Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ทวงคืนหน้าที่พลเมือง จำกัดพื้นที่ความเหลื่อมล้ำ


ารเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเรื่องจีรังที่เรามักจะเห็นในบ้านเมืองที่ชื่อว่า “ไทย”   จนทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นว่า

วันใดหนอ?!?ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าพัฒนาไปตามที่ใฝ่และฝัน  ในเมื่อผู้มีหน้าที่ในการนำพาประเทศให้เดินก้าวไปข้างหน้านั้น  ดูเหมือนไม่เคยซ้ำหน้า  เล่นเก้าอี้ดนตรีเปลี่ยนถ่ายอำนาจกันจนโอกาสไม่อำนวย และเวลาก็ถูกจำกัด   ยากที่จะลงมือทำชิ้นงานให้สำเร็จผลตามเป้าหมายหรือดำเนินการตามนโยบายที่ได้บอกกล่าวแก่ประชาชน      

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร  ถ้าหากจะมีหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า  ปรับคณะรัฐมนตรีแล้วไม่ได้ช่วยอะไรให้ประเทศไทยได้ดีขึ้นกว่าเก่าเลย   แต่กลับเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายเสียมากกว่า  ที่เราต้องคอยตั้งคำถามทุกครั้งว่า  คนไทยได้อะไรบ้างจากการปรับคณะรัฐมนตรี

วันนี้ผมอยากจะบอกว่า....

                ทำไม?!????? แทนการเรียกร้องจากรัฐบาล  หรือผู้บริหารประเทศ  (ที่ไม่ได้ดั่งใจ)  ทุกคนในสังคมไม่ลองหันมาสำรวจตัวเองบ้างว่า   จะทำอย่างไร???บ้านเมืองจึงจะเดินไปตามเส้นทางที่ทุกคนต้องการ โดยไม่ต้องสนใจพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐเป็นหลัก หรือต้องแหงนคอรอคอยหวังให้มี ”อัศวินม้าขาว”  มาเกื้อกูล

                ผมตั้งประเด็นเพื่อการสร้างจิตสำนึกใหม่ขึ้นมาดังกล่าว แล้วก็ตอบคำถามเสียเองโดยไม่รอใครมาชี้แจงนั้น บอกตามตรงว่า  เพราะผมเองก็รู้สึกเซ็งเหมือนกันครับกับการได้มาซึ่งผู้นำระดับรัฐมนตรีที่ไม่เคย “เห็นหัว”ชาวบ้าน

หากเราลองสร้างจิตสำนึกใหม่ร่วมกันว่า ปัญหาของสังคมไทยจะจบลงได้ก็ด้วยความสามารถและคุณภาพของพวกเรากันเอง  พรุ่งนี้เราคงไม่ต้อง เหนื่อยหน่ายกับปัญหาการเมืองซ้ำซาก อีกทั้งเราคงไม่จำเป็นต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกลัวว่าฝันร้ายจะคืนกลับมาเหมือนเดือนพฤษภาคมวิปโยค  

อย่างน้อยที่สุด  ผมเห็นว่า  ที่ประชุมเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และทำประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก โดยสถาบันเครือข่ายทางปัญญา จากการสนับสนุนของ สสส. หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  เป็นวิธีการทำงานบนพื้นฐานของการมีจิตสำนึกใหม่ร่วมกันอย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือ ไม่ว่าจะมีใครมาเป็นรัฐมนตรี  รัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่คณะ  พวกเขาก็ยังคงระดมสมอง  ทำงานเพื่อหาแนวทางสู่เป้าหมายที่ช่วยกันเขียนช่วยกันคิด และช่วยกันผลักดันต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง หรือเว้นวรรคเพราะการเมือง หรือสถานการณ์บ้านเมืองเป็นเหตุ

ผมกล้าการันตีอย่างนี้  ก็เพราะหลายครั้งที่ผมมีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์การประชุมที่สถาบันจุฬาภรณ์นั้น  ผมพบว่า  องค์กร  สถาบัน  หรือชุมชนใดที่มีจิตสำนึกร่วมในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในความสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม พวกเขาจะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเองประการสำคัญคือ  รู้จักหน้าที่ของตนเองที่มีต่อครอบครัว  ชุมชน  และรู้จักพึ่งพาตนเอง 

