ก๊วนผู้บริหารชินคอร์ปยกพลเรียงหน้าแจงผลคำพิพากษายึดทรัพย์ หลังอุบเงียบมา 12 วัน เลียนแบบนายใหญ่ เล็งฟ้องปิดปาก "นักวิเคราะห์-นักวิชาการ" ซัดอย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษา ท่องคาถาปฏิบัติตามกฎทุกขั้นตอน โนคอมเมนต์เป็นเหยื่อการเมือง "ตู่" เดินหน้าถอดถอนองค์คณะตุลาการ
เมื่อวันพุธ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่างพร้อมหน้าพร้อมตาออกมาแถลงผลคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อ่านไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์
การแถลงครั้งนี้ ทีมผู้บริหารที่มาร่วม ประกอบด้วย นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหารกลุ่มชินคอร์ป, นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)
โดยนายสมประสงค์แถลงว่า ยังไม่มีหนังสือเรียกค่าเสียหายหรือมีคำพิพากษาในคดี แต่กลับมีนักวิชาการและนักวิเคราะห์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และทำหน้าที่ตัดสินแทนผู้พิพากษา ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นเรื่องไม่มีมารยาทและจริยธรรม ถือเป็นการละเมิด ซึ่งหากมีการวิพากษ์วิจารณ์มากจนเกินไป บริษัทก็จะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ส่วนสาเหตุที่แถลงข่าวเพราะช่วง 12 วันที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับบริษัทค่อนข้างมาก ในฐานะผู้บริหารก็ต้องชี้แจงให้ทุกฝ่ายทราบ แต่ไม่ขอตอบคำถามว่าบริษัทตกเป็นเหยื่อทางการเมืองหรือไม่ เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะทำงานด้วยความยุติธรรม
"เราให้ฝ่ายกฎหมายติดตามดูอยู่ว่าเป็นการละเมิดหรือไม่ แต่เราก็อยากขอร้องว่านักวิชาการหรือนักวิเคราะห์อย่าไปตัดสินแทนผู้พิพากษา เพราะเราทำทุกอย่างถูกต้องมาโดยตลอด" นายสมประสงค์กล่าว
นายสมประสงค์ยืนยันว่า กลุ่มเทมาเส็กจากสิงคโปร์ยังไม่มีแผนขายหุ้นที่ถืออยู่ในชินคอร์ปและไทยคม และการเดินทางไปสิงคโปร์วันที่ 1-2 มีนาคม ก็เพื่อทำความเข้าใจกับกลุ่มเจ้าหนี้และธนาคารจำนวนมาก ซึ่งนัดหมายล่วงหน้าก่อนศาลนัดอ่านคำพิพากษา ซึ่งไม่ได้ไปชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้กลุ่มผู้ถือหุ้นทราบแต่อย่างใด เพราะกรณีชินคอร์ปไม่เหมือนกับกรณีของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เพราะเราไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่อย่างใด
นายสมประสงค์ยังใช้เวลาในการชี้แจงถึงคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ทั้งเรื่องการแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพสามิต การหักค่าใช้จ่ายการใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) การยิงดาวเทียมไทยคม รวมถึงกรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนของภาครัฐ และไม่ได้ทำให้เสียประโยชน์แต่ย่างใด
เช่นเดียวกับนายวิเชียร ซึ่งยืนยันว่า เอไอเอสไม่ได้ทำผิดสัญญา แต่ที่ต้องออกมาแถลงข่าวเพื่อลดความเสี่ยง ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ฟังเท่านั้น ที่ผ่านมาบริษัทก็ทำงานด้วยความสามารถและความตั้งใจ ไม่ได้มีการเมืองเข้ามาช่วยธุรกิจแต่อย่างใด โดยดูได้จากผลประกอบการ
"หลังจากศาลได้พิพากษายังไม่ส่งผลกระทบทำให้ลูกค้าไหลออก เพราะผู้บริโภคเข้าใจ เมื่อปี 2549 บริษัทเคยผ่านช่วงเผาซิมขว้างซิมมาแล้ว หากตอนนี้จะมีผู้ยกเลิกใช้บริการก็ไม่เป็นไร ได้แต่บอกว่าขอบคุณที่ใช้บริการ แต่ถ้าจะใช้ต่อก็ยินดี" นายวิเชียรกล่าว
นายอารักษ์กล่าวว่า คำตัดสินยังไม่ส่งผลกระทบจนทำให้ลูกค้าไหลออก ส่วนจะส่งผลต่อการยิงดาวเทียมดวงใหม่หรือไม่นั้น คงตอบแทนภาครัฐไม่ได้ว่าจะตัดสินใจเช่นไร ส่วนบริษัทกลายเป็นเหยื่อการเมืองหรือไม่นั้นไม่ขอตอบ เพราะที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต ปฏิบัติตามสัญญามาโดยตลอด
สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินคดีแพ่งและอาญาต่อจากคดียึดทรัพย์นั้น นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ประธานคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และสำนวนคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า เพิ่งได้รับคำพิพากษาฉบับเต็ม ซึ่งคณะทำงานจะนัดประชุมต่อไป แต่ในการประชุมครั้งแรกก่อนได้รับคำพิพากษา ก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าคดีอาญาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์ ส่วนใหญ่อยู่ในมือ ป.ป.ช.แล้ว คงมีเพียงประเด็นทางแพ่งที่ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบว่าหน่วยงานนั้นๆ ได้รับความเสียหายอย่างไร จำนวนเท่าใด โดยยังไม่มีหน่วยงานใดประสานข้อมูลถึงอัยการ จึงต้องรอตรวจสอบอีกครั้ง
"หากตรวจสอบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น และมีผู้เสียหายร้องทุกข์ตามกฎหมาย อัยการจะดำเนินการยื่นฟ้องคดีให้ แต่ถ้าตรวจสอบฐานะคดีแล้วเห็นว่าไม่สามารถยื่นฟ้องได้ อัยการจะแจ้งให้หน่วยงานนั้นทราบต่อไป" นายวัยวุฒิกล่าว
ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ว่า ทีมทนายจะยื่นต่อศาลฎีกาได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ที่จะครบกำหนด 30 วันตามกฎหมาย โดยการยื่นอุทธรณ์ ถ้ามีการเสนอประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ต้องชี้ให้ศาลให้เห็นว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ตามเงื่อนไขยื่นอุทธรณ์ ส่วนศาลฎีกาจะพิจารณารับอุทธรณ์หรือไม่ ก็เป็นดุลยพินิจที่ต้องรอฟังผลคำสั่งต่อไป
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ในวันที่ 11 มี.ค. จะเดินทางไปพร้อมคณะเพื่อแสดงตนกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการยื่นถอดถอนองค์คณะตุลาการศาลคดียึดทรัพย์ เนื่องจากพิพากษานอกเหนือรัฐธรรมนูญให้อำนาจ ซึ่งในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ก็จะเปิดเต็นท์ให้ประชาชนมาร่วมลงชื่อถอดถอน เพื่อพิสูจน์ว่าสุดท้ายศาลก็จะได้รับชะตากรรมเหมือนกัน.








