื่อทำเป็นโมเดลในการพัฒนาโลจิสติกส์แบบยั่งยืนในอนาคตให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกทั้งหมด
ด้านการประชาสัมพันธ์ ได้จัดให้มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างจริงจัง เพื่อมุ่งเน้นให้ลูกค้าในหลายๆ ประเทศเข้าสู่ฐานข้อมูลของสินค้าไทยได้ทุกกลุ่ม และยังจะเริ่มวางรากฐานของการค้าผ่านระบบออนไลน์ E-Commerce อีกด้วย
นอกจากนี้จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างกระทรวงให้มากขึ้น โดยจะเข้าไปขอความร่วมมือจากกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น เพราะกระทรวงพาณิชย์เป็นฝ่ายการตลาดของไทย ซึ่งถือว่าอยู่ปลายน้ำ ดังนั้นถ้ามีโอกาสเข้าร่วมนำเสนอแนวทางเพื่อขอความร่วมมือจากต้นทุน ซึ่งดูแลโดยกระทรวงต่างๆ ที่เปรียบเสมือนเป็นฝ่ายการเงิน ฝ่ายผลิต และฝ่ายวัตถุดิบ เชื่อว่าจะทำให้โอกาสเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยเพื่อมุ่งสู่ตลาดโลกมีศักยภาพมากขึ้น
นั่นคือมาตรการหรือแผนงานที่กระทรวงพาณิชย์เสนอออกมาเป็นฉากๆ ว่าจะมีการผลักดันมาตรการต่างๆ ให้ออกมาอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 นี้ ผสมกับมาตรการเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินให้เอ็กซิมแบงก์เร่งปล่อยสินเชื่อให้ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ 58,000 ล้านบาท ให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากจากวิกฤติโลก และติดตามให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่ผู้ส่งออกอย่างใกล้ชิด ตลอดจนขยายเวลาการให้กู้ยืม และการให้ดอกเบี้ยแบบคงที่ พร้อมทั้งดูแลในส่วนของการประกันความเสี่ยง สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้จัดหาเงินเพิ่มทุนให้เอ็กซิมแบงก์ 5,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถให้บริการประกันการส่งออกตามเป้าหมาย 150,000 ล้านบาทต่อปี
ล่าสุด แผนการเฉพาะหน้าที่ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกโรงดันมาตรการช่วยเหลือภาคการส่งออกชนิด "ยาแรง" เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
โดยเน้นแนวทางด้านมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เช่น การขอคืนภาษีมุมน้ำเงินหรือการจ่ายชดเชยภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรให้แก่ผู้ส่งออกทุกกลุ่มในอัตรา 3-5% โดยหากกระทรวงการคลังเห็นชอบจะสามารถช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์-ชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันประมาณ 40% ของการส่งออกของไทยในปี 2551
ซึ่งตามแนวโน้มแล้ว คาดว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้มีโอกาสส่งออกขยายตัวลดลงถึง 30% หากได้รับการช่วยเหลือ จะเหลือขยายตัวลดลงทั้งปีไม่เกิน 5% ขณะที่กลุ่มสินค้าอื่นๆ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนอีกประมาณ 60% ของยอดส่งออกในภาพรวม ซึ่งคาดว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวลดลง 5% แต่หากได้รับความช่วยเหลือด้านการคืนภาษีมุมน้ำเงินในอัตราข้างต้นจะทำให้ยอดส่งออกสินค้ากลุ่มนี้มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น 5%
ทั้งนี้ คาดว่ามาตการภาษีมุมน้ำเงิน จะทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้ในอีก 8 เดือนที่เหลือของปีนี้ประมาณ 1.28 แสนล้านบาท แต่จะช่วยลดต้นทุน และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกได้อย่างมาก โดยจากการคำนวณคาดว่าจะเพิ่มยอดการส่งออกของไทยได้ไม่ต่ำกว่า 9.6 แสนล้านบาท ซึ่งหากรวมกับ 5 มาตรการผลักดันการส่งออกเดิมที่กระทรวงดำเนินการอยู่แล้ว เชื่อว่าจะทำให้ยอดส่งออกปีนี้ขยายตัวเพิ่ม 0-3% ตามเป้าหมาย
หากไม่ใช้ยาแรง โดยใช้มาตรการคืนภาษีมุมน้ำเงินนี้เลย ตัวเลขการส่งออกปีนี้จะติดลบไม่ต่ำกว่า 15% และจะทำให้มีการตกงานอีกเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการพิจารณาคืนภาษีมุมน้ำเงินให้กับผู้ส่งออกแต่อย่างใด
"ภาษีอากรมุมน้ำเงิน" คือการที่รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ส่งสินค้าออกในรูปของบัตรภาษี สำหรับสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ซึ่งครอบคลุมถึงการขายสินค้าภายในประเทศให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และครอบคลุมถึงการขายสินค้าให้แก่องค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานที่มีสิทธิ์นำสินค้าเข้ามา โดยได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร เป็นการทดแทนค่าภาษีอากรที่ผู้ผลิตได้เสียไปในทุกขั้นตอนของการผลิต ได้แก่ ภาษีอากรที่มีอยู่ในมูลค่าของวัสดุอุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องจักรเชื้อเพลิง พลังงานอย่างอื่นที่ใช้ในการผลิตสินค้า แต่ไม่รวมถึงภาษีเงินได้ค่าภาคหลวง ภาษีอากรที่อาจขอคืนได้ตามกฎหมายอื่น ภาษีอากรส่วนท้องถิ่น และภาษีอากรตามที่คณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรกำหนด
ทั้งนี้ การจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรจะพิจารณาจ่ายตามอัตราเงินชดเชยที่กำหนดตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรที่มีขั้นตอนการขอชดเชยอากร คือผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรต้องยื่นหนังสือแสดงความจำนงเพื่อขออนุมัติหลักการในการขอชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ กศก.169) ยื่นที่ฝ่ายชดเชยอากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ พร้อมแนบเอกสารประกอบ
ความเป็นไปได้ในภาวะที่การจัดเก็บภาษีอากรของกระทรวงการคลังอยู่ในขั้นที่จัดเก็บเงินภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการจริงมาตลอด โดยช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท จากประมาณการรายได้ที่ตั้งไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปีงบประมาณ 2552 นี้จะมีแนวโน้มจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 3 แสนล้านบาท จึงไม่มีความสมควรที่จะมีการจ่ายเงินชดเชยหรือคืนภาษีมุมน้ำเงินให้กับผู้ส่งออกอีก เหมือนเป็นการซ้ำเติมภาคการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐเข้าไปอีก
การขอคืนภาษีมุมน้ำเงินของ "เจ๊พรทิวา" จึงมีอันต้องจบลงเร็วกว่ากำหนด โดยที่ไม่มีการหารือกันให้เสียเวลา
มาตรการช่วยเหลือการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ จึงต้องหันมาพึ่งมาตรการของตนเองที่มีอยู่ ทั้งงบประมาณที่จำกัด และมาตรการที่ออกมาในช่วงแรก ก็ไม่ได้มีผลต่อการส่งออกมากนัก จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า หลังจากนี้ "ส่งออกไทย" จะมีทิศทางอย่างไร.








