กนง.กังวลปัญหาเมือง-มาบตาพุดทุบเศรษฐกิจแป้ก คงอาร์พีไว้ที่ระดับ 1.25% แย้มถกนัดหน้า 21 เม.ย. อาจได้เห็นขึ้นดอกเบี้ย หากศึกแดงป่วนเมืองยุติ ธปท.ไม่ห่วงเงินทุนไหลออก "โฆสิต" กระทุ้ง ต้องขยับดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ กดต่ำนานๆ ไม่เป็นผลดี นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 10 มี.ค. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์พี) ระยะ 1 วัน ไว้ที่ระดับ 1.25% ต่อปี ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2525 เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือไม่
ทั้งนี้ กนง.เห็นว่าปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความไร้เสถียรภาพการเมืองและความชัดเจนการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นปัจจัยหลักสำคัญที่จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นการของผู้บริโภคและการลงทุน
"ปัญหาการเมืองยากที่จะประเมินผลกระทบ เพราะมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น เพื่อเป็นการรอบคอบ กนง.จึงคงดอกเบี้ยที่ 1.25% ต่อปี เพื่อรอดูผลกระทบที่ชัดเจนต่อเศรษฐกิจก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย เนื่องจากความเสี่ยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง ทำให้ความจำเป็นที่ต้องมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษเช่นในปัจจุบันได้ลดน้อยลงไปมาก" นายไพบูลย์ระบุ
นายไพบูลย์กล่าวว่า ที่ประชุม กนง.ยังย้ำว่า หากการเมืองไม่รุนแรง และตัวเลขเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ มีโอกาสที่ กนง.จะทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งการประชุมครั้งหน้าจะมีขึ้นวันที่ 21 เม.ย. ดังนั้น นับจากนี้ถึงวันประชุม กนง.จะจับตาดูปัจจัยรอบด้านเพื่อนำมาประมวลผลในการวิเคราะห์อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธปท.ไม่ห่วงภาวะเงินทุนไหลออก จากกรณีที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต่างประเทศ และจากการติดตามดูยังเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวปกติ
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวถึงกรณี กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นการนำมาใช้ในช่วงเหตุการณ์ผิดปกติ และการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปจะมีผลข้างเคียง แต่เมื่อเหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจกลับมาสู่ปกติ ก็ควรให้ดอกเบี้ยนโยบายกลับไปสู่ภาวะปกติ และการปรับขึ้นดอกเบี้ยควรปรับขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ปรับขึ้นจนผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ
"ตอนนี้มองว่าเศรษฐกิจดีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2552 ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว การท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อย เพราะคนเริ่มชิน ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจกลับไปสู่ภาวะปกติ ก็ควรให้ดอกเบี้ยกลับไปสู่ภาวะปกติ โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิต แต่อีกแง่ผู้ฝากเงินจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น" นายโฆสิตกล่าว
นายโฆสิตกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะยังเติบโตที่ 3% โดยช่วงครึ่งปีแรกจะมีอัตราเติบโตที่สูง เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ส่วนครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก.







