Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

เมื่อ"โลกธาตุ"ถึงวันใกล้ประชุม


 เขาบอกว่า "สิงหา-กันยา" ช่วงนี้จะเกิดสึนามิ จะเกิด-ไม่เกิด ก็ไม่รู้แหละ แต่ไม่ควรประมาท เพราะดูข่าวจากทั่วโลกแล้วเห็นมันวิปริตด้วยภัยธรรมชาติสลับกันไป ระหว่าง "ธาตุไฟกับธาตุน้ำ" ไฟก็ไหม้รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย น้ำก็ถล่มจีน ปากีสถาน อินเดีย ตามเกาะแก่งสุมาตรา อินโดนีเซีย ภูเขาไฟก็ระเบิด
 ทั้งหลายทั้งปวงนี้เขาว่าเป็นผลมาจาก "ภาวะโลกร้อน" ถ้าธาตุไฟกับธาตุน้ำขยับเขยื้อน นั่นก็หมายความว่า "ธาตุดินกับธาตุลม" ไม่ได้อยู่เฉย หากแต่เคลื่อนตัวผสมกลมกลืน จากภาวะสร้างสรรค์โลกเพื่อมนุษยชาติ ธรรมชาติ และสัตว์ ถึงกาลหมุนกลับสลับเปลี่ยนสู่ภาวะ
 "สูงสุดคืนสู่สามัญ" แล้ว!
 สรุปว่า ธาตุทั้ง ๔ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ กำลังประชุมกัน จะยังผลให้โลกธาตุต้องสั่นสะเทือนเลื่อนไหวอย่างไรหรือไม่นั้น คงไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเลยขั้นที่จะสงสัยไปถึงขั้นว่า อะไรคือสิ่งที่จะตามมาต่อจากนี้?!
 ตอนนี้ ความรักชาติ-หวงแผ่นดิน เหมือนไฟ คนที่เป็นผู้นำต้องเหมือนน้ำ ไม่ใช่น้ำคอยดับไฟ แต่เป็นน้ำคอย "เลี้ยงไฟ" ในลักษณะ ๒ สถาน คือ เลี้ยงไม่ให้ไฟดับ ๑ และเลี้ยงไม่ให้ไฟลามไหม้ ๑
 ไฟที่พอดี ไฟที่ลุกไหม้อยู่ในที่ที่ควบคุมไว้ จะเป็นไฟที่ให้คุณ ให้ทั้งพลังงานความร้อน-ความอุ่น ให้ทั้งพลังขับเคลื่อน และให้ทั้งพลังหลอมละลาย "ไล่ขี้" ให้เหลือแต่ที่เป็นทองเนื้อเอก
 ท่านดูรายการเสวนาปัญหาปราสาทพระวิหารระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายประชาชนที่โทรทัศน์ช่อง ๑๑ และช่องไทยทีวี ถ่ายทอดสดเมื่อเช้าวาน (๘ สค.๕๓) หรือเปล่าครับ?
 ผมตื่นมาทันเอาครึ่งหลัง แต่ก็พอได้ทันเนื้อหาเอาไปทำข้อสอบ อยากจะบอกว่า ใครที่อยากดู แต่พลาด หรือไม่อยากดูเลย ถือว่า "เสียโอกาส" ในความเป็นพลเมืองไทยไปอย่างน่าเสียดาย
 ฝ่ายรัฐบาลก็มี ท่านนายกรัฐมนตรี "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขาฯ รมว.ต่างประเทศ และนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา
 ส่วนฝ่ายประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ" ประกอบด้วย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ นายสมปอง สุจริตกุล อดีตทนายความผู้ประสานงานฝ่ายไทยปี ๒๕๐๓-๒๕๐๕ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระ และนายวีระ สมความคิด
 ประเด็นหลักที่นำมาแลกเปลี่ยนเพื่อไปสู่ความเข้าใจที่ตรงกันคือเรื่อง MOU หรือบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทำกันเมื่อปี ๒๕๔๓ ในสมัยรัฐบาลชวน
 ฝ่ายประชาชนบอกว่าไทยเสียเปรียบ ต้องการให้ยกเลิก แต่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่ามีประโยชน์ ทำให้เขมรไม่สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้จนถึงขณะนี้ สมควรคงไว้ ส่วนเสียเปรียบยังไง มีประยชน์ยังไง ผมคงไม่ต้องเล่า
 ท่านคงได้ฟังจากปากสู่หู และ "เข้าใจ" กันแล้ว!
