ท่านขุนน้อย

Monday, 10 February, 2014 - 00:00

ระหว่างรถหุ้มเกราะวี 150 กับรถถังเอ็ม 60

    เป็นเสื้อแดงนั้น...ดีอยู่อย่างคือ ตำรวจไม่จับ ไม่ว่าจะชั่วช้า เลวทราม ปลิ้นปล้อน หลอกลวง หรือโหดเหี้ยม อำมหิต เพียงไหนก็เถอะ ส่วนพวกสีอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เสื้อแดง แถมถ้ายังคิดต่อต้านรัฐบาลเถื่อน ต่อต้านระบอบทักษิณด้วยแล้ว ถ้าหากไม่โดนตำรวจไล่ล่าสุดขอบฟ้า กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาผิด เอาเข้าคุก เข้าตะรางให้จงได้ ย่อมมีสิทธิ์ถูกพวกกุ๊ย อันธพาล พวกเสื้อดำ พวกกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ฯลฯ ไล่ทุบ ไล่กระทืบ ไล่ยิง ตายเปล่า ตายฟรี เอาง่ายๆ!!!
                                                              --------------------------------------------
    ว่าไปแล้ว...คดีลอบฆ่า ลอบยิง ผู้นำเสื้อแดงตัวพ่อ อย่าง ขวัญชัย ควายพนา นั้น ในด้านหนึ่งคงต้องยกเครดิตให้ตำรวจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน คือถึงแม้พวก มือปืน จะตระเตรียม วางแผน แอบซุ่ม หาช่อง หาจังหวะ มาแล้วเป็นอย่างดี โดยลักษณะอาการแทบไม่ต่างอะไรไปจาก มืออาชีพ เอาเลยก็ว่าได้ แต่ยังหนีไม่พ้นฝีมือ ตำรวจ ที่สามารถใช้เวลาแค่ไม่กี่วัน กี่ชั่วโมง คลี่คลายคดีออกเป็นเปลาะๆ สามารถรวบตัวคนยิงได้แบบฉับพลัน-ทันที แถมยังออกหมายจับทีมมือปืนในแต่ละตัว ไล่เรียงเป็นลูกระนาดได้ครบหมด เรียกว่า...ระดับเอฟบีไอต้องเรียกพี่ เอ็มไอซิกซ์ต้องเรียกพ่อ เอาเลยถึงขั้นนั้น...
                                                             --------------------------------------------
    และแม้ว่าการอวดโชว์ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือประสิทธิ์จิตประสาท ของตำรวจไทยคราวนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึง บารมี ของ ขวัญชัย และนายเหนือหัวของ ขวัญชัย ที่มีต่อผู้คนในวงการตำรวจได้เป็นอย่างดี นั่นคงไม่ต้องเสียเวลาไปถือสา หาความ ให้ต้องครั่นเนื้อ ครั่นตัว โดยใช่เหตุ เอาเป็นว่า...ชาติปางก่อน ขวัญชัย คงจะทำบุญไว้ดี เอา เครื่องแบบตำรวจ ใส่บาตรพระในทุกๆ เช้าอะไรประมาณนั้น มาชาตินี้...การที่ ขวัญชัย จะแต่งเครื่องแบบตำรวจไปยืนแอ่นหรา โชว์พุงอยู่ในทำเนียบรัฐบาล การระดมตำรวจมาถืออาวุธสงครามเฝ้าตั้งแต่ปากทางเข้าโรงพยาบาลอุดรธานี ไปจนถึงการส่งเครื่องบินตำรวจไปรับ ขวัญชัย มารักษาตัวที่กรุงเทพฯ อย่างเป็นการด่วนนั้น ถือซะว่า...เป็นบุญญา บารมี นับแต่ชาติปางก่อนก็แล้วกัน...
                                                         ------------------------------------------------
    แต่ขณะที่ตำรวจสามารถคลี่คลายคดีลอบยิง ลอบฆ่า ขวัญชัย ควายพนา ได้แบบเอฟบีไอ เอ็มไอซิกซ์ ต้องซี้ดๆ ซ้าดๆ กันเลยนั้น ตำรวจกลับไม่สามารถคลี่คลายคดี ยิงนักศึกษารามคำแหง ถึงภายในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่มีภาพถ่ายด้านหน้า ด้านหลัง เผยแพร่ภาพคนร้ายให้เห็นกันแบบจะจะคาตา คนที่ควักปืนออกมายิงนักศึกษากลางหลังแบบสดๆ นั้น เห็นใบหน้าด้านตรงโดยไม่ต้องขยายภาพ ขยายสเกล เอาเลยแม้แต่น้อย ส่วนคนที่เล็งปืน รัวปืน ใส่นักศึกษาจนหมดแม็ก เห็นควันปืนขึ้นขโมง แม้จะเป็นภาพด้านหลังก็ตาม แต่ถ้าลองขยายภาพขึ้นมาแค่ไม่กี่อัตราส่วน ก็สามารถอ่านตราสัญลักษณ์กลางหลังได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นใคร มาจากไหน ไม่ต้องเสียเวลาสืบสวน สอบสวน ให้มากเรื่อง มากความ แต่นี่ผ่านมาประมาณ 1,000 ชั่วโมง กว่า 20-30 วัน หรือร่วมเดือนเข้าไปแล้ว ตำรวจยังจับมือใครดมแทบไม่ได้!!!
                                                         ------------------------------------------------
