กระจกหักมุม

Monday, 10 September, 2012 - 00:00

คุยกันฉันนักเศรษฐศาสตร์ที่(น่าจะ)รู้เรื่องอื่นมากกว่า(ตอนที่สอง)

เท้าความเดิม
    ในตอนแรกผมเริ่มจากยอมรับว่าตัวเองเกือบได้เป็น “นักเศรษฐศาสตร์” (กระแสหลัก) อยู่รอมร่อแล้วเหมือนกัน ทว่าโชคชะตาพลิกผันกลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่น่าจะรู้เรื่องอื่นมากกว่า ทำให้มีความสนใจเรื่องราวต่างๆ ที่ค่อนข้างหลากหลาย และมีมุมมองปัญหาที่ค่อนข้างจะกว้างและยืดหยุ่น ทำให้ในตอนท้ายของบทความ ผมนำตัวเองเข้าไปพัวพันกับตัวอย่างปัญหาเศรษฐศาสตร์สุดฮอตในยุคนี้ นั่นคือ “โครงการจำนำข้าว” ของรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังถูกฝ่ายค้าน (และนักเศรษฐศาสตร์ที่แท้และดี) เล่นงานอย่างหนัก
    สัปดาห์นี้ผมจะขออนุญาตร่ายยาวให้ได้ความกระจ่างเสียทีว่า “นักเศรษฐศาสตร์” เข้ามายุ่งกับเรื่องข้าว ข้าว ข้าว ที่ยังไม่รู้ว่าจะประกันดีหรือจำนำดีได้อย่างไร
จะประกันหรือจำนำ สุดท้ายก็ตายหมู่เหมือนกัน?
    ก่อนเข้าเรื่อง ขออนุญาตกราบขออภัยท่านผู้อ่านที่ผมเขียนตอนแรกเสร็จตั้งแต่ 12 สิงหาคม แล้วก็เบี้ยวไปเกือบเดือน ค่อยกลับมาเขียนต่อ เหตุผลเบื้องหลังการถ่ายทำไม่มีอะไรหรอกครับ เดินทางไปต่างประเทศบ่อย บวกกับไปติดเชื้อไวรัสหวัดประเภท “บี” เข้าเลยงอมไปพักใหญ่ วันนี้ก็ยังไออยู่นิดหน่อยครับ
    ที่ผมหยิบเรื่องโครงการจำนำข้าวขึ้นมาเป็นตัวอย่าง “ความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่รู้เรื่องอื่นๆ มาก (เกินเหตุ)” ก็เพราะโครงการจำนำข้าวแม้จะเริ่มต้นในฐานะที่เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในตอนจบแทบไม่มีเค้าของเศรษฐศาสตร์หลงเหลืออยู่เท่าใด ซ้ำนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องสักพักก็ดูเหมือนจะรู้เรื่องการเมือง การบริหารจัดการ การราชการ การชนบท ฯลฯ มากกว่าเศรษฐศาสตร์เป็นไหนๆ ไม่เชื่อลองไปดูคลิปวิดีโอการโต้แย้งระหว่างนายพิชัยฯ (พรรคเพื่อไทย) กับ นายแพทย์วรงค์ (พรรคประชาธิปไตย) ในรายการคุณสรยุทธ์เมื่อปีก่อน ผมว่าทั้งคู่พูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ได้น่าเชื่อถือพอๆ กับอีกร้อยแปดเรื่องที่ท่านพูดในฐานะนักการเมือง
    แต่ที่โดดเด่นมากๆ ก็คือ ความสามารถของพวกท่านทั้งหลายทั้งสองพรรคที่สามารถ “แปลงโฉม” การจำนำ และการประกันราคาให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักการทางเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมของทั้งสองมาตรการได้อย่าง “เนียน” มาก
    ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะท่านที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์รู้ดีว่าการประกันราคาพืชผลเกษตร และการจำนำราคาพืชผลเกษตร ล้วนแต่เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐนำมาใช้ “แทรกแซงตลาด” เพื่อช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร (Welfare) ดีขึ้น ด้วยวิธีการ “ลดความเสี่ยง” จากความผันผวนของราคาพืชผลเกษตร โดยมีหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานสองข้อดังนี้
    (ก) จำนำไว้ก่อนในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในช่วงต้นฤดูกาล (ที่ผลผลิตออกมา และราคาตกต่ำ) แล้วค่อยกลับมาไถ่ถอนเพื่อนำออกขายในตลาดเมื่อราคาตลาดสูงขึ้น หรือ
    (ข) เข้าโครงการประกันราคา แล้วขายข้าวในตลาดได้ตามชอบใจ หากได้ราคาต่ำกว่าราคาที่สมควร (ซึ่งมักเรียกว่า “ราคาอ้างอิง” หรือ “ราคาเป้าหมาย”) ส่วนต่างรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายชดเชยให้
    ซึ่งเท่ากับว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีจำนำหรือประกันราคา เกษตรกรก็จะมีเงินสดเป็นรายได้เข้าครอบครัวสูงกว่าในกรณีที่ต้องไปเผชิญกับความผันผวนของราคาพืชผลเกษตร อันเนื่องมาจากกลไกตลาดในระบบทุนนิยมที่แสนจะโหดร้าย (ท่านผู้อ่านที่สนใจในรายละเอียดหาอ่านได้ในงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ)    ฟังดูดีใช่ไหมครับ?
