ดูรายชื่อ ๔๗ กุนซือเศรษฐกิจของรองนายกฯ "นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี" แล้วน่าจะขาดไป ๒ คนที่ลืมตั้ง คือ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล และนายชาลี นพวงศ์ ที่เป็นเหมือนมือซ้าย-มือขวานายไตรรงค์ และเคยรับใช้ประชาธิปัตย์อย่างเข้มข้นมาก่อน ถ้าจะว่าไปแล้ว ประชาธิปัตย์นี่ก็คล้ายสำนักเส้าหลิน เพราะนักบู๊ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพตอนนี้ ส่วนใหญ่ล้วนผ่านการเป็นศิษย์สำนักนี้มาก่อนเกือบทั้งนั้น
แต่น่าแปลก นักบู๊ที่ออกไปจากสำนักประชาธิปัตย์ แทนที่เขาจะประกาศนามว่าเป็นศิษย์สำนักนี้ในการท่องยุทธจักร แต่การณ์กลับตรงกันข้าม เมื่อออกไปต่างไปเข้าสำนักเพื่อไทย โขกศีรษะคารวะเรียกทักษิณเป็น "ซือแป๋" และฝากตัวเป็นศิษย์อยู่ในสำนักที่เป็นปฏิปักษ์กัน!?
สำนักเพื่อไทย ก็เป็นที่รู้กันทั้งยุทธจักรว่าเป็นสำนักคู่แข่งประชาธิปัตย์ เคล็ดลับวิชา และแนวทางการสอน-การฝึก มีทั้งเหมือน ทั้งต่าง ที่สำคัญคือ ทั้งเจ้าสำนักและศิษย์ต่างมีปณิธานแน่วแน่
ประชาธิปัตย์-อยู่ เพื่อไทยก็ไม่ขออยู่
ถ้าเพื่อไทย-อยู่ ประชาธิปัตย์ก็ต้องไม่มีอยู่!
หมายความว่า สำนักทั้ง ๒ นี้จะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ต้องอยู่ข้าง ล้มหายตายจากไปข้าง อะไรประมาณนั้น
สำนักประชาธิปัตย์ เขาวางตำแหน่งพรรคตัวเองเป็น...พรรคฝ่ายธรรมะ
ส่วนสำนักเพื่อไทย ซึ่งเปลี่ยนป้ายยี่ห้อมาแล้วถึง ๓ ครั้ง คือจากไทยรักไทย ถูกยุบไปเป็น "พลังประชาชน" ถูกยุบอีก เปลี่ยนไปเป็นเพื่อไทยในปัจจุบัน ถูกวางตำแหน่งพรรคเป็น...พรรคกึ่งธรรมะ-กึ่งอธรรม!
แต่จริงๆ แล้ว มันต่างกันแค่ลีลา ส่วนพฤติกรรมทั้ง ๒ พรรคนี้ พอเข้ามาบริหารประเทศชาติ ไม่มีคำว่าธรรมะ หรือคำว่ากึ่งธรรมะ-กึ่งอธรรม เพราะมัน "อะยำ" ล้วนๆ เหมือนกันเด๊ะ!?
นอกจาก เสธ.แดงที่เคยเป็น "เด็กในบ้าน" ประชาธิปัตย์มาก่อนแล้ว บรรดานักบู๊-นักบุ๋นระดับ "อัศวินดาวแดง" ของทักษิณ ก็นี่เลย...นพดล ปัทมะ ก็ศิษย์ประชาธิปัตย์ ใหญ่ขนาดเคยเป็นเลขาฯ ข้างกายอดีตนายกฯ ชวนนั่นแหละ
ขุนพลอัตคัดเกศา "นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" นั่นก็หัวหมู่ทะลวงฟันมาจากแถวหน้าสำนักประชาธิปัตย์
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้ครบเครื่องทั้งบู๊-ทั้งบุ๋น จนได้รับทั้งฉายา "ยุทธ ตู้เย็น" และฉายา "ท่านประธานสภาที่เคารพ" นี่จัดอยู่ในแถวยอดขุนพลประชาธิปัตย์ ด้วยฝีมือถูกวางตัวอยู่ในระดับ "จับโป้ย ล้อฮั่นติ่ง"
มีใครอีกล่ะ มือดีจากประชาธิปัตย์ที่ "แปรพักตร์และแปรพรรค" ไปอยู่กับเพื่อไทย แล้วกลับมาใช้วิชาโค่นล้มสำนักเดิมเป็นการสร้างความดี-ความชอบให้ซือแป๋ทักษิณประทับใจ
อ้อ...แหม...เกือบลืม แต่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ "นายวีระ มุสิกพงศ์" ประมุขแห่ง ๓ เกลอหัวขวด!