    ที่จับได้นั้น...ดูเหมือนเป็นคนที่ถูกกล่าวหาว่าไปยิงการ์ดเสื้อแดง ส่วนการ์ดเสื้อแดงจะไปยิงใครหรือไม่ อย่างไร นอกจากตำรวจจะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการสืบสวน สอบสวน ออกมาให้ชัดๆ แล้ว ถึงมีหลักมีฐานพอที่จะจับได้ ตำรวจก็คงไม่คิดจะจับอยู่แล้วแน่ๆ ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะเป็นคนร้ายที่ปาระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึงจะมีหลักฐาน ภาพถ่าย มีคลิปวิดีโอ ตั้งแต่ก่อนลงมือปฏิบัติการ ระหว่างปฏิบัติการ ไปจนถึงหลังปฏิบัติการ ชนิดแทบไม่ต้องเสียเวลาควบคุมตัวไปทำแผนประทุษกรรมหลังจับได้ และหลังสารภาพผิดเอาเลยแม้แต่น้อย มีภาพใบหน้าของคนร้ายทั้งในขณะใส่หมวก ถอดหมวก ชนิดไม่ต้องเสียเวลาไปร่างภาพตามคำบอกเล่าของพยานเอาเลยก็ยังได้ แต่นี่ก็ผ่านมาไม่รู้จะกี่ร้อยชั่วโมง กี่วัน หรือเกือบจะเป็นเดือนเข้าไปแล้ว ตำรวจก็ยังไม่คิดจะจับใครมาดมมือ ดมก้น แม้แต่รายเดียว...
                                                         ----------------------------------------------
    ไม่ต่างไปจากคนร้ายที่แอบปาระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุมแถวถนนบรรทัดทองกลางวันแสกๆ ทั้งตาย ทั้งเจ็บกันระนาว แม้จะมีหลักฐาน วัตถุพยาน ชนิดขนใส่ปี๊บได้เป็นเข่งๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็คง หายจ้อย เหมียนน์น์เดิมม์ม์ม์ แถมยังเกิดการกล่าวร้าย ป้ายสี หมิ่นประมาทผู้ชุมนุม ทั้งในแบบทางการและไม่เป็นทางการ โดยตำรวจระดับนายพลไปยันถึงรัฐมนตรีเอาเลยก็ว่าได้ เช่นเดียวกับกลุ่มคนร้ายที่ล้อมยิงคุณ สุทิน ธราทิน แถววัดศรีเอี่ยม ไม่ว่าจะมีพยานหลักฐาน พยานบุคคล ที่สามารถให้คำยืนยันทั้งในชั้นตำรวจ อัยการ ศาลชั้นต้น ไปยันถึงศาลฎีกาเอาเลยก็ยังได้ แต่ทุกวันนี้...ตำรวจก็ยังคงเล่นบทเป็น จ่าเฉย แถมยังปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยว่าน่าจะเป็นคนร้ายในคดีสังหารคุณ สุทิน ธราทิน ไปถือมีด ถือไม้ ถือปืนอยู่แถวๆ ถนนแจ้งวัฒนะ เตรียมวางแผนที่จะ ฆ่าพระ และฆ่าผู้ชุมนุมซะอีกต่างหาก...
                                                       ---------------------------------------------------
    ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิ์จิตประสาทไปพร้อมๆ กันเช่นนี้ของตำรวจ...นอกจะทำให้บ้านนี้ เมืองนี้ ยิ่งอยู่ยากซ์ซ์ซ์ อยู่ลำบาก หนักขึ้นเรื่อยๆ ยังทำให้ตำรวจกำลัง ไต่เส้นอันตราย ที่ใช้เป็นตัวแบ่งขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างผู้ซึ่ง กฎหมาย มอบความไว้วางใจให้ ถืออาวุธ ไปตามภาระรับผิดชอบในแต่ละรูป แต่ละแบบ พูดง่ายๆ ก็คือ...การนำเอาอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง เป็นธรรม ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย กำลังทำให้ตำรวจก้าวล้ำเข้าไปในเขตแดนของผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องความมั่นคงของชาติ ของประเทศทั้งประเทศ อย่างเช่น ทหาร หนักขึ้นทุกที เพราะขณะที่ทหารต้องยืนอยู่บน ผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นสำคัญ ตำรวจกลับยังยืนหยัด ยืนยัน อยู่กับ ผลประโยชน์ของคนคนเดียว อย่างชนิดไม่สนใจหน้าอินทร์ หน้าพรหม ใดๆ ต่อไปอีกแล้ว การอาศัย กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เข้าไปไล่จับใครต่อใครในเขตทหารนั้น เผลอๆ อาจต้องเจอกับ กฎอัยการศึก ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่แน่ ถึงวันนั้น...คงได้พิสูจน์กันล่ะว่า ระหว่าง ยานยนต์หุ้มเกราะวี 150 ของตำรวจตระเวนชายแดน กับ รถถังเอ็ม 60 ของกองพันทหารม้ายานเกราะ อะไรจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน...
                                                      ---------------------------------------------------
    ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Thomas Jefferson... “Force is the vital principle and immediate parent of despotism.- กำลังทหารเป็นหลักอันสำคัญ และเป็นบ่อเกิดอันฉับพลันแห่งอำนาจที่เด็ดขาด...”.
                                                      ---------------------------------------------------