 เท่าที่ผมฟัง เมื่อฟังแล้วมองเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายประชาชน มีเจตนา และเป้าหมายตรงกัน ต่างกันเพียงวิธีคิด และรูปแบบในการแสดงออกเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นเท่านั้น
 สำหรับสาระอันเป็นรายละเอียดของเอกสาร หลักฐาน และการดำเนินงานนั้น บางอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลทำ แต่ฝ่ายประชาชนไม่รู้ เพราะทางการไม่สามารถเปิดเผยได้ก็มีมาก บางอย่างเป็นเอกสารเปิดเผย แต่การตีความผิดเพี้ยนกันไปบ้าง และบางทีก็เป็นการ "แปลเอกสาร" จากภาษาอังกฤษคำเดียวกัน แต่เข้าใจความหมายไปคนละทาง แล้วแปลออกมาเป็นภาษาไทย "ให้ความเข้าใจไปคนละทาง" บ้าง
 ส่วนใหญ่ก็ตรงกัน แต่ฝ่ายประชาชนคันใจเอามากๆ ตรงที่ พื้นที่ไทยแต่ปล่อยให้เขมรเข้ามาตั้งบ้านตั้งเรือน ตั้งวัด ตัดถนน สร้างชุมชนอยู่ได้อย่างไร ทำไมไม่ผลักดันออกไป ทำให้ฝ่ายเขมรนำไปใช้อ้างสิทธิ์ต่อประชาคมโลกว่าเป็นพื้นที่ของเขาได้
 ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่า กำลังทำอยู่ แต่รายละเอียดในการทำ...ขออุบ!
 ดูแล้วก็ เวลา ๓ ชั่วโมงที่แลกเปลี่ยน-ถกเถียงกันไม่สูญเปล่า ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านหูตาสว่าง พอเห็นอะไร-เข้าใจอะไรได้ชัดเจนมากกว่าแต่ก่อนเท่านั้น ยังทำให้คู่สนทนาทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจทั้งในเจตนา และทั้งในเนื้อหาสาระ "ตรงกัน" มากขึ้น จากไฟในป่าให้การเผาทำลาย แปรสู่สภาพเป็น "ไฟในเตา" ไม่เผาไหม้ แต่ให้พลังสรรค์สร้างอย่างน่าพอใจ
 เถอะ...ถึงแม้ประเด็น แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ กับประเด็น สันปันน้ำ และประเด็น ยกเลิก-ไม่ยกเลิก MOU ยังสรุปด้วยความเข้าใจอันเป็นที่ยุติร่วมกันไม่ได้ในวงสนทนาวาทะครั้งนี้ก็ตาม แต่ฝ่ายประชาชนก็เข้าใจตามที่นายกฯอภิสิทธิ์พยายามอธิบายถึงคุณประโยชน์ และว่าดีกว่าไม่มีอะไรให้ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ยึดที่ตรงกันในการเจรจา
 เท่าที่ฟัง เห็นเขาว่าจะ "สนทนาวาทะ" กันอีกหลายยก ก็ดีครับ ใครมีอะไร ฝ่ายรัฐควรเป็นเจ้าภาพ "เปิดประตู" เชิญเข้ามาร่วมสนทนาวาทะกันให้เป็นที่-เป็นทางภายใน ส่วนรูปแบบ-วิธีการ เที่ยวตะโกนโพนทะนา หรือว่ายกพวกมาชุมนุมนั้น ขอเสียทีเถอะ เพราะมันจะให้ภาพแตกแยก เผลอๆ บางเรื่องกลายเป็น "ชี้ช่องให้ต่างชาติ"
 ตอกลิ่มกันเองจนเนื้ออ้า ให้ "ฝ่ายตรงข้าม" สอดแทรกเข้ามาด้วยรู้ทั้งทางมวยและทั้งจุดอ่อน-จุดแข็ง และนี่ เห็นมั้ย....ถกกันเสร็จตอนเที่ยง ตกบ่ายฝ่ายเขมร นายกฯ ฮุน เซน ที่ดูเราสาวไส้กันเองอยู่ด้วย ก็ย้อนเกล็ด แถลงการโต้มาชนิดทันที-ทันควัน!