คนนี้ ตอนที่จะออกจากสำนักต้องถือว่ามีตำแหน่งสูงเทียบชั้นเจ้าสำนักเลยทีเดียว เพราะนายวีระมีตำแหน่งเป็น "เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" เหมือนอย่างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นอยู่เวลานี้ เป็นอยู่เกือบปี แล้วต้นมกรา ๓๐ นายวีระกับสหายร่วมแนวทางส่วนหนึ่งก็ทนอยู่ร่วมสำนักประชาธิปัตย์ไม่ได้ นับจากบัดนั้น จนบัดนี้
หมดหรือยังล่ะ ศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ที่ออกไปในสไตล์ "แค้นนี้ต้องชำระ" เดี๋ยว...นึกดูก่อน ไม่พูดถึงท่านอดีตนายกฯ สมัครผู้จากไปแล้ว ชะอุ๊ย...คนสำคัญอีกคน เพื่อนเลิฟผมเอง "ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง" ท่านเกิดจากประชาธิปัตย์ "เกิดแรง-เกิดเร็ว" เหมือนผีพุ่งไต้ ไปปราศรัย-ไฮด์ปาร์กกับพรรคกลางสนามหลวงเที่ยวเดียว ได้ฉายามาจนทุกวันนี้เลยว่า
"เหลิม ดาวเทียม"!
เอ้า...ลองเอามาทบทวนดูซิว่าผมพูดถึง "ศิษย์เก่า" ประชาธิปัตย์คนไหนที่ไปเป็น "ศิษย์เอกทักษิณ" บ้างแล้ว มี ๑.นายนพดล ปัทมะ ๒.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ๓.นายยงยุทธ ติยะไพรัช ๔.พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ๕.นายวีระ มุสิกพงศ์ ๖.ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เอาเท่าที่ออกมาแสดงบทบาททหารเอกอาสาทักษิณเท่านั้นนะครับ ใครจำใครได้มากกว่านี้ บอกมาอีกทีก็ได้ ผมจะได้ขึ้นทำเนียบให้
ที่นำมาเอ่ยทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าอยู่ประชาธิปัตย์แล้วเป็นคนดี แต่พอไปอยู่ค่ายสำนักอื่นแล้วเป็นคนไม่ดี ผมยกมาเป็นข้อสังเกตให้ท่านได้ใคร่ครวญ-วินิจฉัยเท่านั้นเองว่า
-ทำไม คนเหล่านั้นจึงอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ได้?
-ทำไม เมื่อออกไปแล้วจึงหมดเยื่อใยทั้งไมตรีและใบบุญจากพรรคเดิมได้?
ปัญหาที่ต้องขบคิดเพื่อใคร่ครวญหาคำตอบก็วนอยู่ในประเด็น เพราะอะไร ประชาธิปัตย์จึงเลี้ยงใจคนไม่อยู่ และประชาธิปัตย์ไปทำอะไร เขาเหล่านั้นจึงออกไปด้วยความแค้นที่จะต้องล้างแค้น?
-กลไกบริหารภายในประชาธิปัตย์มีปัญหา หรือว่าคนที่ออกไปมีปัญหา?
และเมื่อพูดถึงตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" ประชาธิปัตย์ ระยะสี่ซ้าห้าวันมานี้ จะด้วยมีคนปล่อยข่าว หรือว่าเป็นกลิ่นคาวมาจากของจริงก็ไม่ทราบทำนองว่า จะมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พูดกันชัดๆ คือ
จะปลดนายสุเทพ แล้วเอาคนอื่นมาเป็นแทน!?
