สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
สมาชิก "สองปม" ยกมือขออภิปรายถึงงานพระราชทานเพลิงศพครูพยงค์ มุกดา ศิลปินแห่งชาติ
เรียน ท่านประธานท้วม
ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย เหลียวมองรอบกายมิวายจะหวาดกลัว มองนภามืดมัวสลัวเย็นย่ำ ค่ำคืนเอ๋ย ยามนภาคล้ำไปใกล้ค่ำ ยินเสียงร่ำคำบอก เจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย เจ้าดอกขจร ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย เอยเล่านกเอย...
ความมืดน่ากลัวสำหรับคนไม่คุ้นเคยกับความมืด ความทุกข์ ทุกข์หนัก สำหรับคนไม่เคยผจญสู้กับความทุกข์ แต่กับคนที่เจนจบสู้ชีวิตทุกอย่างมาตลอดชีวิต ทุกข์ใดก็ไม่เคยหวั่น แม้ความตายมาถึงก็ไม่พรั่น และน่ากลัวแต่อย่างใด
การจากไปของคนที่สร้างคุณความดีที่ได้ฝากไว้ให้กับโลกนี้ มีแต่คนเสียดายและเปี่ยมไปด้วยความคิดถึง ความตายจึงไม่น่ากลัว และความตายเหมือนยังไม่ตาย ตายเพียงกาย แต่คุณความดีกลับขจรขจายหอมกรุ่นอบอวล ไม่ได้ตายและสูญหายไปกับวันเวลาแต่อย่างใด
ครูพยงค์ มุกดา คือคนที่สู้ชีวิต และสร้างสรรค์คุณูปการไว้ให้กับแผ่นดิน และโลกนี้เป็นอเนกประการ ยามจากไปทุกคนย่อมเสียดายและรำลึกถึง จากผู้ที่เกิดกลางแม่น้ำแม่กลอง ที่บ้านท่าเสา ราชบุรี สู้ชีวิตจากนักเรียนวัดช่องลมมาสู่กรุงเทพฯ เป็นนักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลงสร้างสรรค์เพลงไว้ทุกแนวเพลง แม้เพลงที่สำคัญครูก็ประพันธ์ไว้ งานศพของครูจึงมีผู้คนมากมายไปร่วมไว้อาลัยและรำลึกถึงคุณความดี
ด้วยคุณความดีที่ครูได้สร้างสรรค์ไว้ จนได้เป็นศิลปินแห่งชาติในที่สุด ย่อมเป็นสิ่งสูงสุดของ
ความเป็นศิลปิน และเมื่อชีวิตจบลง วันงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการพระราชทานเพลิงศพนั้น
หากดวงวิญญาณของครูจะทราบด้วยวิถีใด ก็เชื่อว่าจะเป็นสุขและภาคภูมิใจ เหมือนกับญาติมิตรลูกหลานและมวลเหล่าสมัชชาศิลปินแห่งประเทศไทย ที่ได้รังสรรค์งานของครูให้แด่ครูด้วยคุณความดีและระลึกในความดีของครู งานครูจึงมีผู้คนมากมายไปร่วมงานกัน ตั้งแต่คนที่เป็นญาติลูกหลานมิตรคนในวัยเดียวกันที่ยังอยู่ ลูกศิษย์และมิตรรักนักเพลงของครูมากมาย
มีซีดีของแม่ไม้เพลงไทย ที่มีเพลงเอกของครูและตราวงดนตรีมุกดาพันธ์ให้รำลึกถึง และหนังสือที่ระลึกเล่าก็ไม่อาจพอรับกับความคิดถึงได้ ไม่พอที่แจกให้ได้ถ้วนทั่ว ทำให้หลายท่านที่มาช้าไม่มีสิ่งที่ระลึกเตือนใจ วันนั้นรถติดมากๆ ทั้งที่เป็นวันอาทิตย์ จนบางท่านแม้กระทั่งตอนเผาจริงก็ยังไปวางดอกไม้จันทน์ไม่ทัน ไม่ได้รำลึกถึงกันเป็นครั้งสุดท้าย เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก
งานศพศิลปินวันนี้ออกจะเงียบแลหม่นเศร้า เพราะเราต่างรำลึกอาลัยถึงครู แต่ในใจคิดว่าถ้างานของครู งานของนักเพลงไม่มีเพลงครูให้รำลึกถึงกันได้อย่างไร ใจคิดว่าควรจะมีบทเพลงของครู ลูกศิษย์ของครู วงพยงค์ มุกดา หรือมุกดาพันธ์ ฟื้นกลับมารำลึกถึงความหลัง นักร้องแห่งอดีตมาร้องในงานหน้าศพครู
ใครก็ได้หัวเราะหลายแบบตามแบบฉบับของครู บอกให้โลกนี้รู้ ทำความดีไว้ให้แก่แผ่นดินเช่นครู ก็สามารถยืดอกหัวเราะได้เต็มความภาคภูมิใจ ไม่ต้องอายฟ้าดินแต่อย่างใด เพราะทำดีและสุจริตใจมาตลอดชีวิต เล่นให้สมกับที่ครูเป็นศิลปิน ร้องให้เต็มที่สมกับเป็นศิษย์ ร้องเพลงครูกันให้ชุ่มฉ่ำเป็นครั้งสุดท้ายให้ครู
แล้วเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ จึงค่อยมาร่วมกันรับเสด็จอย่างถวายความจงรักภักดี ดังเช่นที่ได้แสดงออกด้วยดี ในงานวันอาทิตย์ที่ 6 เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ณ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน หรือวัดประชาธิปไตยที่คณะราษฎรได้ก่อตั้งไว้ เพื่อเป็นที่ระลึกแห่งคุณความดีในการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขครั้งแรกในแผ่นดินสยาม เมื่อ 24 มิถุนายน 2475
ไม่เป็นไรยังสามารถรำลึกถึงครูได้ ในโอกาสข้างหน้าถ้ายังมีหัวใจให้กับครูอยู่เสมอ เช่น ณ เวลานี้ เสร็จงานแล้วเจ้าภาพนำเถ้าอัฐิของครูไปลอยอังคารที่ปากแม่น้ำแม่กลอง ไม่ต้องบอกก็รู้ครูเกิดแต่สายน้ำแม่กลอง ยามเมื่อจากไปครูก็ยังสถิตอยู่ ณ สายน้ำแม่กลอง อันเป็นดินแดนถิ่นกำเนิด ด้วยความรักความอบอุ่นและฉ่ำเย็นของสายน้ำที่ครูเคยเล่นเมื่อเยาว์วัย เชื่อว่าถูกใจรู้ใจครู
ฟังสำเนียงเสียงเพลงครวญคร่ำ ใครหนอร่ำคำบอก เจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนที่ไหนเอย นกขมิ้นเหลืองอ่อนตัวนี้บินจร สถิตสู่สรวงสวรรค์เอย เอ๋ยนอนที่นั่นเอย.....................
สมาชิกสภาประชาชนต้องนัดกันไปร้องเพลงครูพยงค์ให้ได้อย่างน้อยปีละครั้ง








