มีไม่ปล่อยครั้งนักที่ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งของตำรวจ ที่มีข่าวลือเกือบทุกๆ ครั้งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ผ่านมา จะได้รับความสนใจและตื่นตัวในการตรวจสอบอย่างจริงจังเหมือนในครั้งนี้
เพราะไม่ใช่เพียงแค่หน่วยงานภายนอก อย่างคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ที่ พล.ต.อ.วสิฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธานฯ เท่านั้นที่ตรวจสอบ แต่ภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็เป็นครั้งแรกที่มีการนำคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.)-สารวัตร (สว.) ซึ่งเสร็จสิ้นเรียบร้อยไปแล้ว มาตรวจสอบอีกครั้ง หลังจากมีข่าวลือเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง
นิมิตหมายในทางที่ดีครั้งนี้ ต้องยกความดีให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องร้องเรียนการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งตำรวจ และจริงจังในการดำเนินการตรวจสอบข้อมูล หาข้อเท็จจริงด้วยการแต่งตั้ง พล.ต.อ.วสิฐขึ้นมาเป็นประธานตรวจสอบ จนทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ก็ต้องตื่นตัวในการกวาดบ้านของตัวเองว่ามีสิ่งสกปรกเกิดขึ้นจริงอย่างที่ภายนอกกล่าวอ้างหรือไม่
กระทั่งเบื้องต้นผ่านไปแค่ไม่กี่วัน ข่าวการซื้อขายตำแหน่งก็มีความคืบหน้า เมื่อ พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการแต่งตั้ง ออกมายอมรับว่า พบปัญหาในส่วนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จริงตามที่เป็นข่าว และได้สั่งแขวนบัญชีไว้เพื่อหาข้อมูลเพิ่ม โดยเรียกรองผู้บัญชาการมาชี้แจงดูว่ามีข้อมูลตรงกันกับที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ให้ข้อมูลหรือไม่
"เช่นเดียวกับ บช.อื่นๆ ถ้ามีปัญหาก็จะเชิญรอง ผบช.มาให้ข้อมูลเช่นกัน เพราะตามคำสั่งของรักษาการ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการสามารถเชิญหัวหน้าหน่วย หรือผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงได้หมด เพื่อให้มีความชัดเจนทุกประเด็น"
ต่างจากที่กระทรวงมหาดไทยก็มีข่าวการซื้อขายตำแหน่งเช่นกัน โดยว่ากันว่า ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด มีสนนราคาเก้าอี้ 20 ล้านบาท รองผู้ว่าราชการจังหวัด 17 ล้านบาท นายอำเภอถ้าเป็นอำเภอดีๆ มีราคา 10 ล้านบาท แต่ดูเหมือนข่าวดังกล่าวจะไม่มีอะไรคืบหน้า และไม่มีความตื่นตัวจากทางกระทรวงมหาดไทย ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงแม้แต่น้อย
จริงอยู่ข้อมูลการเปิดเผยการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มาจากปากนายกฯ อภิสิทธิ์ เหมือนกับการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจอาจจะต่างกัน เพราะข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ และนายอำเถอ มาจากอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทย
แต่ในเมื่อมีการตั้งข้อสงสัยและข้องใจในการแต่งตั้งข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย เหตุใดถึงไม่มีการตรวจสอบให้เกิดความกระจ่างและโปร่งใส หายคลางแคลงใจจากทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะนโยบายนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ประกาศทุกครั้งจะปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎเหล็กที่ประกาศครั้งการจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ
นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องแสดงจุดยื่นในการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอีกครั้ง ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข่าวการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย เฉกเช่นเดียวกับที่ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบข่าวการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ เพราะมิเช่นนั้นแล้วคงต้องมีคำตอบต่อสังคมให้ได้ว่า ทั้ง 2 เรื่องแตกต่างกันอย่างไร และใช้มาตรฐานอะไรมาตัดสินว่าเรื่องหนึ่งต้องตั้งกรรมการสอบ อีกเรื่องหนึ่งไม่ตั้งกรรมการสอบ.