 ผมไม่ทราบหรอกครับเรื่องข้อมูล เรื่องเอกสาร-หลักฐานว่าของใครใช่-ไม่ใช่ แต่ทราบด้วยจิตสำนึกทางปฏิบัติว่า เรื่องวิธีการใช้ข้อมูล ใช้เอกสารเท่าที่แต่ละฝ่ายมี ควรมานั่งโต๊ะพูดกันในที่ลับ
 เมื่อสรุปลงตัว แยกเนื้อ-แยกกากเสร็จแล้วว่า ส่วนไหนควรเก็บ ส่วนไหนควรแถลงให้ชาวบ้านทราบ ก็ค่อยเอาส่วนนั้นมาพูด "ในที่แจ้ง" ด้วยคำพูด-คำจา และท่าทีอันเป็น "เอกภาพ" ทางน้ำหนักร่วมกัน
 ไม่ใช่ออกมา แง่ง..แง่ง..กูเก่ง กูดี กูฉลาด กูพิทักษ์ชาติ-พิทักษ์แผ่นดินอยู่พวกเดียว ส่วนพวกอื่น-คนอื่น กระทั่งรัฐบาล งมโข่ง ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่พิทักษ์รักชาติ-รักแผ่นดิน เพ้อเจ้อไปโน่น!
 ผมดูแล้ว-ฟังแล้ว นายอภิสิทธิ์นี่ ท่านคมแหลมด้วย "คุณสมบัติผู้นำ" จัดจ้านขึ้นเรื่อยๆ เป็น "วัวชน" ด้วยสถานการณ์หนักหนาในรอบปี-สองปีมานี้ ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้ "ถอดใจ" วิ่งวนหาทางออกนอกสนามไปนานแล้ว
 แต่ท่านยิ่งถึงเลือด ยิ่งหางชู-หูตั้ง ขวิดด้วยใจเกินร้อย แรงดี ชั้นเชิงดี ไหวพริบปฏิภาณดี จับประเด็นได้แม่น สรุปที่หลากหลายให้รวบรัด-ลงตัวเข้าใจกันได้ง่ายๆ ที่เด่นคือ ไม่ยอมให้ใจตกอยู่ใต้อิทธิพลคนอื่นกดทับ ไม่ใช่เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง หากแต่เป็นคนเชื่อมั่นใน "ความเป็นจริงที่ควรเป็น" สูง
 มีวิสัยทัศน์ ใจกว้าง เพียงแต่บางอย่างติดนิสัยฝรั่งอยู่บ้างเท่านั้น ฝึกสติคุมใจ "อย่าให้หลุด" อีกนิดเดียว ประเทศไทยจะได้ "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" ในอนาคต!
 ผมหมายถึงว่า การเป็นนายกฯ ของท่านครั้งนี้ เป็นเพียงการ "ลองเครื่อง" เท่านั้น ซ้ำยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มสูบในภาวะ "ต้องพึ่งเสียงเขา" นี่ขนาดเป็นนายกฯ กลางดงขวากหนามและกับระเบิดตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีนี้ ท่านยังแสดงภาวะผู้นำได้ถึงขนาดนี้
 ถ้าได้เป็นผู้นำในภาวะบ้านเมืองสามัคคีคืนใจ สามารถควบคุมกลไกบริหารทั้งนักการเมืองและบ้านเมืองได้คล่องตัวกว่านี้ อภิสิทธิ์จะเป็น "นายกฯ ผู้โด่งดัง" ของภูมิภาคนี้ และได้รับการยอมรับในประชาคมโลกอีกคนหนึ่งต่อจากนี้ไปได้แน่นอน!
 อย่างกรณีใช้ "ผบ.ตร.รักษาการ" จนครบเทอม โดยไม่ยอมตั้งใครภายใต้การกดดัน จะมองกันในแง่ไหนล่ะ บางฝ่ายก็ว่า...นายกฯ ไม่มีน้ำยา ผบ.ตร.คนเดียวก็ยังตั้งไม่ได้
 บางฝ่ายก็ว่า...นายกฯ เจ๋ง คมไม่ได้มีไว้ให้ใครลูบเล่น จนถึงวันนี้ ไม่มีใครที่ท่านไม่เลือกจะมาเป็น ผบ.ตร.ได้ ยืนกรานให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อยู่จนเกษียณคาตำแหน่ง ผบ.ตร.รักษาการ
 และวันนี้ (๙ ส.ค.) เห็นเขาว่าจะมีการประชุม ก.ต.ช.ที่มีนายกฯ เป็นประธาน และท่านจะเสนอชื่อนายตำรวจที่จะให้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนต่อไปด้วย ผมก็ไม่ทราบว่าเสนอใคร อ่านแต่ข่าวว่าจะเสนอรอง ผบ.ตร.ผู้มีอาวุโสอันดับ ๑ คือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี คนที่เคยรักษาการในตำแหน่ง ผบ.ตร.มาแล้วเหมือนกัน ขึ้นเป็น ผบ.ตร.
 ครับ..ก็คอยดูกันว่า ๑๑ คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติเขาจะว่ายังไง โอเคตามนายกฯ หรือโนเค จะเอา พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่เมียทักษิณ แต่ฟังดูแล้ว คราวนี้ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" จะมี ผบ.ตร.เต็มตัวได้แน่
 พล.ต.อ.วิเชียร เท่าที่ฟัง ทุกฝ่ายก็ยอมรับ เรียกว่าเป็นนายตำรวจ "เข้ากับทุกฝ่าย" ได้ก็จริง ทักษิณอยู่ก็-เข้าได้ สมัครมา-สมชายมา ก็เข้าได้ อภิสิทธิ์มา-ก็เข้าได้ เพราะท่านยึดสูตรตำรวจที่ว่า "ผมทำตามหน้าที่"!
 ฉะนั้น ครั้งนี้ถึงจะทราบกันดีว่า ท่านเป็นตำรวจกตัญญู-รู้คุณคน ถึงจะอย่างไร ก็ยังคอยดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายจันทร์ส่องหล้าชนิดเสมอต้น-เสมอปลาย ก็ไม่มีใครยกมาชี้เป็นจุดตำหนิ หวังขัดแข้งแย่งเก้าอี้แต่อย่างใด
 เอ้า...ก็ดูกันไป นายกฯ อภิสิทธิ์จะเป็น "คนเหนือดวง" สามารถพิชิตมาร ฉีกตำราโหราจารย์บางคนที่ทำนายกันตลอดมาชนิดไล่เป็นเดือนว่า "สิงหา-กันยา-ตุลา" ท่าจะไม่รอดได้หรือไม่ แต่ควรทราบ "ดวง" บอกเส้นทางชีวิตคนได้ แต่กำหนดชีวิตคนไม่ได้ "การกระทำ" คือกรรมต่างหากที่กำหนดชีวิตคนได้
 และสำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์ ท่านจะ "เหนือดวง-ใต้กรรม" อย่างไร ก็ใกล้...หวยออก!?
 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์