เพราะการทำงานตามกรอบและแนวคิดที่มีการตกผลึกทางความคิดว่า  อะไรคือหัวใจของการพัฒนา  และปฏิรูป  ที่สำคัญคือ ไม่แยแสต่อหน้าตาและความเป็นไปของรัฐบาลแต่ละชุดนั่นเอง ทำให้การรังสรรค์ความคิดของสถาบันเครือข่ายทางปัญญาได้รับการยอมรับทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  ระดับท้องถิ่นและชุมชน เพราะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านดำเนินการปฏิรูปตามประสิทธิภาพและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีอยู่   ตามหลักปรัชญาสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ที่มุ่งให้ชาวบ้านเป็นผู้นำ  ไม่ใช่ให้สภาพัฒน์หรือคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขียนแบบให้ชาวบ้านเดินตามอย่างที่แล้วๆมาอีกต่อไป

                การที่ชาวบ้านเข้าใจในหน้าที่ว่าสิ่งใดควรทำ  สิ่งใดไม่พึงกระทำ รวมทั้งสิ่งใดกระทำแล้วไม่เป็นผลดีต่อเขาและส่วนรวม  เชื่อว่าผลของการตระหนักรู้หน้าที่นี้ จะป้องกันปัญหาอันไม่พึงปรารถนามิให้เกิดขึ้นได้ง่าย  หรือถูกใครล่อหลอกใช้เป็น “เหยื่อ”  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การเรียนรู้หรือหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาตนเองและชุมชน  โดยมีบริบทของ “หน้าที่” นำหน้า “สิทธิ”  สมควรแก่เวลาที่เราต้องใส่ใจและร่วมกันศึกษาหาข้อมูล เพื่อผลักดันให้สังคมไทยหันกลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง  ก่อนที่ข้ออ้างเกี่ยวกับความอยุติธรรม และความเหลื่อมล้ำจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องรอบใหม่ในอนาคตข้างหน้า   

                 เพราะไม่ว่าจะมีรัฐบาลเทวดามาจากไหน สนใจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจังปานใด  ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คนไทยรวยเท่ากันหมด

                ผมจึงอยากจะเรียกร้องเสียตอนนี้เลยครับว่า   การส่งเสียงกระตุ้นให้ช่วยกันแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม  กำจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายร้อนเป็นไฟเมื่อเดือนที่แล้วนั้น  เป็นเรื่องที่ดีและต้องช่วยกันกระตุกต่อมสำนึกของผู้เกี่ยวข้องต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะของความเป็นคนไทยแล้ว  การรู้จักหน้าที่ของตัวเองก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่เราไม่อาจมองข้าม

วิกฤตบ้านเมืองพิสูจน์ทราบแล้วว่า ถ้าคนไทยรู้ว่าอะไรคือหน้าที่   อะไรคือสิทธิ  ย่อมจะไม่เกิดเรื่องเกินเลย บานปลาย  กลายเป็นการละเมิดกฎหมาย  รุกรานสิทธิของผู้อื่นอย่างแน่นอน

ดังนั้น  ผมจึงต้องขอตอกย้ำว่า   ความตื่นตัวของสังคมไทยเพื่อทวงสิทธิความชอบธรรมทั้งทางการเมือง  เศษรฐกิจ และสังคม  การใส่ใจต่อคำถามเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ต้องเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องดีที่รู้จักแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส  แต่การใช้โอกาสนี้เพื่อส่วนรวมอย่างถ่องแท้จริงและสนองต่อสังคมไทยหรือไม่นั้น  ตัวชี้วัดอยู่ที่คนไทยทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า เราสามารถปฏิรูปประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องสนใจฤดูกาลเปลี่ยนถ่ายอำนาจทางการเมืองต่างหาก

ประโยคทองของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ ที่ว่า “อย่าถามว่าประเทศจะให้อะไรกับคุณ แต่ขอให้ถามตัวคุณว่า คุณจะสามารถทำอะไรให้แก่ประเทศบ้าง”  ผมคิดว่าคนไทยต้องช่วยกันท่องแล้วนะครับ  หากอยากเห็นประเทศชาติรอดพ้นจากหายนะและเดินบนเส้นทางปฏิรูป

 

                                                                                นายใฝ่ฝัน  ปฏิรูป



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์