ก็ได้ยินเสียงปฏิเสธกันให้รึ่มไปหมด ทั้งตัวนายสุเทพ และตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ เหตุผลประกอบข่าวลือเพื่อการเชื่อถือ ก็พูดทำนองว่า นายสุเทพ-ตัวประชาธิปัตย์ แต่ใจ-ภูมิใจไทย คือภาพเป็นฝ่ายเทพ แต่การกระทำเป็นฝ่ายมาร ยอมรับกันไม่ได้ อะไรประมาณนั้น
ไอ้เรื่องนี้ ถึงผมเป็นคนนอก แต่ฟันหัวขาดได้เลยว่า ความคิดนั้น-อาจมี แต่การทำตามคิดนั้น-ไม่กล้า!?
เพราะบ้าน่ะซี...อุตส่าห์ทนแดด-ทนฝน จนสีด้านแล้วด้านอีกกว่าจะตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ จู่ๆ จะยอมให้ถูกเขี่ยทิ้งไปจากตำแหน่ง "ผู้จัดการรัฐบาล" นั่นมันไม่ใช่ "เทพ-เทือก" แล้ว เป็น "เทพ โพธิ์งาม" มากกว่า ฮ่ะๆๆๆๆ!
ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟังสนุกๆ เรื่องหนึ่ง เท็จ-จริงอยู่ที่คนเล่า ผมไม่เกี่ยว คือมีอยู่วัน ผมร่วมนั่งกินข้าวกับนักข่าวและที่ไม่ใช่นักข่าวหลายคน ก็มีชายคนหนึ่งเอาเป็นว่า "คนรุ่นใหม่" ไฟแรงของพรรคว่างั้นเถอะมานั่งร่วมโต๊ะด้วย ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ทราบภายหลังว่าเขาเป็นมือขวาที่พรรคส่งมาประกบผู้ใหญ่ที่นั่งหัวโต๊ะนั้น
ก็ไม่รู้ใครโม้อะไรกันไปสัพเพเหระเรื่อง ตามประสาคนกินข้าว ก็กินกันไป-คุยกันไป ใครเอ่ยถึงพรรคประชาธิปัตย์อันว่าด้วยเรื่องการได้มาเป็นรัฐบาลก็ไม่ทราบ พ่อไฟแรงคนนั้นเขาพูดเสียงดังขึ้นมาทันที ดังประมาณว่าเป็นการ "ระเบิดอารมณ์" คนทั้งโต๊ะต้องปากอมโต๊ะไปชั่วขณะ
อารมณ์ที่ระเบิดนั้น ผมจำแต่ละคำไม่ได้หรอก แต่จำความได้ คือเขาพูดถึงว่าในช่วงที่ประชาธิปัตย์อดอยากปากแห้งร่วม ๘ ปี ที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ภาระภายในพรรคเหมือน "ผี" ญาติมี แต่ต่างหนีหน้า ไม่ว่าจะค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรของพรรค ใครล่ะจ่าย?
แล้วค่านมเลี้ยง ส.ส.ทารกรายเดือนของพรรค คนละตั้งเท่าไหร่ล่ะ ขี้หมู-ขี้หมาก็ครึ่งแสนนั่นแน่ะ ๕-๖ ปีที่ผ่านมา ใครล่ะรับหน้าที่หามาป้อน?
สุเทพ only one ล้วนๆ!?
เรียกว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์คือบ้านหลังหนึ่ง ในช่วงที่คนทั้งบ้าน "ตกงาน" กันทั้งหมด ๖-๗ ปี ก็มีแต่ท่านเลขาฯ สุเทพคนเดียวนี้แหละเหมือน "ตัวเดียว-ร้อยเต้า" ให้ลูกร้อยตัวดูด!
