IMFลดคาดการณ์ แนวโน้มศก.โลก ชี้ความเสี่ยงเพิ่ม

Wednesday, 10 October, 2012 - 00:00

IMFลดคาดการณ์ แนวโน้มศก.โลก ชี้ความเสี่ยงเพิ่ม

  ไอเอ็มเอฟลดระดับตัวเลขคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลง เตือนยุโรปและอเมริกาหากแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนไม่ได้ เศรษฐกิจโลกจะยิ่งทรุดยาว
    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เปิดเผยรายงานการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ก่อนหน้าการประชุมไอเอ็มเอฟที่กรุงโตเกียวสัปดาห์นี้ว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วยังอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยลดอัตราการว่างงานได้ ส่วนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น ปัญหาความผันผวนของตลาดและการลดค่าใช้จ่ายที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มความวิตกต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงภาวะการลงทุนและการค้าที่ชะลอตัวลง
    ไอเอ็มเอฟพยากรณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะลดลงเหลือเพียง 3.3% จากที่เคยคาดคะเนไว้ในเดือนกรกฎาคมที่ 3.5% ซึ่งนับว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 เมื่อเศรษฐกิจโลกพยายามฟื้นตัวจากวิกฤติการเงิน ส่วนคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าก็ลดลงเช่นกัน เหลือเพียง 3.6% จากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคมที่ 3.9%
    ไอเอ็มเอฟยังได้คาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาว่าจะขยายตัวเกินกว่า 2% เล็กน้อยในปีนี้และปีหน้า และพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนจะเติบโตเพียงแค่ 0.4% และน้อยลงกว่านั้นในปีหน้าเพียง 0.2%
    นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟได้เผยว่า การประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และบราซิล ก็ชะลอตัวลงเช่นกัน แต่ยังได้เตือนว่าอย่ามองในแง่ร้ายจนเกินไป เพราะยังไม่พบสัญญาณการลดลงอย่างฮวบฮาบของเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้
    ไอเอ็มเอฟอธิบายว่า ตัวการที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถดถอยนั้นเป็นตัวการเดิมๆ ที่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 นั่นก็คือมาตรการรัดเข็มขัดและระบบการเงินที่ยังอ่อนแอ
    นักวางนโยบายชี้ให้เห็นว่า ภาวะตกหน้าผาทางการคลังของสหรัฐ หรือการที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังสิ้นสุดลง และมาตรการรัดเข็มขัดกำลังจะมีผลในปี 2556 และปัญหาวิกฤติหนี้สินยุโรป กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
    "คำตอบอยู่ที่ว่า ยุโรปและอเมริกาจะสามารถจัดการกับความท้าทายทางเศรษฐกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่" ไอเอ็มเอฟกล่าว
    ไอเอ็มเอฟยังประเมินว่า สถานะทางการเงินจะยังคงอยู่ในสภาวะเปราะบางในระยะอันใกล้นี้ เพราะว่าการแก้ปัญหาวิกฤติยูโรโซนจำเป็นที่จะต้องใช้เวลา และยังมีความกังวลว่าสหรัฐจะรับมือเช่นไรกับการลดค่าใช้จ่ายและการเพิ่มภาษีที่กำลังจะมาถึง
    โอลิวิเยร์ บล็องชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ถ้าปัญหาที่ยุ่งยากเหล่านี้สามารถแก้ไขได้สำเร็จ ก็พอจะหวังได้แล้วว่าเราได้ผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว.