แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง สายความจริงวันนี้ วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตั้งหัวข้อใหญ่ ระดมพลคนเสื้อแดง 10 พ.ค. "ความจริงวันนี้ ใครทำร้ายประเทศไทย" พร้อมกับฉายหนังตัวอย่างชูเป็นไฮไลต์ของงาน "จอมลวงโลก" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 12 เม.ย. วันประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน กระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในรถคันที่ถูกเสื้อแดงทุบ
คนเสื้อแดงโหมกระแส โดยเฉพาะจตุพรตั้งใจชูเป็นจุดขาย พร้อมกับกล่าวอ้างเหตุผลต่างๆ นานา แต่ยังไม่ทันไร กระแสกลับถูกเหวี่ยงกลับมาฉับพลัน เมื่อมีการนำภาพเคลื่อนไหว ขณะนายกรัฐมนตรีก้าวขึ้นรถ และเป็นคันที่ยี่ห้อและทะเบียนตรงกับคันที่ถูกทุบหน้ากระทรวงมหาดไทยทุกประการ
กลายเป็นว่าไฮไลต์สำคัญของงาน จตุพรวาดหวังจะนำไปขยายผลประเด็นการเมือง ถูกดิสเครดิตกลับ ภาพบอกเล่าเหตุการณ์แทนคำพูด ใครกันแน่ "จอมลวงโลก"
การชุมนุมคนเสื้อแดงยังให้น้ำหนักและโฟกัส ย้อนไปเหตุการณ์สลายการชุมนุม การชุมนุมที่ยังปักใจเชื่อว่ามีคนตาย โดยที่ปราศจากข้อเท็จจริงด้านวัตถุพยาน ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว อย่างที่เชื่อว่า ทหาร-รัฐบาล ทำร้ายคนเสื้อแดง จนถึงชีวิตข้อมูลข่าวสารวันนี้คนเสื้อแดงถูกนำมาประมวลเป็น "คำบอกเล่า" เชื่อได้ว่า มีคนบอกว่าได้ยินมาว่า 1-2-3-4 กลายเป็นการเล่นสงครามข่าวสารใต้ดิน
อาศัยการบอกปากต่อปากให้หวังปลุกมวลชนต่างจังหวัด เชื่อว่าทหาร-รัฐบาล ใช้ความรุนแรงล้อมปราบประชาชนคืนวันสลายการชุมนุม พร้อมกับการแจกซีดีในฐานะผู้ถูกกระทำ
แกนนำเสื้อแดงยังติดใจอดีตมากกว่ามองไปข้างหน้า ติดใจกับอดีตอันเจ็บปวด "ปราชัย" ในเกมสงครามชิงเมือง แต่ไม่ร่วมวิเคราะห์ มองเหตุ ปัจจัย ที่ทำการ แผนการ ไม่เป็นอย่างที่วางเอาไว้ ว่าเป็นเพราะอะไร การชุมนุมคงไม่มีอะไรใหม่ไปกว่าย้อนอดีตให้ข้อมูลด้านเดียว เปิดแผลขยายผลด้วยความเชื่อ การสลายการชุมนุม 12-13-14 เม.ย. มี "คนตาย"
และตั้งใจบริหารมวลชน ตรวจ "เช็คกำลัง" เสื้อแดง ยังคงเหนียวแน่นเหมือนเดิมหรือไม่ มองอีกมุมเชื่อได้ว่า การชุมนุมที่ผ่านมา เสื้อแดงเสียแนวร่วมบางส่วนในการกระทำอันอยู่นอกเหนือกรอบกฎหมาย แท็กซี่ปิดถนนรอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ การจับประชาชนเป็นตัวประกัน นำรถแก๊สขวางถนนย่านดินแดง บุกรุกทำร้าย เผารถเมล์ และ 2 ชีวิตผู้บริสุทธิ์ย่านตลาดนางเลิ้ง สังเวยความขัดแย้งทางการเมือง
แม้ วีระ-ณัฐวุฒิ มีเงื่อนไขประกันตัว ทำให้การเคลื่อนไหวแบบถึงลูกถึงคน ทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะหากถูกถอนประกันเมื่อใด คงกลับเข้าห้องสี่เหลี่ยมอีกครั้ง
แต่แนวร่วมหลัก แกนนำที่ยังคงหลบซ่อนพยายามส่งสัญญาณการจับอาวุธต่อสู้ การใช้ความรุนแรง
ที่น่าสนใจ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยว่า "การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมใหม่ ที่ประกอบด้วยกลุ่มองค์กรในอดีตที่ปฏิเสธแนวทางสันติวิธี มีการพูดถึงการจับอาวุธล้มอำนาจรัฐ การทำให้เกิดสภาวะเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ในพื้นที่ต่างๆ รวมถึง กทม. ซึ่งสอดรับกับรายงานข่าวการฝึกปฏิบัติการณ์จรยุทธเมืองอีสานตอนล่าง"
ขณะที่ยังคงมีขบวนการขับเคลื่อนเสื้อแดง ต่อสู้แบบถึงลูกถึงคน ใช้วิธีซุ่มโจมตี เหมือนเป็นกองกำลังติดอาวุธ โดยที่ไม่ต้องผ่านการบริหารงานจัดการจาก 3 เกลอแกนนำเหมือนแต่ก่อน พูดง่ายๆ คือเล่นเกมใต้ดิน ใช้คนน้อย แต่สร้างผลกระทบเขย่าขวัญเสถียรภาพรัฐบาลได้มาก
รอเพียงจังหวะเวลาในการก่อการเท่านั้น ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ในการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของคนเสื้อแดงยังน่าจับตายิ่ง "แบ่งสายเล่นเกม" สายชุมนุมเรียกร้องตามกรอบกฎหมาย สายเกมในสภา ผ่าน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และสายฮาร์คคอร์ มุ่งเล่นใต้ดิน
คงเป็นไปตามแผนการตากสิน (Thaksin) ที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายการก่อความวุ่นวาย จนรัฐบาล ทหาร ควบคุมไม่อยู่ ยังไม่บรรลุผล
แต่ 10 พ.ค.นี้ ขอ "รวมพลคนอกหัก" ตีหน้าเศร้า เล่าความจริง (ครึ่งเดียว) ปลุกขวัญ เลี้ยงฉลองพี่น้องเสื้อแดงที่ร่วมสู้รบกันมายกแรกก่อนก็แล้วกัน หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่.








