Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

นับถอยหลัง ลดคุ้มครอง..เงินฝากแบงก์


    ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น มีแต่เสียงถกเถียงกันว่าเมื่อไรธนาคารพาณิชย์จะลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ (สเปรด) แต่ลืมไปว่าอีกไม่ช้าไม่นาน เงินที่ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์จะได้รับความคุ้มครองลดลง หลังจากการเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเริ่มนับหนึ่งในเดือนสิงหาคม 2553
     นั่นคือ ตั้งแต่เดือน ส.ค.2553 ถึง ส.ค.2554 เงินฝากที่ฝากไว้จะยังได้รับความคุ้มครอง 100% แต่หลังจากเดือน ส.ค.2554 ความคุ้มครองจะเหลือแค่ 50 ล้านบาทต่อบัญชี และค่อยๆ ลดลงจนเหลือ 1 ล้านบาท ในปี 2555 เป็นต้นไป แต่ "สิงหะ นิกรพันธุ์" ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก บอกว่า แม้ความเสี่ยงมี แต่โอกาสที่แบงก์จะล้มคงยาก และไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป

0 พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อใด
     เดือน ส.ค.2554 จะเริ่มลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 50 ล้านบาท ไปอีก 1 ปี หลังจากนั้นอีก 1 ปี จะลดลงเหลือ 1 ล้านบาท โดยไม่สามารถยืดระยะเวลาออกไปได้อีก เนื่องจากมีการกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลตามกฎหมาย หากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้อง มีการแก้ไขกฎหมาย แต่สิ่งที่สถาบันฯ ดำเนินการไปแล้ว คือ เสนอต่อรัฐบาลให้เพิ่มความคุ้มครองเงินฝากเหมือนต่างประเทศ เพราะยังอยู่ระหว่างบทเฉพาะกาลที่สามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกาได้ โดยเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนนานขึ้นเป็น 3 ปี

0 สัดส่วนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ระดับเท่าใด
     ในการคุ้มครองเงินฝากนั้น จะมุ่งเน้นคุ้มครองผู้ฝากเงินรายย่อยไม่ให้ได้รับผลกระทบหากเกิดกรณีสถาบันการเงินล้ม ซึ่งตามข้อมูล ณ สิ้นปี 2552 ผู้ฝากเงินในระบบมีประมาณ 56.9 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ฝากเงินที่มีวงเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท ถึง 98.49% ซึ่งหมายความว่าผู้ฝากเงิน 98.49% จะไม่ได้รับผลกระทบหากสถาบันการเงินล้ม เพราะจะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน
     ในประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ จ่ายแค่ 3 ล้านบาท ประเทศข้างเคียงเราจ่ายไม่เกิน 500,000 บาท จ่ายมากจ่ายน้อยดูที่รายได้ประชาชาติต่อหัว ของเราจ่าย 1 ล้านบาท ก็เท่ากับ 7 เท่าของรายได้ประชาชาติ เทียบประเทศพัฒนา รายได้ประชาชาติเขาสูงมาก จ่ายแค่ 2 เท่า

0 ถ้าพูดถึงความมั่นคงของธนาคารที่ผู้ฝากเงินเลือกฝาก มีความเสี่ยงด้านใดบ้าง
     ในแง่ของความมั่นคง เงินทุนแบงก์ไม่มีปัญหา เพราะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สูง ประกอบกับมีบทเรียนเมื่อปี 2540 มากมายที่เจ็บและต้องจดจำมาก เพราะกระทบลูกค้าทั้งแบงก์ ทางการก็มีประสบการณ์เยอะที่ต้องระวัง ประกอบกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดใช้บาเซิล 2 ก็กดดันให้แบงก์ต้องมีความมั่นคงที่สูงขึ้น ต้องมีฐานข้อมูลที่สูงขึ้น ต้องมีวิธีการบริหารความเสี่ยงที่พัฒนาได้อีกหลายระดับ เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมันมีสูง
     แต่ถามว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นคือแบงก์ล้ม มีไม่ได้หรือ มันไม่แน่ ของพวกนี้มันอาจเป็นสาขาธนาคารที่ธนาคารแม่มีปัญหา ซึ่งปัจจุบันเวลาเกิดวิกฤติความเชื่อถือ สถาบันการเงินล้มง่ายจะตาย เพราะเครื่องไม้เครื่องมือมีเยอะมาก พวกอิเล็กทรอนิกส์ พวกถอนเงินสารพัด มันจะง่ายมาก ความเชื่อถือคือสิ่งที่แบงก์จะอยู่ได้ แต่ถ้าแบงก์ไม่มีความน่าเชื่อถือ จะแบงก์ใหญ่แค่ไหน ถูกรุมถอนเงินก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น วิกฤติความน่าเชื่อมันจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ยากที่จะคาดการณ์

