บทบรรณาธิการ

Thursday, 9 May, 2013 - 00:00

การศึกษาหมาหางด้วน !

  ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายการศึกษาของชาติ ที่ต้องให้หลักประกันต่อสิทธิเสรีภาพของการศึกษาของประชาชนไทย รวมถึงหลักการสำคัญในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา แต่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังดำเนินการสวนทางกับเจตนารมณ์และหลักการสำคัญของสิทธิพื้นฐานในการศึกษาของคนในประเทศ
    เมื่อ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ โดยระบุว่าเป็นโรงเรียนที่ด้อยคุณภาพ และมีโรงเรียนใกล้เคียงที่มีคุณภาพรองรับ แต่เหตุผลสำคัญที่อ้างถึงคือ รัฐบาลไม่มีงบประมาณที่จะพัฒนาโรงเรียนทุกแห่ง และไม่สามารถนำงบประมาณจากภาษีมาดูแลโรงเรียนได้อย่างเท่าเทียม โดยโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ สพฐ.ตั้งเป้ายุบรวม เป็น รร.ที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน
    ทั้งนี้ จำนวน รร.ขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน มีทั้งหมด 14,816 โรง ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน มีทั้งหมด 5,962 โรง แยกเป็น โรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 20 คน จำนวน 709 โรง, มีนักเรียนตั้งแต่ 21-40 คน จำนวน 2,090 โรง, นักเรียน 41-60 คน จำนวน 3,163 โรง
    พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งสะท้อนนโยบายสั่งการจากบนลงล่างอย่างชัดเจนในการบริหารงาน และสะท้อนวิสัยทัศน์การบริหาร เพราะแทนที่จะคำนึงถึงปัญหาสำคัญ อย่างการบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ เช่น ผลการสอบโอเน็ต ที่เด็กไทยมากกว่าครึ่งประเทศไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน หรือ จัดการบูรณาการหลักสูตร ไม่โกง ในสังคมไทยอย่างจริงจังเร่งด่วน พร้อมทั้งปรับปรุงทรัพยากรครูให้มีคุณภาพเท่าทันยุคสมัยโลกาภิวัตน์
     แต่กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับงบประมาณแผ่นดินมากที่สุด จำนวน 460,075,180,900 บาท คิดเป็นร้อยละ 19.2 ของวงเงินงบประมาณ ทุ่มเททรัพยากรที่ได้มาอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลมากแค่ไหน มิพักพูดถึง แนวทางการศึกษาฟรีที่ไม่ฟรีอย่างแท้จริง ที่ผู้ปกครองโดยเฉพาะคนยากจน หาเช้ากินค่ำ ยังคงต้องแบกภาระไว้เต็มบ่าเหมือนเดิม 
    หน้าที่ของรัฐคือ ดำเนินการทางนโยบายเปิดทางเลือกให้กับการศึกษาของคนในประเทศได้เข้าถึงอย่างทั่วถึง หลากหลาย มิใช่เข้าไปควบคุมโดยใช้หลักการคิดเรื่องงบประมาณเป็นตัวตั้ง แล้วเดินหน้ายุบโรงเรียนขนาดเล็ก โดยที่ไม่รับฟังความคิดเห็นจากชุมชนเสียก่อน ซึ่งผลที่ตามมาหนีไม่พ้นความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น 
    วันนี้สังคมชนบทล่มสลาย และนโยบายแห่งรัฐกำลังตอกย้ำความล่มสลายมากยิ่งขึ้น เมื่อประกาศยุบทิ้งโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชน ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นโรงเรียนที่ปู่ย่าตายายของคนในชุมชนต่างล้วนกันสร้างขึ้นมา โรงเรียนกว่า 5,000 โรงที่จะต้องถูกยุบ เพียงยึดหลักมาตรฐานโรงเรียนในเมือง มาเทียบกับโรงเรียนในชนบท เพื่อตอกย้ำความด้อยค่า
     สำคัญกว่านั้นคือ นโยบายที่ลักลั่นในวิธีการแก้ไขปัญหาจัดการที่ไม่ถูกจุด โดยระบุว่า จะมีการจัดรถตู้ และจัดซื้อจักรยานให้เด็กนักเรียน ซึ่งมันสวนทางกับเหตุผลที่ระบุว่า สิ้นเปลืองงบประมาณในการมีโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชน ทั้งที่กลไกหลักของการจัดการศึกษาในชุมชนสามารถบริหารจัดการได้โดยใช้ภาคส่วนต่างๆ ในองค์กรชุมชน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบริหารจัดการ
    เจตนารมณ์สำคัญของการศึกษาเพื่อชีวิต คือสนับสนุนการศึกษาเพื่อสร้างศักดิ์ศรีของคน ให้เกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพในสิ่งที่เขามี เขาเป็น สร้างอาชีพ ความเข้มแข็งอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในท้องถิ่นบ้านเกิด ซึ่งนี้คือแนวทางสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาที่จะนำพาประเทศ มิใช่มุ่งหน้าสู่การศึกษาหมาหางด้วน ตามนโยบายแห่งรัฐ
       การจัดการกลไกการศึกษาให้มีโรงเรียนขนาดเล็กยึดโยงกับรากเหง้า ตามแบบฉบับ small is beautiful หรือ จิ๋วแต่แจ๋ว สร้างคุณภาพให้กับทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริง สถานการศึกษาขนาดเล็กในชุมชนชนบท ต้องมีเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด เพื่อเป้าหมาย บริการประชาชนทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะในสังคมชนบทที่ห่างไกล ยิ่งรัฐบาลที่อ้างว่า มาจากเสียงรากหญ้า คนยากคนจน ก็ยิ่งต้องเห็นคุณค่าของโรงเรียนขนาดเล็ก หากต้องการพัฒนาประเทศโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน.