ทั่วโลกขณะนี้กำลังประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ นับตั้งแต่แผ่นดินไหวที่เฮติ ลามมายังชิลี ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อูกันดา อินโดนีเซีย วานูอาตู ตุรกี
แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด...แต่มันเป็นเรื่องสุดวิสัย...ทำไงได้ เพราะห้ามหรือป้องกันไม่ได้ ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจพังพาบเป็นแถบๆ ประชาชนอดอยากจนต้องก่อการจลาจลเพื่อปากท้อง
แต่ปัญหาเหล่านั้นยังไม่ได้เกิดที่ดินแดนแหลมทองของไทย แต่คนไทยในประเทศกลับก่อเชื้อไฟเผาผลาญประเทศกันเสียเอง
เผาความไว้เนื้อเชื้อใจ เผาคนไทยด้วยกันเอง เผาความเชื่อมั่นการลงทุน ทั้งไทยและต่างชาติ เผาเครดิตประเทศ เผาเศรษฐกิจที่กำลังก่อร่างสร้างตัวจากวิกฤติการเงินโลก
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะไปด้วยดี ทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุน ซึ่งที่ได้มาถึงจุดนี้ รัฐบาลก็ต้องหว่านเม็ดเงินภาษีลงไปมากแค่ไหน คนไทยทั้งประเทศต้องเหนื่อยแค่ไหนที่จะเข็นครกขึ้นภูเขาที่ชันและเปียกลื่น
แต่คนไทยดันมาเหยียบเท้ากันเอง ทั้งหมด ทำเพื่อใคร? และทำทำไม?
แค่จะมีกระแสข่าวลือว่ารัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร เพื่อควบคุมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งที่ยังไม่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ต่างชาติตกใจขนเงินออกนอกประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงทันที และชัดเจนขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ช่วงวันที่ 11-23 มี.ค. ยิ่งทำให้ขวัญกำลังใจกระเจิงไปหมด
เช้าวันที่ 12 มีนาคม กลุ่มคนเสื้อแดงจะทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรวมตัวกันชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มีนาคมนี้
แม้แกนนำของกลุ่มจะประกาศก้องว่า การชุมนุมจะเป็นไปอย่างสงบ แต่คนไทยทั้งชาติก็ยังเป็นกังวลต่อสถานการณ์ บ้างก็เริ่มกักตุนอาหาร น้ำ แห่ถอนเงินสดที่ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ ทำให้สมาคมธนาคารไทยต้องเรียกถกด่วนธนาคารสมาชิกเพื่อหามาตรการป้องกันในช่วงบ่ายวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา
คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า "เมื่อมีการชุมนุม และมีการปิดสถานที่ ณ จุดใด สาขาและตู้เอทีเอ็มของธนาคารที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นจะปิดให้บริการ ลูกค้าสามารถไปเบิกถอน หรือทำธุรกรรมที่สาขาใกล้เคียงที่เปิดให้บริการตามปกติ การเติมเงินใส่ตู้เอทีเอ็มที่ไม่มีการชุมนุม ก็ยังเป็นไปตามปกติ ลูกค้าสามารถเบิกถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มได้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องถอนเงินสดนำไปเก็บไว้"
นอกจากนั้น ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีความพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ อย่างดี ตามแผนฉุกเฉินป้องกันความเสี่ยงตามกฎข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท.มีการเข้าไปตรวจสอบแผนดังกล่าวเป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินถึงความพร้อมและทันสมัยต่อสถานการณ์มากน้อยระดับใด ซึ่งการตรวจสอบที่ผ่านมาไม่พบปัญหาใด
ขณะที่ ธปท.เองก็เตรียมมอนิเตอร์และรวบรวมผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และบางอำเภอในจังหวัดใกล้เคียง ระหว่างวันที่ 11-23 มีนาคม เพื่อควบคุมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะผลทางด้านการอุปโภคบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ขณะนี้เริ่มเห็นความชัดเจนของการเติบโตขึ้นแล้ว เพื่อนำมาทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือน เม.ย. ซึ่งจะแถลงรายละเอียดในวันที่ 29 เมษายนนี้
และผลจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน (อาร์พี) ไว้ที่ 1.25% ต่อปี 6 ครั้งติดต่อกัน เพราะกังวลปัญหาการเมืองจะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ปัญหาที่เกิดทั้งหมดนี้ เกิดคำถามขึ้นว่า "ใครเป็นตัวต้นเรื่อง" คำตอบเดียวก็คือ "คนไทยด้วยกันเอง" และ "ใครสามารถที่จะจบปัญหานี้" คำตอบก็คือ "คนไทยด้วยกันเอง" อีกนั่นแหละ
อนาคตประเทศไทย อนาคตเศรษฐกิจไทยอีก 10 ปีข้างหน้า ขึ้นอยู่กับวันนี้
ทั้งหมดทั้งปวงขึ้นอยู่กับการกระทำของคนไทย อย่าไปแยกสี แยกฝ่ายกันเลย.







