เปลว สีเงิน

Monday, 11 March, 2013 - 00:00

'พระพุทธเจ้าน้อย' มาจากไหน?

   มีเรื่องที่ผม "คันใจ" มาเป็นปีแล้ว จะพูด..จะพูด..ก็เกรงเป็น "ตัวมาร" ขวางและขัดการทำสิ่งดีงามของผู้อื่นเขา นั่นคือการหล่อ "พระพุทธเจ้าน้อย" และกำลังสมโภชกันที่ท้องสนามหลวง นัยว่าจะนำไปประดิษฐาน ณ สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า คือลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล   
    ก่อนหน้านี้ ผมก็เห็นมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เชิญชวนประชาชนร่วมหล่อ "พระพุทธเจ้าน้อย" มาเป็นปีแล้ว การบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าก็ดี การกระทำที่แสดงถึงความเคารพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและการมีกุศลเจตนาสร้างเสริมศาสนวัตถุเพื่อดำรงอายุพระพุทธศาสนาก็ดี
    เป็นสิ่งดีงาม ไม่ว่าใครล้วนอนุโมทนาทั้งนั้น และถึงแม้ผู้ใดมิได้ร่วมกระทำ เพียงแต่มีจิตอนุโมทนาในกรรมประเสริฐร่วมไปกับเขา ก็นับเป็นบุญ-เป็นกุศลที่ต้องขออนุโมทนาด้วยเช่นกัน
    แต่ผมทะแม่งหู ขัดตา-ขัดใจ ยอมรับไม่ได้จริงๆ กับคำว่า "พระพุทธเจ้าน้อย"!
    มันจะแผลงและพิเรนทร์นอกกรอบจนเกินงามไปหรือเปล่า ผมก็เรียนพุทธประวัติมาพอสมควร พบแต่ใช้คำว่า "พระพุทธเจ้า" เฉพาะกับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกพระองค์
    ไม่เคยพบตรงไหนเลยทั้งในพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ว่ามีการใช้คำว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" เรียกขานสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ว่าพระองค์ไหนทั้งสิ้น?
    พระพุทธเจ้าของเรา ทรงถือกำเนิดในศากยวงศ์ โคตมโคตร พระนามว่า "สิทธัตถะ โคตมะ" คำว่าโคตมะ พูดง่ายๆ คือนามสกุล บ่งบอกถึงโคตรเหง้าของวงศ์ตระกูล
    "โคตมโคตร" ก็แบ่งออกเป็นสาย คือหลายวงศ์ ของพระพุทธเจ้าคือ "ศากยวงศ์" หมายถึงว่า ศากยะ เป็นเลือดสายหนึ่งของโคตมะ เหมือนพวกเรานี่แหละ พี่น้องด้วยกัน แต่ข้างพ่อ-ข้างแม่ไปแต่งงาน ก็มีวงศ์ใหม่ กลายเป็นคนละนามสกุล
    ลูกพี่-ลูกน้อง คนละนามสกุล แต่สืบสายเป็นโคตรเดียวกัน!
    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ตอนเป็นฆราวาส ทรงพระนามว่า "สิทธัตถะราชกุมาร" ครั้นทรงออกบวช บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้รับการถวายพระนามต่างๆ เช่น พระสมณโคดม พระพุทธโคดม พระศากยมุนี และ ฯลฯ
    คือถวายพระนามตามโคตร-ตามวงศ์ของพระองค์
    แต่พระพุทธเจ้าทรงออกพระนามพระองค์เอง คือเรียกตัวพระองค์ว่า "พระตถาคต" หมายถึง ผู้ตรัสรู้ธรรมตามที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง
    สรุปก็คือ ไม่มี-ไม่ปรากฏใครใช้คำว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" กับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตราบ ๒๕๕๔ ปีผ่าน นับจากเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็เพิ่งมาปี-สองปีนี่แหละ
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ท่านเกิดศรัทธาแก่กล้าในพระพุทธศาสนา หรือเพราะอกหักทางการเมืองก็ไม่ทราบได้ ไปรักษาตัว-รักษาใจอะไรของท่านตามพุทธสถานถึงอินเดีย-เนปาล
    ใครบอก หรือใครไปเข้าฝันเธอก็ไม่ทราบ ไปอุปโลกน์เอา "สิทธัตถะราชกุมาร" ขึ้นมาเป็นปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า พร้อมตั้งเป็นพระพุทธเจ้าปางใหม่ของโลกเลยว่า
    "พระพุทธเจ้าน้อย"!?
    พระคุณเจ้าระดับมหาเถระบางรูปก็เอากับเขาด้วย ช่วยกันปลุกกระแสพระพุทธเจ้าน้อย หล่อรูปพระพุทธเจ้าน้อยขึ้นเป็นอีกปางหนึ่งในพระพุทธศาสนา
    ก็อย่างที่เห็นปั้นเป็นรูปเด็กชายตุ้ยนุ้ย เปลือยท่อนบน ยืนยกมือชี้นิ้วชี้โด่ๆ เหมือนตอนยิ่งลักษณ์หาเสียงเลือกตั้ง เบอร์ ๑ ยืนในท่าคล้ายตุ๊กตาเสาไฟหินอ่อนยุคโรมัน นัยว่า จะเอาไปประดิษฐานที่ลุมพินีสถานโน่น
    ผมว่าทำวิตถารให้ผู้คนสับสน-ไขว้เขวไปเปล่าๆ ทุกวันนี้ ฝรั่งมังค่ามันก็เอาพระพุทธรูปไปกระทำหยาบช้าต่างๆ มากมายอยู่แล้ว ซ้ำคนไทย-คนพุทธเอง เกาะกระพี้แทนแก่นกันอยู่ก็ส่วนมาก เมื่อบอกว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" ก็ไม่รู้เรื่อง-รู้ความอะไร
    เอ้า...น้อยก็น้อยตาม พากันบ้าใบ้ใหลหลงเข้าพง-เข้ารก ดูน่าเวทนา!
    มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว พระนามเดียวก็พอแล้วครับ กราบละ...พ่อคุณ-แม่คุณ อย่าให้เลอะเทอะไปกันใหญ่ถึงขั้นมีพระพุทธเจ้าน้อย-พระพุทธเจ้าใหญ่เลย!!
    ขืนทั้งพระ ทั้งฆราวาสเป็นไปด้วยกันแบบนี้ ในไม่ช้า จะมีมนุษย์อุตริทางการค้า สร้างรูป-หล่อรูปต่างๆ นานา แล้วอ้างเป็นอีกปางหนึ่งของพระพุทธเจ้าปลุกเสกขายบ้าง มันจะอเนจอนาถพุทธศาสนากันยกใหญ่ เดี๋ยวก็มีสิทธัตถะปางหนุ่ม ปางเข้าพิธีอภิเษกสมรส
    เผลอๆ อาจลามปามไปถึงขั้นปั้นรูป "พระนางยโสธราพิมพา" สมัยเป็นพระมเหสีเข้ามาด้วย พวกพุทธเปลือกซึ่งอ่อนแออยู่แล้ว ก็จะพากันเลื้อยไปเกาะกับสิ่งที่ง่ายทางการหลอกเพราะถูกจริต เมื่อถึงขั้นนั้น ด้วยศรัทธาของคนที่ต้องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแบบปัญญาอ่อน
    ก็จะกลายเป็น "ตัวทำลายพระพุทธศาสนา" โดยไม่ตั้งใจ ที่น่าเสียใจ!
    หลักการพระพุทธเจ้านั้น ใครก็ตามเมื่อละเพศฆราวาสคือ "ละทางโลก" เข้ามาทางธรรม บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ถือว่าตายไปแล้ว-ตัดขาดแล้วกับครอบครัว กับญาติพี่น้อง กับทรัพย์สมบัติ กับความเป็นตัวตนในอดีตทั้งมวล
    เกิดเป็นคนใหม่แล้ว เป็นผู้มีความเพียรในสมณธรรม ทำให้แจ้งในมรรค ผล นิพพาน อย่าว่าแต่อดีตแห่งความเป็นสิทธัตถะเลย สิ่งปัจจุบันอันเป็นเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ก็สลัดตัดทิ้งชนิดเรียกว่า "เด็ดเยื่อ-เด็ดใย" มุ่งสู่ความเป็น....
    พุทธะ-พุทโธ...ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยธรรม สถานเดียว!
    ฉะนั้น ในพระพุทธศาสนา ไม่มีหรอกครับ และไม่มีใครสอน ให้ยก-ให้ยึดเอาสิทธัตถะราชกุมารขึ้นมาเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย" ในเมื่อมีพระพุทธเจ้า คือสมณโคดมทั้งพระองค์ ในความหมายว่า มีของแท้อยู่แล้วทั้งองค์ แล้วจำเป็นอะไรต้องดัดจริตไปปั่นกระแสเอาสิทธัตถะขึ้นมาเทียบเป็น "พระพุทธเจ้า"?
    บุญมาก บารมีมาก จนพระพุทธรูปที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่พอกราบไหว้บูชาให้ระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ ถึงต้องปั้น-ต้องหล่อสิ่งที่เรียกว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" ขึ้นมา หรือต้องการให้เกิด-ให้มีสิ่งนี้ คู่รัฐบาล "แดงทั้งแผ่นดิน"?
    ในความเป็นพุทธะ พระพุทธองค์เองยังทรงเอ่ยนามพระองค์ว่า "ตถาคต" นั่นแสดงว่า ไม่มีโคตมะ ไม่มีศากยะ ไม่มีสิทธัตถะ แล้วคุณหญิงสุดารัตน์เป็นตัวอะไร ไปแต่งตั้งสิทธัตถะราชกุมารขึ้นมาเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย"
    ในภาวะแห่งสิทธัตถะนั้น คือภาวะ กิน-กาม-เกียรติ คนละเรื่อง-คนละโลก กับภาวะพุทธะ แล้วจะปั้นรูปสิทธัตถะมาเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย" มันถูกเรื่องมั้ย?
    วงการพระพุทธศาสนา ไม่ใช่วงการมวยไทยนะ คุณหญิงสุดารัตน์และพระสงฆ์องคเจ้าโปรดตระหนัก เห็นวงการมวยมี อภิเดชน้อย อดุลย์น้อย วิชาญน้อย พออังกระไอศาสนสถานเข้าหน่อย อุตริไปตั้ง "พระพุทธเจ้าน้อย" ถึงขั้นหล่อรูปไปตั้งให้คนไขว้เขว
    พวกคนรวยไร้สาระ พวกนักการเมืองอกหัก และพวกข้าราชการ-นักการเมืองต้องคดีนี่ ยุคนี้นิยมไปชุบตัว ไปสร้างภาพลักษณ์ใหม่กันที่อินเดีย-เนปาล มีคำว่า "ไม่เห็นทุกข์-ไม่เห็นธรรม" แต่บางคนพอจมทุกข์ เมื่อเข้าวัดแทนที่จะหาธรรม
    กลับเอาสถานธรรมมาหุ้มทุกข์...เฮ้อ!
    พระครูปลัดพายัพ นั่นก็...สึกหาลาเพศตั้งแต่เมื่อวานแล้วมั้ง เห็นหนี "พื้นที่ข่าว" หายจ้อยทั้งพระเจ้าคุณ-พระฐานา นัยว่าไปหลบอยู่ตามสถานปฏิบัติธรรมแถวๆ โคราช ตั้งแต่กลับจากอินเดียโน่น
    คนรวย นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ-พ่อค้า คนทั่วไป ที่ไปแสวงบุญ-ไปบวชตามสังเวชนียสถานด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ก็มีมาก ที่ไปบวชถวายเป็นพระราชกุศลก็มาก เหล่านี้ ยกไว้จากที่ผมกล่าวไปแต่ต้นทั้งหมด
    เพราะเขาเหล่านั้น กระทำชอบแล้ว ไม่ได้มีการทำอันใดเป็นการแผลงพุทธศาสนาให้เพี้ยนอย่างที่บางคนทำ และผมก็ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วย!
    เอาหละ...นี่คือทัศนะของผมต่อเรื่องพระพุทธเจ้าน้อย อาจผิดก็ได้ ถูกก็ได้ แต่ผิด-ถูกอย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ไม่ไขว้เขวชาวพุทธ ท่านผู้รู้ เช่น ศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก หรือพระคุณเจ้ารูปใดจะอธิบายสิ่งที่ถูกเป็นธรรมทาน ผมยินดีรับฟังและพร้อมแก้ไข
    จะได้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้เลยว่า พระคุณเจ้าชั้นสมเด็จ ตั้งพระฐานานุกรม ระดับพระครูปลัดฯ ได้ แต่ระดับคุณหญิงสุดารัตน์ มีศักดิ์และสิทธิ์ตั้งสิทธัตถะราชกุมารเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย" ได้?