0 ธนาคารพาณิชย์จะเกิดการแข่งขันแย่งเงินฝากที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีขนาดเล็กก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนัก
     ต้องพูดตรงๆ ว่าสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากอัตราสูง มักเป็นสถาบันการเงินขนาดเล็ก จึงต้องมีการดึงดูดเงินฝากมาก คนจึงอาจคิดว่าฐานะการเงินไม่มั่นคง แม้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของสถาบันการเงินขนาดเล็กจะมีความมั่นคง แต่คนรู้สึกไปเอง สถาบันการเงินจึงต้องให้ดอกเบี้ยสูง ประชาชนที่ต้องการฝากเงิน 1 ล้านบาท ก็คงต้องเลือกฝากกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หรือเครดิตเรตติ้งชั้นดี แต่ก็จะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากถูก เป็นระบบที่ทำให้ทุกอย่างมีความสมดุล คือ ผู้ฝากต้องดูแลความเสี่ยงของตัวเองได้ ไม่ใช่ว่าหลับตาฝากเงินที่ไหนก็ได้ หากเกิดความเสียหายแล้วโยนภาระให้รัฐบาลก็ไม่ถูก และยังทำให้เจ้าของสถาบันการเงินไม่มีวินัย
     แค่คิดว่าเรตติ้งดีหน่อยเดี๋ยวก็มาเอง กลายเป็นต้นทุนสูงต่อสถาบันการเงิน ก็ไม่ถูก อีกทั้งยังทำให้สถาบันไม่มีวินัย ดังนั้นผู้ประกอบการก็ต้องระวังในการตีเรตติ้งด้วย

0 ความคืบหน้าการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ที่สถาบันฯ ทำอยู่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนไหน
     อยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งคาดว่าคงยังไม่มีความชัดเจนภายในปีนี้ เพราะถือเป็นเรื่องใหม่ของโลก แต่ถือเป็นเรื่องที่ยุติธรรมสำหรับสถาบันการเงินที่ทำดี แต่จะทำให้เกิดการยอมรับอย่างไร ต้องมีความโปร่งใส โดยอาจมี ธปท.และกระทรวงการคลังร่วมกันพิจารณาเห็นชอบการให้เรตติ้งแก่สถาบันการเงินแต่ละแห่ง เช่นเดียวกับสหรัฐและมาเลเซีย เป็นต้น

0 แบงก์เล็กอาจเสียเปรียบแบงก์ใหญ่
     เราถึงได้เห็นมีการซื้อแบงก์ มีการควบรวมกิจการ เพราะฉะนั้นการควบรวมทำให้โตเร็วขึ้น ความมั่นคงสูงขึ้น พอร์ตสินเชื่อก็จะกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ไม่กระจุกตัว เพราะฉะนั้นมันจะเป็นแนวโน้มทั่วโลก แบงก์เล็กๆ ที่แบงก์ชาติเพิ่งอนุญาตให้ทีหลัง ก็ทำธุรกิจเฉพาะกิจไป แบงก์รายย่อยมีฐานลูกค้าของเขา เช่น ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย

0 ตอนนี้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบงก์กับการคุ้มครองหรือยัง
     ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่แบงก์เล็กอาจมีต้นทุนจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่า เพราะต้องตีเรตติ้งให้สูง ในขณะที่เขาอาจไปแข่งกับแบงก์ใหญ่ ซึ่งก็จะทำให้มีส่วนสเปรดดอกเบี้ยเขาแคบลง เขาก็อาจไม่เสียหายมาก เพราะต้นทุนประกอบการแบงก์เล็กอาจต่ำกว่าแบงก์ใหญ่ เช่น ต้นทุนอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนในการบริหาร แบงก์ใหญ่ขั้นตอนมาก

0 กังวลต่อการเกิดเหตุการณ์คนแห่ถอนเงินแบงก์เล็กสู่แบงก์ใหญ่หลังคุ้มครองเงินเหลือแค่ 1 ล้านบาทหรือไม่
     ไม่นะ เพราะแบงก์เล็กก็ได้ความคุ้มครองเท่าแบงก์ใหญ่ มีผู้บริหารที่น่าเชื่อถือได้