    อย่างที่กราบเรียนไว้ในตอนต้น นี่คือฝีมือของพวกที่ไม่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง แต่รู้เรื่องอื่นแล้วนำเศรษฐศาสตร์มารับใช้ (หรืออาจจะรู้เศรษฐศาสตร์จริงแต่ยินดีบิดเบือนเพื่อรับใช้??)
    สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสงครามน้ำลายเพื่อชี้ช่องโหว่ หรือจุดอ่อนของอีกโครงการ ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรผลที่ได้ก็ไม่ใช่อย่างที่วาดฝัน และท้ายสุดก็ “ตายหมู่” เหมือนกันอยู่ดี
โครงการจำนำ : ผลาญเงินรัฐ (ซื้อข้าวขาดทุนมหาศาล) รั่วไหล (ทุจริตคอรัปชั่นตั้งแต่ต้นจนจบ)
    โครงการจำนำข้าวยุคใหม่ภายใต้คำขวัญ “จำนำข้าวทุกเม็ด” ได้กลายเป็นเป้านิ่งให้ฝ่ายค้านโจมตีอย่างเมามันว่า “โกงทุกเม็ด ตั้งแต่ข้าวออกจากทุ่งนาจนถึงตลาดโลก” เพราะ    ประการแรก โครงการจำนำข้าวยุคใหม่ ได้แปลงโฉมรัฐบาลเป็น “ผู้ซื้อรายเดียว” ที่รับซื้อ “ข้าวเปลือกทุกชนิด” ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ตั้งแต่ต้นฤดู (แบบซื้อขาด ซึ่งทำให้งงๆ ว่าตกลงโครงการนี้มีการจำนำอะไรตรงไหนอย่างไรกันแน่?) ด้วยความหวังว่าจะเป็นการดันราคาข้าวให้สูงขึ้น โดยลืมหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยดีมานด์และซัพพลายที่กำกับตั้งแต่ข้อเท็จจริงปฐมบทว่าเราไม่ได้คุมปริมาณการผลิตได้เบ็ดเสร็จแต่ผู้เดียว และข้าวเป็นสินค้าประเภท Perishables ที่มีเวลาเก็บในสต็อกที่จำกัด ฉะนั้นจะอย่างไรเสียเราก็ manipulate ปริมาณสินค้าที่มีขายในตลาดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป้าที่โฆษณากัน (ดันราคา ควบคุมซัพพลายตลาด ผลักดันให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ ฯลฯ) จึงเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุได้ในความเป็นจริง
    ตรงกันข้าม การทำตัวเป็นผู้รับซื้อแต่ผู้เดียวในราคาที่สูงกว่าตลาดเท่ากับเปิดช่องให้เกิดการ “แบ่งกำไร แบ่งผลประโยชน์” ในระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่โรงสี พ่อค้าคนกลาง พ่อค้าส่งออก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลไกอำนาจรัฐตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับรัฐบาลกลาง และนักการเมืองได้อย่างลงตัว เรียกว่าวางโรดแม็พของกระบวนการทุจริตคอรัปชั่นได้อย่างบูรณาการตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว
    ที่พูดไม่ได้หมายความว่า “ต้อง” มีการคอรัปชั่นเกิดขึ้นนะครับ ผมเพียงแต่บอกว่ามาตรการดังกล่าวมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะไม่เกิดการทุจริตก็ได้ หากทุกคนมีหิริโอตตัปปะ (เหมือนที่คุณชายอุ๋ยพูดไว้ในงานสัมมนาเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา)
    ประการที่สอง เนื่องจากโครงสร้างของโครงการจำนำข้าวยุคใหม่มีลักษณะที่บิดเบือนกลไกตลาดทั้งที่ไม่สามารถครอบงำได้ (ไม่สามารถฟอร์ม “คาร์เท็ล” ได้) จึงเข้าข่าย Self-Defeating มาตั้งแต่ต้น ผลของการดำเนินโครงการดังกล่าวจึงค่อนข้างชัดเจนว่า “เจ๊ง” แน่นอน ภาระการขาดทุนจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับ “กลไกตลาด” และ “ตัวเลขเพื่อผลทางการเมืองแบบประชานิยม” และ “ความโลภในหมู่ผู้ร่วมกระบวนการทุจริต (ถ้ามี)”
    เท่าที่ฟังพูดๆ กัน ล่าสุดดูเหมือนตัวเลขประเมินเบื้องต้นของผลขาดทุนจากโครงการจะทะลุหลัก “แสนล้าน” ต่อปีไปแล้ว จริงเท็จไม่กล้าแสดงความเห็นเพราะไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล
    ประการที่สาม โครงการจำนำข้าวยุคใหม่ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เพิ่ม “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) หรือ “ประสิทธิผล” (Productivity) ในการผลิตแต่อย่างใด ซึ่งก็ไม่ต่างกับโครงการประกันราคาของอีกพรรคหนึ่ง (ขอต่อตอนจบสัปดาห์หน้าครับ).
                            วีระ  มานะคงตรีชีพ
                                10 กันยายน 2555