เหตุการณ์คลังแสงของกองพันทหารช่าง 401 ค่ายอภัยบริรักษ์ สังกัดกองทัพภาคที่ 4 จังหวัดพัทลุง ถูกคนร้ายเข้าไปขโมยอาวุธสงครามและเครื่องกระสุน ทั้งระเบิดสังหารบุคคลชนิดเอ็ม 26 และเอ็ม 67 จำนวน 20 ลูก กระสุนปืนชนิดเอ็ม 16 และเอชเค 2,000 นัด กระสุนชนิด 11 มม. 1,000 นัด ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา
หากเป็นห้วงภาวะปกติ ก็คงเป็นเพียงข่าวอาวุธหายจากกองทัพ และมีสื่อติดตามเสนอข่าวไม่กี่วันก็เงียบไป ปล่อยให้เป็นเรื่องการบริหารงานภายในของแต่ละหน่วยงาน จะติดตามและดำเนินการลงโทษลงทัณฑ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องตามกฎระเบียบ หากจับหัวขโมยได้ก็ดำเนินคดีตามกฎหมายกันไป
แต่พอเกิดเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ ที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังตรึงเครียดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มีการนัดชุมนุมใหญ่ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 14 มีนาคม หรืออีก 3-4 วันข้างหน้า หลายฝ่ายก็หวั่นเกรงว่าอาวุธที่หายไปอาจมีพวกฉกฉวยโอกาสนำมาก่อเหตุสร้างสถานการณ์รุนแรงขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน มีสัญญาณความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 พันบ้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 79 ยิงใส่ทำเนียบรัฐบาล แต่พลาดเป้าไปติดกิ่งไม้ตกใส่พาณิชการพระนคร หรือมีระเบิดถูกนำไปวางภายในศาลฎีกา สนามหลวง จากนั้นหลังวันตัดสินคดี ที่ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เกิดเหตุคนร้ายขวางระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพภายในคืนเดียวกัน 4 แห่ง
และดูเหมือนว่านับตั้งแต่รู้ว่าอาวุธสงครามในคลังแสงหายไป จนถึงวันนี้เกือบจะครบ 1 อาทิตย์เต็มๆ ยังไม่มีความชัดเจนอะไรออกมาจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงอาวุธที่หายไป และประกาศจะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเท่านั้น ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แม้จะออกมายอมรับว่าอาวุธสงครามที่หายไปจากคลังแสงน่าจะเป็นฝีมือคนในเกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เกินความคาดหมาย เพราะในเมื่อคลังแสงอยู่ภายในค่ายทหาร มีรั้วรอบขอบชิด มีกองรักษาการณ์ถือปืนคอยรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง คงไม่มีหัวขโมยหน้าไหน หรือพวกซาเล้งเก็บของเก่ารายใด แอบเข้าไปลักขโมยนำออกมาขายได้ ถ้าไม่ใช่ทหารภายในค่ายเป็นคนลงมือ
ประเด็นสำคัญที่ผู้คนในสังคมใคร่รู้และดูจะไม่มีใครออกมาให้ความกระจ่างได้เลย ก็คือระเบิดสังหารบุคคลชนิดเอ็ม 26 และเอ็ม 67 จำนวน 20 ลูก กระสุนปืนชนิดเอ็ม 16 และเอชเค จำนวน 2,000 นัด และกระสุนชนิด 11 มม. จำนวน 1,000 นัด ทั้งหมดคนร้ายเอาไปไหน และมีวัตถุประสงค์นำไปใช้เพื่อการใดกันแน่ นี่ซิเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า
ดังนั้น รัฐบาล ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏ และชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าอาวุธดังกล่าวล่องหนไปอยู่แห่งหน ตำบลใด คนที่เอาไปมีจุดประสงค์เพื่อไปขายให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ หรือพวกขบวนการค้าอาวุธ แก๊งค้ายาเสพติด หรือนำมาก่อเหตุในการชุมนุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะหากทุกอย่างยังไม่กระจ่างแน่ชัด การที่หน่วยงานรัฐพยายามออกมาเรียกร้องไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกและกังวลต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่เขม็งเกลียวก็คงไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่อาวุธสงครามร้ายแรงที่พร้อมจะก่อเหตุจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะหวลกลับมาบึ้มเมื่อใด.