ประมาณว่า "กลั่นเลือดสุเทพ" เป็นน้ำนมมาเลี้ยงดู ส.ส.ภายในพรรคประชาธิปัตย์กัน จนถึงวันเนวินร้องไห้ "ทรยศนาย-เพื่อชาติ" นั่นแหละ จึงได้พลิกขั้วมาเป็นรัฐบาล จากที่ซี่โครงบาน มาเป็นอิ่มหมีพีมันอ้วนท้วนหน้าบาน ทั้งสุเทพ-ทั้งเนวิน ดังที่เห็นทุกวันนี้
Thank you Navin
Thank you King Power!
ถ้าไม่มีเนวินวันนี้ ก็ไม่มีคิงเพาเวอร์ ถ้าไม่มีคิงเพาเวอร์วันนี้ ก็ไม่มีทั้งเนวินและสุเทพ และถ้าไม่มีทั้งสุเทพ ทั้งเนวิน ทั้งคิงเพาเวอร์ ก็ไม่มีรัฐบาลประชาธิปัตย์วันนี้
ว้า...นัวเนียปวดหัวจังวุ้ย!
บ้านเมืองยุคนี้ ก็เหมือนนิทานอีสปเรื่อง "เหลือบฝูงใหม่" ไล่ฝูงเก่าไป ที่มาใหม่นึกว่าจะเป็นผึ้งหลวง-ผึ้งโพรงให้น้ำหวาน ที่ไหนได้ มันก็ไอ้เหลือบหิวเลือด สูบจากประเทศชาติกันต่อไป แถมจะซ้ำร้ายหนักขึ้น เพราะฝูงที่แล้วยังเห็นชัดว่าเหลือบ แต่ฝูงใหม่ มันมาแบบผึ้งแปลงเป็น "จำแลงเหลือบ"
แบ่งกันเขมือบหน้าด้านๆ จากโครงการ ลามไปถึงตำแหน่งแห่งที่ราชการทุกงานหลวง!
ตามกรม ตามกระทรวง เดี๋ยวนี้มันเอากันถึงขนาด ส่งคนไปตั้งโต๊ะ "บัญชาข้าราชการ" โกงงบในระบบให้มันถึงขนาดนั้นแล้ว!!
ขุนคลังกรณ์น่ะ เด็กสร้างสุเทพเขา รู้ไว้ด้วย ฉะนั้น ที่ปล่อยข่าวว่า "จะเอากรณ์มาเป็นเลขาฯ แทน" นั้น ป่านนี้สุเทพหัวเราะฟันหักไปแล้ว ในเมื่อเลขาฯ สุเทพต้องทำหน้าที่ "หนึ่งตัว-ร้อยเต้า เลี้ยงร้อยตัว" ก็ต้องเห็นใจกัน ถ้าใครอยากเป็นเลขาฯ ก็ต้องแจ้งคุณสมบัติมาให้ชัดด้วยว่า สามารถทำหน้าที่ ร้อยเต้ากลั่นนมเลี้ยงลูกร้อยตัวได้อย่างเขา
การเมืองอาชีพมันเป็นอย่างนี้แหละพี่น้องเอ๋ย มันเป็นเรื่อง "หลอกแดกประชาชน" ชัดๆ!
แค่เปลี่ยนพรรค-เปลี่ยนขั้วรัฐบาล มันไม่สามารถพาชาติขึ้นจากหล่มได้หรอก คนไทยสบายมานาน สบายจนคิดอะไรไม่เป็น ไม่กล้าเจ็บปวดร่วมกัน ไม่กล้าต่อสู้เพื่อ "อนาคตใหม่" ของชาติร่วมกัน ไม่เคยอดทน-อดกลั้น "เพื่อเป้าหมาย" ที่คนทั้งโลกไม่สามารถอดทน-อดกลั้นได้ แต่เราต้องทน คนไทยมีแต่ขอสบาย โดยยอมให้นักการเมืองปั่นหัวชนกัน เพื่อพวกมัน "ไม่กี่คน" เสวยสุข
แถมมีเกียรติประดับกาย เพราะ "เงินซื้อได้" และพวกมันซื้อให้เห็นแล้วด้วย!?