0 ตอนนี้สถาบันฯ มีเงินทุนเพียงพอในการดูแลผู้ฝากเงินมากน้อยแค่ไหน
     เงินกองทุน 40,000 ล้านบาท ถือว่ามีเพียงพอสำหรับรองรับสถาบันการเงินขนาดเล็กอย่างเครดิตฟองซิเอร์ และไฟแนนซ์ คอมพานี ก็คงพอไหว แต่ถ้าขึ้นไปถึงระดับธนาคารพาณิชย์ ก็อาจจะไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้คงพูดยาก เพราะสถาบันฯ ให้ความคุ้มครอง 100% จำนวนอาจจะใหญ่เท่ากับขนาดของธนาคาร แต่ในอนาคตที่ความคุ้มครองจะลดลง ความรับผิดชอบก็อาจลดลงไปด้วย แต่ถ้าถามว่าเพียงพอหรือไม่ ต้องคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นอย่างไร
     โดยปกติการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อใช้คุ้มครองเงินฝากประชาชนในอัตรา 4% ของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยเหมือนการเก็บภาษี เพราะเป็นภาระผู้ประกอบการและของผู้บริโภค ถ้าเก็บมากคนจะโวย เก็บน้อยก็อาจไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องหาจุดพอประมาณว่ายุติธรรมด้วยกันทุกฝ่าย ดังนั้นจึงต้องหนุนผู้คุ้มครองต้องมีพลังพอสมควร
     เพราะฉะนั้น ถามว่าจะเอาอะไรมาคิดว่าพอหรือไม่ ก็มีวิธีคิดโดยการดูความเป็นไปได้ของสถาบันการเงินที่สถาบันฯ ให้ความคุ้มครองว่าในความเป็นไปได้ที่แต่ละสถาบันการเงินมีโอกาสจะเกิดปัญหาเท่าไหร่ ต้องดูสมมติฐานแต่ละกรณีจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง เพื่อดูว่าเรตติ้งของสถาบันการเงินขณะนั้นมีโอกาสจะเกิดปัญหาการเงินกี่เปอร์เซ็นต์ และลองทดสอบกับทุกสถาบันการเงิน ก็จะได้ว่าถ้าต้องการหาว่าประมาณการระดับกลาง โอกาสที่สถาบันการเงินจะล้มมีเท่าไหร่ เป็นตัวบอกว่าขนาดทาร์เกตฟันด์ไซส์ควรจะมีเท่าไหร่ ต้องดูว่าโอกาสที่สถาบันการเงินนั้นจะเจ๊งมีเท่าไหร่ หรือมีอีกทฤษฎีหนึ่งว่าต้องดูราคาหุ้นของสถาบันการเงิน เพราะคนจะเทรดหุ้นสถาบันการเงิน จะดูโอกาสก้าวหน้าหรือกำไรอย่างไร เป็นตัวบอกว่าสถาบันการเงินมีโอกาสล้มแค่ไหน
     สถาบันฯ กำลังปรึกษาว่าไทยควรใช้ราคาหุ้นหรือโอกาสที่สถาบันการเงินเจ๊งจึงจะเหมาะสม ซึ่งการดูว่าสุขภาพของแต่ละสถาบันการเงินเป็นอย่างไร สถาบันฯ มีทีมทำงานร่วมกับ ธปท.ในการติดตามสุขภาพของแต่ละสถาบันการเงิน เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ต้องวิเคราะห์

0 การบริหารเงินของสถาบันฯ
     เราไปลงทุนกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ คือดูรอบๆ ตัวเราแล้ว เจ้ามือที่ใหญ่ที่สุดคือรัฐบาล เขาเป็นเจ้ามือ คงไม่เจ๊ง เราลงทุนในกองทุน ในหลักทรัพย์รัฐบาล ลงทุนในสถาบันการเงินที่เป็นของรัฐบาล แต่ไม่ได้ลงทุนในสถาบันการเงินทั่วไปที่เราให้ความคุ้มครอง เพราะไม่งั้นจะกลายเป็นการไปดับเบิลความเสี่ยง เพราะเรารับผิดชอบที่จะจ่ายเขาอยู่แล้ว และเอาเงินไปลงทุนกับเขาอีก กับเท่ากับเบิลความเสี่ยง วันดีคืนดีแบงก์เขาแย่ และเราไปเร่งเอาเงินเขา ก็ยิ่งเจ๊งไปกันใหญ่

0 ให้ฝากถึงผู้ฝากเงิน
     ผู้ฝากเงินก็เหมือนกับนักลงทุน คือมันมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นอย่าหลับหูหลับตาไปเน้นผลตอบแทน  เอาแค่สมควร ต้องระแวดระวังความเสี่ยงของแบงก์ด้วย จริงแล้วปรับตัวง่ายจะตาย  การที่มองว่าแบงก์มีความมั่งคงหรือเปล่า ก็มีข่าวในหนังสือพิมพ์เสมอ และก็มีเรตติ้ง มันก็น่าจะบริหารได้ หรือแบบไม่มีอะไรเลย แบงก์ทั้งไทยและเทศมีอยู่ 28 แห่ง บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ บริษัทหลักทรัพย์ 2 แห่ง ก็กระจายเงินไปทุกแห่ง ได้รับความคุ้มครองหมด
     โดยผู้ที่ฝากเกิน 1 ล้านบาท จะได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.2555 เป็นต้นไป ดังนั้น จะต้องรับรู้และเข้าใจ และเตรียมบริหารจัดการเงินฝากของตนโดยไม่ตื่นตระหนก.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์